เมื่อเวลา 10.40 น. หุ้นกลุ่มแบงก์ปรับตัวขึ้น นำโดย
KTB บวก 2.10% เพิ่มขึ้น 0.75 บาท มาที่ 36.50 บาท มูลค่าการซื้อขาย 1,759.52 ล้านบาท
BBL บวก 1.44% เพิ่มขึ้น 2.50 บาท มาที่ 176.50 บาท มูลค่าการซื้อขาย 1,332.14 ล้านบาท
TISCO บวก 1.30% เพิ่มขึ้น 1.50 บาท มาที่ 117.00 บาท มูลค่าการซื้อขาย 418.74 ล้านบาท
KBANK บวก 0.49% เพิ่มขึ้น 1.00 บาท มาที่ 206.00 บาท มูลค่าการซื้อขาย 1,203.49 ล้านบาท
TTB บวก 0.83% เพิ่มขึ้น 0.02 บาท มาที่ 0.02 บาท มูลค่าการซื้อขาย 167.67 ล้านบาท
BAY บวก 0.65% เพิ่มขึ้น 0.25 บาท มาที่ 38.50 บาท มูลค่าการซื้อขาย 34.24 ล้านบาท
KKP บวก 0.27% เพิ่มขึ้น 0.25 บาท มาที่ 91.75 บาท มูลค่าการซื้อขาย 172.55 ล้านบาท
LHFG บวก 0.87% เพิ่มขึ้น 0.01 บาท มาที่ 1.16 บาท มูลค่าการซื้อขาย 182.72 แสนบาท
นายธนเดช รังษีธนานนท์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล. พาย กล่าวว่า ราคาหุ้นกลุ่มแบงก์ปรับตัวขึ้นในเช้าวันนี้ตอบรับกับปัจจัยการที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีท่าทีเข้มงวดนโยบายการเงินมากขึ้น จากถ้อยแถลงของประธานเฟดคนใหม่ ที่ส่งสัญญาณ Hawkish มากขึ้น โดยเน้นย้ำถึงการควบคุมเงินเฟ้อ และปฏิรูปการทำงานของเฟด
ขณะที่ Dot Plot ของเฟดมีการคาดการณ์ว่าจะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างน้อย 1 ครั้งภายในปลายปี 69 เพื่อรับมือกับเงินเฟ้อที่สูงขึ้น และก็ไม่ได้ส่งสัญญาณปรับลดอัตราดอกเบี้ยในปีนี้ จากเดิมที่ส่งสัญญาณปรับลดอัตราดอกเบี้ย 1 ครั้งในปีนี้ ทำให้เป็นภาพของเทรนด์ดอกเบี้ยเปลี่ยนไปเป็นขาขึ้น ซึ่งก็เป็นปัจจัยที่หนุนต่อหุ้นในกลุ่มแบงก์ จากการที่กลับสู่วัฏจักรดอกเบี้ยขาขึ้นอีกครั้ง
นอกจากนี้ยังอาจจะมีปัจจัยหนุนต่อการมองเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งปีหลังที่อาจจะมีการปรับประมาณการณ์ขึ้นจากสำนักวิจัยต่างๆ หากการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐและอิหร่านสามารถบรรลุข้อตกลงกันได้ ทำให้สถานการณ์ในตะวันออกกลางผ่อนคลาย และค่อยๆกลับสู่ภาวะปกติ และทิศทางราคาน้ำมันที่เริ่มเห็นการปรับตัวลง ทำให้แรงกดดันเกี่ยวกับต้นทุนราคาพลังงานลดลง อีกทั้งยังมีปัจจัยหนุนจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจและการลงทุนของภาครัฐที่เข้ามาเสริม ประกอบกับช่วงนี้ก็เข้าใกล้กลางปีซึ่งอาจจะมีแรงซื้อเก็งกำไรงบฯในกลุ่มแบงก์เข้ามาบ้าง และซื้อเพื่อเก็งกำไรปันผลระหว่างกาล และเวียนออกจากกลุ่มพลังงานที่ปรับตัวขึ้นไปเข้ามาในกลุ่มแบงก์แทน ทำให้ราคาหุ้นแบงก์มีการปรับตัวขึ้น


