xs
xsm
sm
md
lg

Krungthai GLOBAL MARKETS เผยค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ที่ระดับ 33.43-ยังคงเผชิญแรงกดดันด้านอ่อนค่า

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้(25มิ.ย.69) ที่ระดับ 33.43 บาทต่อดอลลาร์ “ทรงตัวไม่เปลี่ยนแปลง”จากระดับปิดของวันก่อนหน้า และมองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 33.20-33.60 บาท/ดอลลาร์ โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) เคลื่อนไหวไร้ทิศทางที่ชัดเจนในกรอบ Sideways (แกว่งตัวในกรอบ 33.38-33.48 บาทต่อดอลลาร์) แม้จะมีจังหวะอ่อนค่าเข้าใกล้โซนแนวต้าน 33.50 บาทต่อดอลลาร์ ในช่วงราคาทองคำ (XAUUSD) ปรับตัวลดลงต่อเนื่องหลุดโซนแนวรับ 4,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ทว่า การอ่อนค่าของเงินบาทได้ถูกชะลอลงบ้าง สอดคล้องกับการพลิกกลับมาย่อตัวลงบ้างของเงินดอลลาร์ หลังบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ได้ทยอยปรับตัวลดลงต่อเนื่อง ตามการปรับลดลงของราคาน้ำมันดิบ จากสัญญาณการเดินเรือผ่านช่องแคบ Hormuz ที่ทยอยฟื้นตัวต่อเนื่อง

สำหรับ แนวโน้มของค่าเงินบาท (USDTHB) เราคงมุมมองเดิมว่า เงินบาทเสี่ยงเผชิญ Two-way risk ในช่วงระยะสั้น ขึ้นกับ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนอยู่ จนกว่าจะเห็นการลงนามในข้อตกลงสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน และการเปิดช่องแคบ Hormuz อย่างเป็นรูปธรรม ทำให้ ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะกลยุทธ์ Options ที่จะช่วยเสริมประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากค่าเงินได้เป็นอย่างดีในสภาวะที่ตลาดเผชิญความไม่แน่นอนสูง

รายงานผลประกอบการของ Micron ที่ออกมาดีกว่าคาด และช่วยหนุนการปรับตัวขึ้นแรงของหุ้น Micron ในช่วง After Market นั้น อาจพอช่วยหนุนบรรยากาศของตลาดการเงินเอเชียได้บ้าง โดยเฉพาะฝั่งตลาดหุ้นที่มีหุ้นในธีม AI/Semiconductor ซึ่งอาจช่วยชะลอการอ่อนค่าของบรรดาสกุลเงินฝั่งเอเชีย อย่าง KRW TWD ได้บ้าง นอกจากนี้ เรามองว่า เงินบาทอาจพอได้อานิสงส์บ้าง หากบรรดานักลงทุนต่างชาติกลับเข้าซื้อหุ้นธีม AI/Semiconductor ของไทยอีกครั้ง หรืออย่างน้อยไม่ได้เทขายหนัก เหมือนในจังหวะที่เงินบาทอ่อนค่าทะลุ 33.00 บาทต่อดอลลาร์ ชัดเจน

กอปรกับ เงินดอลลาร์อาจเคลื่อนไหว Sideways ไปก่อนได้ เพื่อรอรับรู้ รายงานอัตราเงินเฟ้อ PCE ของสหรัฐฯ ในช่วง 19.30 น. คืนนี้ ทำให้ เรามองว่า เงินบาทอาจเคลื่อนไหวในกรอบ Sideways และแม้จะอ่อนค่าลงบ้าง เช่น ในช่วงรับรู้ รายงานยอดการส่งออกและนำเข้าของไทย ที่คาดว่าจะยังคงเห็นการขาดดุลการค้าต่อเนื่อง แต่เราประเมินว่า การอ่อนค่าของเงินบาทอาจไม่เกินโซน 33.50 บาทต่อดอลลาร์ ไปมากนัก

ทั้งนี้ ควรระวังความผันผวนในช่วง ตลาดทยอยรับรู้รายงานอัตราเงินเฟ้อ PCE ของสหรัฐฯ โดยหาก อัตราเงินเฟ้อออกมาตามคาด และรายละเอียดของรายงานอัตราเงินเฟ้อ ไม่ได้สะท้อนถึง การแพร่กระจายของการเพิ่มขึ้นของราคาสินค้าและบริการ เป็นวงกว้าง อาจทำให้ ผู้เล่นในตลาดปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED เพิ่มเติม ซึ่งอาจกดดันเงินดอลลาร์ให้อ่อนค่าลงบ้าง (แต่ยังไม่มากนัก) ทำให้เงินบาทมีโอกาสทยอยแข็งค่าขึ้น ทดสอบโซน 33.20-33.30 บาทต่อดอลลาร์ (จะแข็งค่าขึ้นมากน้อย เพียงใด ต้องรอจับตาการเคลื่อนไหวของราคาทองคำประกอบ)

แต่หาก รายงานอัตราเงินเฟ้อ PCE ออกมาสูงกว่าคาด สะท้อนภาพการเร่งตัวขึ้นของราคาสินค้าและบริการ ที่อาจเป็นวงกว้างมากขึ้น เรากังวลว่า ผู้เล่นในตลาดจะยิ่งกังวลต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED (และเราอาจเริ่มให้โอกาสการขึ้นดอกเบี้ยของ FED มากขึ้นได้) สะท้อนผ่านการปรับเพิ่มโอกาสการขึ้นดอกเบี้ยของ FED 2 ครั้ง ในปีนี้ ที่ควรจะสูงขึ้น สร้างแรงหนุนต่อเงินดอลลาร์ พร้อมกดดันทั้งราคาทองคำและเงินบาท โดยเงินบาทเสี่ยงอ่อนค่าทะลุโซน 33.50 บาทต่อดอลลาร์ ได้ไม่ยาก และอาจทดสอบโซนถัดไปในช่วง 33.70-33.80 บาทต่อดอลลาร์

เราคงประเมินว่า เงินบาทจะยังคงเผชิญแรงกดดันด้านอ่อนค่า ตามโมเมนตัมการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ที่ยังมีอยู่ จนกว่าผู้เล่นในตลาดจะปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ซึ่งอาจต้องอาศัยรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ โดยเฉพาะข้อมูลที่เกี่ยวกับเงินเฟ้อ ซึ่งควรสะท้อนแนวโน้มการชะลอตัวลงของเงินเฟ้อสหรัฐฯ หรือช่วยคลายกังวลต่อแนวโน้มเงินเฟ้อสหรัฐฯ หลังสถานการณ์ในตะวันออกกลางมีพัฒนาการที่ดีขึ้นตามที่เราประเมินไว้ แต่ปัจจัยดังกล่าวได้เป็นสิ่งที่ตลาดรับรู้แล้วไปพอควร (ซึ่งทำให้ต้องระวัง หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางพลิกกลับมาร้อนแรงขึ้น พร้อมการปรับตัวขึ้นของราคาพลังงาน ที่จะยิ่งหนุนโอกาสการขึ้นดอกเบี้ยของ FED และกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงต่อเนื่องได้ไม่ยาก)