Krungthai Card PCL (SET: KTC) กลุ่มธุรกิจการเงิน • สินเชื่อเพื่อการอุปโภคบริโภค (บัตรเครดิต/สินเชื่อบุคคล)
พบกับ บทวิเคราะห์ จาก Aekinvestment โดย พิทยา เอี่ยมคงเอก สัปดาห์ละตัว สัปดาห์นี้เป็น Krungthai Card PCL (SET: KTC) กลุ่มธุรกิจการเงิน • สินเชื่อเพื่อการอุปโภคบริโภค (บัตรเครดิต/สินเชื่อบุคคล)
บทสรุปการลงทุน / INVESTMENT SUMMARY
เราเริ่มต้นคำแนะนำ KTC ที่ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 38.00 บาท (Upside ~18% จากราคาปิด 32.25 บาท) โดยมองว่า KTC เป็นหุ้นสินเชื่อผู้บริโภคคุณภาพสูงที่ยังเติบโตของกำไรได้สม่ำเสมอแม้เศรษฐกิจชะลอตัว ผลประกอบการไตรมาส 1/2569 ตอกย้ำมุมมองดังกล่าวด้วยกำไรสุทธิ 2,171 ล้านบาท (+16.7% YoY) ขณะที่ผู้บริหารตั้งเป้ากำไรทั้งปี 2569 ทำสถิติสูงสุดใหม่เหนือระดับ 7,782 ล้านบาทของปี 2568
เหตุผลที่แนะนำ “ซื้อ”
1. กำไรเติบโตเด่นสวนเศรษฐกิจ หนุนด้วยการคุมต้นทุนอย่างมีวินัย
กำไรสุทธิไตรมาส 1/2569 ที่ 2,171 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 16.7% จากปีก่อน เป็นการเติบโตที่โดดเด่นท่ามกลางอุตสาหกรรมสินเชื่อผู้บริโภคที่หดตัวและกำลังซื้อครัวเรือนที่เปราะบาง หนุนหลักจากการบริหารต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ ขณะที่รายได้รวมยังโตเล็กน้อย 0.8% เป็น 6,889 ล้านบาท เรามองว่าการรักษาการเติบโตของกำไรในภาวะที่ท้าทายเช่นนี้สะท้อนความแข็งแกร่งเชิงโครงสร้างของ โมเดลธุรกิจ และเป็นเหตุผลที่ KTC ควรได้รับมูลค่าที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรม
2. คุณภาพสินทรัพย์แข็งแกร่ง พร้อมส่วนแบ่งตลาดและเครื่องยนต์ใหม่
จุดเด่นสำคัญของ KTC คือคุณภาพพอร์ตสินเชื่อที่บริหารอย่างมีวินัย โดย ณ สิ้นไตรมาส 1/2569 อัตราส่วน NPL อยู่ที่เพียง 1.93% และมี NPL Coverage สูงถึง 408% ซึ่งสูงมากเมื่อเทียบกับกลุ่มอุตสาหกรรม โดยบัตรเครดิตซึ่งเป็นธุรกิจหลักมี NPL
เพียง 1.12% ขณะที่ D/E อยู่ในระดับต่ำเพียง 1.30 เท่า ขณะเดียวกัน KTC ยังเพิ่มส่วนแบ่งตลาดได้ในทุกผลิตภัณฑ์หลัก โดยส่วนแบ่งลูกหนี้บัตรเครดิตเพิ่มเป็น 14.9% ยอดใช้จ่ายผ่านบัตรเพิ่มเป็น 13.6% และฐานบัตรเครดิตโต 8.0% เป็นกว่า 3.0
ล้านใบ นอกจากนี้บริษัทกำลังต่อยอดสู่ธุรกิจนายหน้าประกันภัย (อยู่ระหว่างขอใบอนุญาตนายหน้าดิจิทัล) พร้อมลงทุนใน Core Payment System ใหม่ ซึ่งเรามองว่าเป็น upside ที่ยังไม่ถูกสะท้อนในราคาเต็มที่
3. Valuation น่าสนใจ — P/E ต่ำ ปันผลสม่ำเสมอ พร้อมกำไรทำสถิติใหม่
ที่ราคาปิด 32.25 บาท KTC ซื้อขายที่ P/E ราว 10.7 เท่าของกำไรปี 2568 (EPS 3.02 บาท) และเพียง ~9.9 เท่าของประมาณการกำไรปี 2569F ซึ่งไม่แพงสำหรับบริษัทที่มี ROE สูงและกำไรเติบโตต่อเนื่อง เราคาดกำไรปี 2569F–2570F เติบโตราว 8–9% ต่อปีตามแนวทางผู้บริหารที่ตั้งเป้าทำสถิติสูงสุดใหม่ ประกอบกับนโยบายปันผล ~40% ที่ให้ yield เพิ่มขึ้นสู่ ~4% เราประเมินราคาเป้าหมาย 38.00 บาท (อิง P/E ~11.6 เท่าของกำไรปี 2569F) เมื่อรวมกับคุณภาพสินทรัพย์ที่แข็งแกร่งและเครื่องยนต์การเติบโตใหม่ เราจึงแนะนำ “ซื้อ”
4. การวิเคราะห์ทางเทคนิคระยะสั้นเป็นบวก คาดว่า ราคาระยะสั้นน่จะมีการปรับตัวขึ้น
ที่ราคาปิด 32.25 บาท ซึ่งมีการผ่านแนวต้านทางเทคนิคที่มีการsideway มามากกว่า ระยะเดือน เพราะฉะนั้น ในเชิงการขึ้นระยะสั้น มีโอกาสสูงที่จะเกิดการขึ้นระดับ 10-20% ซึ่งเรียกกันว่า break out ในเชิง up และคาดว่า น่าจะมีการขึ้นได้และทดสอบแนวต้านที่ 35 หรือ 38-40 บาท ตามลำดับ
ปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตาม:
การชะลอตัวของเศรษฐกิจและกำลังซื้อครัวเรือนที่อาจกดดันคุณภาพสินเชื่อ การแข่งขันที่รุนแรงในธุรกิจบัตรเครดิตและสินเชื่อบุคคล การเปลี่ยนแปลงกฎเกณฑ์ของ ธปท. (responsible lending) ความเสี่ยงในการเปลี่ยนระบบ Core Payment ใหม่
และทิศทางอัตราดอกเบี้ยที่กระทบต้นทุนทางการเงิน


