xs
xsm
sm
md
lg

Krungthai GLOBAL MARKETS เผยค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ที่ระดับ 33.39-ติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้(26มิ.ย.69)ที่ระดับ 33.39 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลงเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลง”
จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 33.36 บาทต่อดอลลาร์ และมองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 33.30-33.50 บาท/ดอลลาร์ โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) เคลื่อนไหวไร้ทิศทางที่ชัดเจนในกรอบ Sideways (แกว่งตัวในกรอบ 33.30-33.42 บาทต่อดอลลาร์) โดยมีจังหวะพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นเข้าใกล้โซน 33.30 บาทต่อดอลลาร์ ตามการทยอยอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ ที่สอดคล้องกับการปรับตัวลงของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ

สำหรับแนวโน้มของค่าเงินบาท (USDTHB) เราคงมุมมองเดิมว่า เงินบาทเสี่ยงเผชิญ Two-way risk ในช่วงระยะสั้น ขึ้นกับ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนอยู่ จนกว่าจะเห็นการลงนามในข้อตกลงสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน และการเปิดช่องแคบ Hormuz อย่างเป็นรูปธรรม ทำให้ ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะกลยุทธ์ Options ที่จะช่วยเสริมประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากค่าเงินได้เป็นอย่างดีในสภาวะที่ตลาดเผชิญความไม่แน่นอนสูง

เรามองว่า แรงกดดันด้านอ่อนค่าต่อเงินบาทยังไม่หมดไป แม้ผู้เล่นในตลาดจะปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ลงบ้าง แต่จะเห็นได้ว่า ผู้เล่นในตลาดยังไม่ปรับลดมุมมองต่อการขึ้นดอกเบี้ยของ FED อย่างมีนัยสำคัญ สอดคล้องกับการประเมินของเราต่อรายงานอัตราเงินเฟ้อ PCE ของสหรัฐฯ ในวันก่อนหน้า ซึ่งเรามองว่า ผู้เล่นในตลาดอาจต้องการเห็นการชะลอตัวลงต่อเนื่องของอัตราเงินเฟ้อสหรัฐฯ เช่น อัตราเงินเฟ้อ CPI ที่มักจะรายงานในช่วงกลางเดือน ก่อน (อาจจะ 2 ข้อมูลอัตราเงินเฟ้อ CPI) จึงจะปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มดอกเบี้ย FED อย่างมีนัยสำคัญ ทำให้ในระยะข้างหน้า หากตลาดเผชิญปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้ ผู้เล่นในตลาดกลับมาปรับเพิ่มโอกาสการเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยของ FED อาจหนุนเงินดอลลาร์เพิ่มเติม พร้อมกดดันเงินบาทรวมถึง ราคาทองคำ ดังจะเห็นได้จากความกังวลต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลางล่าสุด ที่มีข่าวการโจมตีเรือขนส่งสินค้าแถวช่องแคบ Hormuz ได้หนุนให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้น อีกทั้งยังหนุนการรีบาวด์ขึ้นของเงินดอลลาร์ และสร้างแรงกดดันต่อเงินบาท

ทั้งนี้ เรามองว่า หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางไม่ได้ทวีความรุนแรงขึ้นชัดเจน จนเร่งการปรับตัวขึ้นของราคาน้ำมันดิบ (เช่น ราคาน้ำมันดิบพุ่งขึ้นทะลุโซน 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล อีกครั้ง) การอ่อนค่าของเงินบาทอาจยังคงถูกจำกัดแถวโซนแนวต้านสำคัญ 33.50 บาทต่อดอลลาร์

นอกจากนี้ เรามองว่า แม้รายงานผลประกอบการของ Micron ที่ออกมาแข็งแกร่ง ดีกว่าคาด จะช่วยหนุนการรีบาวด์ขึ้นของบรรดาหุ้น Semiconductor ทว่า แรงขายหุ้นเทคฯ ใหญ่ยังคงมีอยู่ และอาจกดดันบรรยากาศในตลาดการเงินได้ในช่วงระยะสั้น ทำให้ เงินบาทยังคงเสี่ยงเผชิญแรงกดดันด้านอ่อนค่า ในช่วงตลาดการเงินเผชิญความผันผวนและภาวะปิดรับความเสี่ยง ซึ่งอาจหนุนการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ เหมือนที่เกิดขึ้นในช่วงต้นสัปดาห์ ในกรณีนี้ เรามองว่า หากแรงเทขายหุ้นเทคฯ ทั่วโลก กลับมาอีกครั้ง และรุนแรงมาก อาจต้องจับตาทั้ง การเคลื่อนไหวของราคาทองคำ ที่อาจเผชิญแรงเทขายเพิ่มเติมเช่นกัน รวมถึง การเคลื่อนไหวของเงินเยนญี่ปุ่น ที่แม้จะถูกกดดันจากการแข็งค่าของเงินดอลลาร์ แต่สามารถพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้น เร็ว และแรง ได้ไม่ยาก

เราคงประเมินว่า เงินบาทจะยังคงเผชิญแรงกดดันด้านอ่อนค่า ตามโมเมนตัมการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ที่ยังมีอยู่ จนกว่าผู้เล่นในตลาดจะปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ซึ่งอาจต้องอาศัยรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ โดยเฉพาะข้อมูลที่เกี่ยวกับเงินเฟ้อ ซึ่งควรสะท้อนแนวโน้มการชะลอตัวลงของเงินเฟ้อสหรัฐฯ หรือช่วยคลายกังวลต่อแนวโน้มเงินเฟ้อสหรัฐฯ หลังสถานการณ์ในตะวันออกกลางมีพัฒนาการที่ดีขึ้นตามที่เราประเมินไว้ แต่ปัจจัยดังกล่าวได้เป็นสิ่งที่ตลาดรับรู้แล้วไปพอควร (ซึ่งทำให้ต้องระวัง หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางพลิกกลับมาร้อนแรงขึ้น พร้อมการปรับตัวขึ้นของราคาพลังงาน ที่จะยิ่งหนุนโอกาสการขึ้นดอกเบี้ยของ FED และกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงต่อเนื่องได้)