xs
xsm
sm
md
lg

กรุงศรีคาดเงินบาทซื้อขายในกรอบ 32.50-33.20-ติดตามราคาน้ำมัน-มองกนง.คงดอกเบี้ย

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



กลุ่มงานโกลบอลมาร์เก็ตส์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)(BAY) มีมุมมองต่อทิศทางค่าเงินบาทในสัปดาห์นี้ว่า เงินบาทมีแนวโน้มเคลื่อนไหวในกรอบ 32.50-33.20 บาท/ดอลลาร์ เทียบกับสัปดาห์ที่ผ่านมาเงินบาทปิดอ่อนค่าที่ 32.83 บาท/ดอลลาร์ หลังซื้อขายในกรอบ 32.51-32.94 บาท/ดอลลาร์ โดยเงินดอลลาร์แข็งค่าเมื่อเทียบกับทุกสกุลเงินสำคัญ โดยดัชนีดอลลาร์แตะระดับสูงสุดในรอบกว่า 1 ปี ทางด้านธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) ขึ้นดอกเบี้ยสู่ระดับ 1.00% ตามคาดพร้อมแสดงท่าทีปรับขึ้นดอกเบี้ยอย่างค่อยเป็นค่อยไป

ส่วนราคาน้ำมันดิบปรับลดลงตามสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ที่คลายตัว แต่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯกลับพุ่งขึ้นหลังธนาคารกลางสหรัฐฯ(เฟด)คงดอกเบี้ยไว้ในช่วง 3.50-3.75% ขณะที่ Warsh ประธานเฟดคนใหม่ย้ำว่าจะไม่ยอมให้เงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับสูง ซึ่งเท่ากับตัดความเป็นไปได้ของการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในระยะนี้ออกไป อีกทั้งผู้ร่วมตลาดได้ปรับมุมมองสะท้อนความเป็นไปได้ที่เฟดจะตัดสินใจขึ้นดอกเบี้ยภายในเดือนตุลาคมนี้ ทั้งนี้ นักลงทุนต่างชาติขายหุ้นและพันธบัตรไทยสุทธิ 494 ล้านบาท และ 912 ล้านบาท ตามลำดับ
สำหรับภาพรวมของตลาดในสัปดาห์นี้ กรุงศรีโกลบอลมาร์เก็ตส์ มองว่า นักลงทุนจะให้ความสนใจกับดัชนีราคาค่าใช้จ่ายบริโภคส่วนบุคคลเดือนพฤษภาคมของสหรัฐฯ เพื่อประเมินทิศทางการดำเนินนโยบายของเฟดภายใต้การนำของ Warsh ซึ่งกำลังเปลี่ยนแปลงวิธีการสื่อสารนโยบายและลดการให้สัญญาณชี้นำล่วงหน้า (Forward Guidance) ภาวะดังกล่าวอาจส่งผลให้ตลาดพันธบัตรผันผวนสูงขึ้นและนักลงทุนจะให้น้ำหนักน้อยลงต่อค่ากลางของประมาณการดอกเบี้ย (Dot Plot) ซึ่งจัดทำโดยเจ้าหน้าที่เฟด

นอกจากนี้ ในกรณีที่ข้อตกลงระหว่างสหรัฐฯและอิหร่านสามารถบรรลุผลและคงอยู่ได้แม้จะมีความไม่แน่นอนระหว่างทาง เงินเฟ้อขาลงจากฝั่งพลังงานจะชัดเจนมากขึ้นภายในช่วงปลายปีนี้และต่อเนื่องถึงปี 2570 โดยอัตราเงินเฟ้อของสหรัฐฯมีแนวโน้มเข้าใกล้จุดสูงสุดแล้ว ทำให้เรามองว่าสถานการณ์ที่เฟดต้องขึ้นดอกเบี้ยยังคงมีความเป็นไปได้ค่อนข้างน้อย แม้ว่าล่าสุดเฟดจะปรับท่าทีเชิงเข้มงวดมากขึ้นก็ตาม
ด้านปัจจัยในประเทศ กรุงศรีคาดว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.00% ในการประชุมวันที่ 24 มิถุนายน เนื่องจากแรงกดดันเงินเฟ้อส่วนใหญ่มาจากฝั่งอุปทาน ขณะที่ภาวะเศรษฐกิจยังคงมีความเสี่ยงด้านต่ำ จึงมีเหตุผลจำกัดในการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย เว้นแต่เงินเฟ้อจะเร่งตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญและทะลุกรอบเป้าหมายต่อเนื่องในระยะข้างหน้า