บล.เกียรตินาคินภัทร (KKPS) ระบุในบทวิเคราะห์ว่า ประเทศไทยได้อนุมัติใบอนุญาต virtual bank ให้แก่ 3 กลุ่มผู้ประกอบการ ได้แก่
1. กลุ่มพันธมิตรธนาคารกรุงไทย [KTB] บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส [ADVANC] - บมจ.ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก [OR]
2. บมจ.เอสซีบี เอกซ์ [SCB] (ร่วมมือกับ KakaoBank และ WeBank)
3. บริษัท เอซีเอ็ม โฮลดิ้ง จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของกลุ่มเจริญโภคภัณฑ์ (CP Group)
กลุ่มที่นำโดย KTB มีกำหนดเปิดให้บริการภายใต้ชื่อ Clicx Bank ในเดือนมิถุนายน 2569 ขณะที่ ACM และ SCB X มีแผนเริ่มดำเนินงานภายในสิ้นปี 2569
เมื่ออุตสาหกรรมเปลี่ยนผ่านจากช่วงการออกใบอนุญาตสู่การดำเนินธุรกิจจริง กรอบกำกับดูแลที่เข้มงวด ซึ่งรวมถึงมาตรฐานการกำกับดูแลในระดับเดียวกับธนาคารพาณิชย์ ข้อกำหนดเงินทุนขั้นต่ำ และช่วงเริ่มต้นดำเนินงานที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลอย่างใกล้ชิด มีแนวโน้มที่จะทำให้การเติบโตของสินเชื่อและการขยายฐานลูกค้าเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป
KKPS เชื่อว่าผู้ประกอบการจะให้ความสำคัญในระยะแรกกับการเตรียมความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน การบริหารความเสี่ยง และการปฏิบัติตามกฎระเบียบ ส่งผลให้การขยายธุรกิจเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยความสามารถในการสร้างความแตกต่างทางการแข่งขันจะขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพในการดำเนินงานภายใต้กรอบกำกับดูแลดังกล่าว
เปรียบเทียบกับต่างประเทศ: ความสามารถในการทำกำไรและข้อแลกเปลี่ยนด้านกฎระเบียบ การศึกษา virtual bank ใน 5 ตลาดสำคัญทั่วโลก
- สหรัฐอเมริกา Ally Financial ,Varo Bank
- สหราชอาณาจักร Starling Bank ,Monzo , Revolut
- บราซิล Nubank ,Inter
- จีน WeBank ,MYbank
- เกาหลี KakaoBank ,K Bank ,Toss Bank
พบว่า ผู้เล่นที่ประสบความสำเร็จมักมีลักษณะร่วมกัน 2 ประการ คือ ได้รับประโยชน์จากกรอบกำกับดูแลที่เอื้อต่อการดำเนินธุรกิจ และมีความสามารถในการต่อยอดจากธุรกิจเดิมหรือฐานลูกค้าเดิม แก้ไขปัญหาหรือความต้องการของลูกค้าได้ตรงจุด และขยายธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ
สำหรับประเทศไทย กรอบกำกับดูแลที่เข้มงวดมีแนวโน้มจะจำกัดการขยายตัวของสินทรัพย์และการรับความเสี่ยงในช่วงเริ่มต้น แม้จะช่วยลดความเสี่ยงต่อความล้มเหลวของธุรกิจ แต่ก็อาจทำให้ระยะเวลาสู่การทำกำไรยาวนานขึ้น ดังนั้น การเติบโตของ virtual bank ในไทยจะต้องอาศัยความมีวินัยในการดำเนินธุรกิจและความสามารถในการบริหารจัดการมากกว่าการแข่งขันผ่านการปล่อยสินเชื่อเชิงรุกหรือการตัดราคาผลิตภัณฑ์ทางการเงิน
ผู้ได้รับใบอนุญาตแต่ละรายมีข้อได้เปรียบเชิงโครงสร้างที่แตกต่างกัน ซึ่งจะส่งผลต่อระดับการขาดทุนในช่วงเริ่มต้นและเส้นทางการเติบโตของธุรกิจ กลุ่มที่ขับเคลื่อนด้วย ecosystem (ACM) มีแพลตฟอร์มที่ผสานบริการทางการเงินไว้ในระบบนิเวศธุรกิจอยู่แล้ว มีฐานผู้ใช้งานขนาดใหญ่ที่สามารถต่อยอดได้ทันที ขณะที่กลุ่มที่มีธนาคารเป็นผู้สนับสนุน (KTB และ SCB X) มีความคุ้นเคยกับกฎระเบียบทางการเงิน มีฐานเงินทุนและความแข็งแกร่งด้านงบดุลมากกว่า
สำหรับ KTB คาดว่าจะใช้ข้อมูลจาก ADVANC และ OR เพื่อพัฒนาระบบประเมินเครดิตทางเลือก (alternative credit scoring) ที่สามารถวิเคราะห์ความน่าเชื่อถือของลูกค้าได้มากกว่าข้อมูลทางการเงินแบบดั้งเดิม ส่วน SCB จะเน้นกลยุทธ์การปล่อยสินเชื่อดิจิทัลต้นทุนต่ำโดยใช้ AI เป็นตัวขับเคลื่อน ผ่านการผสานศักยภาพด้านดิจิทัลที่มีอยู่เข้ากับความเชี่ยวชาญของ KakaoBank และ WeBank
KKPS คาดว่า virtual bank ในประเทศไทยจะเผชิญกับภาวะขาดทุนในช่วงเริ่มต้นของการดำเนินธุรกิจ เช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นในหลายประเทศทั่วโลกขนาดและระยะเวลาของการขาดทุนจะขึ้นอยู่กับปัจจัยสำคัญ ได้แก่ ความสามารถในการเชื่อมโยงกับ ecosystem การควบคุมต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ ประสิทธิภาพในการระดมเงินทุน และคุณภาพของระบบวิเคราะห์สินเชื่อที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล (data-driven underwriting)
จากข้อมูลของ virtual bank ในต่างประเทศที่มีอัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) เฉลี่ยปีแรกประมาณ -29% KKPS ประเมินว่าผลขาดทุนจากธุรกิจ virtual bank จะส่งผลกระทบต่อกำไรของบริษัทแม่ในปี 2569 เพียงประมาณ 1-3% เท่านั้น ในระยะยาว ผลลัพธ์ของผู้ประกอบการแต่ละรายมีแนวโน้มแตกต่างกันมากขึ้น โดย Upside จะมาจากความสามารถในการสร้างรายได้จาก ecosystem และการต่อยอดฐานลูกค้าได้สำเร็จ Downside Risk จะมาจากภาระต้นทุนที่สูง ความสามารถในการขยายธุรกิจที่ถูกจำกัด และการยอมรับของลูกค้าที่ช้ากว่าคาดการณ์ไว้
โดยสรุป แม้ virtual bank ในประเทศไทยจะมีศักยภาพในการเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมการเงิน แต่ภายใต้กรอบกำกับดูแลที่เข้มงวด ความสำเร็จจะขึ้นอยู่กับความสามารถในการดำเนินงาน การใช้ข้อมูล และการสร้างคุณค่าจาก ecosystem มากกว่าการเติบโตเชิงรุกในช่วงเริ่มต้น


