ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ยังไม่ลงนามในร่างกฎหมายที่มีบทบัญญัติห้าม Fed ออก CBDC จนถึงสิ้นปี 2573 โดยผูกเงื่อนไขไว้กับกฎหมายแยกต่างหากที่บังคับให้ผู้ลงทะเบียนเลือกตั้งแสดงหลักฐานสัญชาติ ซึ่งวุฒิสภาเพิ่งลงมติคว่ำไปก่อนหน้านี้ กระนั้นเนื่องจากร่างกฎหมายผ่านสภาคองเกรสด้วยเสียงท่วมท้นเกินกว่าจะ override ได้ การแบนดอลลาร์ดิจิทัลของสหรัฐฯ มีแนวโน้มสูงที่จะมีผลบังคับใช้ในไม่กี่วันข้างหน้า ไม่ว่าทรัมป์จะลงนามหรือไม่
ร่าง 21st Century ROAD to Housing Act ผ่านวุฒิสภาด้วยคะแนน 85 ต่อ 5 และสภาผู้แทนราษฎรด้วยคะแนน 358 ต่อ 32 ทั้งสองสภาพาสเกณฑ์ two-thirds ที่ต้องการในการ override veto ของประธานาธิบดีได้อย่างสบาย ร่างกฎหมายนี้ครอบคลุมทั้งนโยบายที่อยู่อาศัยและบทบัญญัติห้าม Fed ทุกรูปแบบไม่ว่าจะโดยตรงหรือผ่านตัวกลาง ออก/สร้าง หรือหมุนเวียน CBDC จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2573 พร้อมยกเว้นให้ stablecoin ภาคเอกชนที่มีโครงสร้างเปิด ไม่ต้องขออนุญาต และคุ้มครองความเป็นส่วนตัว อย่าง Circle และ Tether ไม่อยู่ในข่ายการห้ามนี้
เหตุที่ทรัมป์หยุดชะงักไม่ใช่ความขัดแย้งในเนื้อหาเรื่อง CBDC แต่เป็นกลยุทธ์ต่อรองทางการเมือง เขาประกาศชัดว่าจะไม่ลงนามในร่างกฎหมายที่อยู่อาศัยจนกว่าสภาคองเกรสจะส่ง Safeguarding American Voter Eligibility Act มาให้ด้วย กฎหมายหลังนี้กำหนดให้ผู้ลงทะเบียนเลือกตั้งระดับสหพันธรัฐต้องแสดงหลักฐานสัญชาติ ซึ่งวุฒิสภาลงมติไม่ผ่านด้วยคะแนน 48 ต่อ 50 เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน โดยวุฒิสมาชิกรีพับลิกัน 4 ราย ได้แก่ ซูซาน คอลลินส์ (Susan Collins), ลีซา เมอร์คาวสกี (Lisa Murkowski), มิทช์ แมคคอนเนล (Mitch McConnell) และ ทอม ทิลลิส (Thom Tillis) โหวตร่วมกับพรรคเดโมแครตทุกคนเพื่อคว่ำร่างดังกล่าว จอห์น ทูน (John Thune) ผู้นำเสียงข้างมากในวุฒิสภาส่งสัญญาณว่าไม่น่าจะนำร่างนี้กลับมาโหวตในสมัยประชุมนี้อีก
บริบทที่ทำให้กรณีนี้มีนัยยะเกินกว่าการเมืองภายในคือท่าทีของสหรัฐฯ ต่อ CBDC ขัดทิศกับประเทศอื่นในโลกอย่างชัดเจน กว่า 130 ประเทศซึ่งรวมกันคิดเป็นส่วนใหญ่ของ GDP โลกกำลังศึกษาหรือทดสอบ CBDC อยู่ในขณะนี้ จีนเดินหน้า digital yuan ไปไกลแล้ว การที่สหรัฐฯ จะล็อกตัวเองออกจากเทคโนโลยีนี้นานถึงสี่ปีในทางกฎหมาย ขณะที่คู่แข่งทางภูมิรัฐศาสตร์รุดหน้าไม่หยุด คือสัญญาณที่ตลาดการเงินโลกต้องนำไปประมวลผล
ทรัมป์วางรากของจุดยืนนี้ไว้ตั้งแต่เดือนมกราคม 2568 เมื่อลงนามคำสั่งฝ่ายบริหารห้ามรัฐบาลทำงานใดๆ เกี่ยวกับดอลลาร์ดิจิทัลภาคประชาชน โดยอ้างเหตุผลด้านเสถียรภาพระบบการเงิน ความเป็นส่วนตัว และอธิปไตยของชาติ บทบัญญัติในร่างกฎหมายนี้จึงเป็นการยกระดับจากคำสั่งฝ่ายบริหารขึ้นสู่กฎหมายถาวรที่รัฐบาลชุดต่อไปจะพลิกกลับได้ยากกว่า
สำหรับนักลงทุนและผู้กำหนดนโยบายในอาเซียนรวมถึงไทย ผลลัพธ์ของร่างกฎหมายนี้จะเป็นตัวกำหนดทิศทางสำคัญในช่วงสี่ปีข้างหน้า โมเดลที่สหรัฐฯ กำลังเลือกนั้นชัดเจน คือปล่อยให้ภาคเอกชนออก stablecoin ภายใต้กำกับของรัฐ แทนที่จะให้ธนาคารกลางออก CBDC เอง กรอบความคิดนี้ อาจส่งอิทธิพลต่อทิศทางที่ ธปท. และ ก.ล.ต. จะพัฒนากรอบนโยบายสกุลเงินดิจิทัลของไทยในระยะต่อไป


