ศาลสหรัฐพิพากษาจำคุกกั๋วเหวินกุ้ย (Guo Wengui) มหาเศรษฐีจีนผู้ลี้ภัยเป็นเวลา 30 ปี ฐานฉ้อโกงนักลงทุนผ่านโครงการคริปโตที่เขาสร้างขึ้นเอง พร้อมสั่งให้ชดใช้คืนความเสียหายอีก 889 ล้านดอลลาร์ คดีนี้ถือเป็นหนึ่งในการดำเนินคดีฉ้อโกงคริปโตที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐ โดยมีผู้เสียหายกว่าแสนรายทั่วโลก
กั๋วเหวินกุ้ย หรือที่รู้จักในชื่อ ไมล์ส กั๋ว (Miles Guo) นักธุรกิจจีนผู้ลี้ภัยมานานกว่าทศวรรษ ถูกศาลแขวงสหรัฐในนิวยอร์กพิพากษาจำคุก 30 ปีเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ในความผิดฐานฉ้อโกงที่เกี่ยวข้องกับสินทรัพย์ดิจิทัล ผู้พิพากษาอนาลิซา ทอร์เรส (Analisa Torres) ยังมีคำสั่งให้เขาชดใช้คืนทรัพย์สินมูลค่า 889 ล้านดอลลาร์ตามคำพิพากษาด้วย
นับตั้งแต่หลบหนีออกจากจีนเมื่อกว่า 10 ปีก่อน กั๋วสร้างภาพลักษณ์ตัวเองในฐานะผู้วิพากษ์วิจารณ์พรรคคอมมิวนิสต์จีน และมีผู้ติดตามจำนวนมากโดยเฉพาะในกลุ่มชาวจีนโพ้นทะเล แต่อัยการระบุว่าเบื้องหลังภาพลักษณ์นักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยจีน เขากลับใช้ความไว้วางใจของผู้ติดตามหลอกลวงให้เข้าร่วมโครงการลงทุนปลอม รวมถึงธุรกิจคริปโตที่เขาควบคุมอยู่เบื้องหลัง
เครือข่ายฉ้อโกงพันล้านดอลลาร์
กั๋วถูกจับกุมเมื่อเดือนมีนาคม 2566 ในข้อหาบงการเครือข่ายฉ้อโกงที่ดูดเงินจากเหยื่อหลายพันรายไปกว่า 1 พันล้านดอลลาร์ กระทรวงยุติธรรมสหรัฐระบุในขณะนั้นว่า กั๋วได้รับเงินจากเหยื่อมากกว่า 262 ล้านดอลลาร์ผ่าน Himalaya Exchange ซึ่งอ้างตัวเป็นแพลตฟอร์มคริปโตเคอร์เรนซี
ต่อมาในเดือนกรกฎาคม 2567 คณะลูกขุนมีมติเป็นเอกฉันท์ตัดสินให้กั๋วมีความผิดใน 9 ข้อกล่าวหาฐานฉ้อโกงและสมคบคิด โดยส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับการชักชวนผู้ติดตามออนไลน์นับแสนคนให้ลงทุนผ่านข้อมูลเท็จและคำกล่าวอ้างที่บิดเบือนข้อเท็จจริง
อัยการระบุว่า กั๋วหลอกเหยื่อด้วยการสัญญาผลตอบแทนสูงเกินจริง หากนำเงินมาลงทุนหรือมอบให้กับองค์กรที่เขาควบคุม ซึ่งรวมถึง GTV Media, Himalaya Farm Alliance, G|CLUBS และ Himalaya Exchange เงินที่ได้จากการฉ้อโกงถูกนำไปซื้อคฤหาสน์หรูและรถยนต์ราคาแพง
ล่าสุดตามรายงานของสำนักข่าว AP เมื่อวันจันทร์ กั๋วได้กล่าวต่อศาลสั้นๆ ระบุว่าเหตุผลที่เขาเดินทางมาสหรัฐคือเพื่อ "ทำลายพรรคคอมมิวนิสต์จีน"
ด้านผู้พิพากษาทอร์เรสกล่าวในวันเดียวกันว่า กั๋ว "ฉวยโอกาส" จากผู้ที่ต้องการผลักดันประชาธิปไตยในจีน และไม่เคยแสดงความรับผิดชอบต่อการกระทำของตน กลับยืนกรานอย่างไม่น่าเชื่อว่าการกระทำของเขาไม่ก่อให้เกิดความเสียหายหรือทำร้ายผู้ใดเลย
นอกจากคดีอาญาแล้ว สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์สหรัฐ (SEC) ยังเคยตั้งข้อหากั๋วและที่ปรึกษาการเงินของเขา วิลเลียม เจ (William Je) เมื่อเดือนมีนาคม 2566 ฐานระดมทุนจากนักลงทุนหลายร้อยล้านดอลลาร์ผ่านสินทรัพย์คริปโตที่เรียกว่า "H-Coin" หรือ "Himalaya Coin" ขณะที่กั๋วยังเป็นที่รู้จักจากความสัมพันธ์กับสตีฟ แบนนอน (Steve Bannon) อดีตที่ปรึกษากลยุทธ์ของโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) โดยทั้งคู่เคยประกาศโครงการ "New Federal State of China" เพื่อโค่นล้มรัฐบาลจีนเมื่อปี 2563
ทั้งนี้คดีกั๋วเหวินกุ้ยสะท้อนความเสี่ยงสำคัญที่นักลงทุนไทยและอาเซียนควรจับตา โดยเฉพาะรูปแบบการระดมทุนผ่านอินฟลูเอนเซอร์หรือบุคคลที่มีฐานผู้ติดตามจำนวนมากบนโลกออนไลน์ ซึ่งอาศัยความเชื่อถือส่วนบุคคลมากกว่าความน่าเชื่อถือของตัวผลิตภัณฑ์ทางการเงิน รูปแบบนี้ใกล้เคียงกับคดีฉ้อโกงคริปโตหลายคดีที่หน่วยงานกำกับดูแลไทยเคยดำเนินการปราบปราม สำหรับนักลงทุนในภูมิภาคนี้ คดีดังกล่าวตอกย้ำว่าผลตอบแทนสูงเกินจริงและการอ้างอิงอุดมการณ์หรือภาพลักษณ์ส่วนตัวของผู้ก่อตั้ง ยังคงเป็นสัญญาณเตือนที่ต้องระมัดระวังก่อนตัดสินใจลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลใดๆ


