นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้(17มิ.ย.69)ที่ระดับ 32.53 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลงเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลง”
จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 32.51 บาทต่อดอลลาร์ และมองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32.35-32.75 บาท/ดอลลาร์ โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) ยังคงเคลื่อนไหวไร้ทิศทางที่ชัดเจนแถวโซนแนวรับ 32.50 บาทต่อดอลลาร์ หลังผู้เล่นในตลาดต่างรอลุ้น ผลการประชุม FOMC ของ FED ในวันพฤหัสบดีนี้ สะท้อนจากมุมมองของผู้เล่นในตลาดที่ยังคงประเมินว่า FED มีโอกาสราว 84% ที่จะขึ้นดอกเบี้ยได้ในปี 2026 แม้ว่าโดยรวมพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางจะดีขึ้น หลังตลาดทยอยรับรู้ข่าวสหรัฐฯ กับอิหร่านบรรลุข้อตกลงสันติภาพ และได้รับรู้ร่างข้อตกลงสันติภาพดังกล่าวในช่วงวันก่อนหน้า
สำหรับแนวโน้มของค่าเงินบาท (USDTHB) เราคงมุมมองเดิมว่า เงินบาทเสี่ยงเผชิญ Two-way risk ในช่วงระยะสั้น ขึ้นกับ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนอยู่ จนกว่าจะเห็นการลงนามในข้อตกลงสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน และการเปิดช่องแคบ Hormuz อย่างเป็นรูปธรรม ทำให้ ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะกลยุทธ์ Options ที่จะช่วยเสริมประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากค่าเงินได้เป็นอย่างดีในสภาวะที่ตลาดเผชิญความไม่แน่นอนสูง
เรามองว่า ในช่วงระหว่างวัน ผู้เล่นในตลาดอาจยังไม่เร่งรีบปรับสถานะถือครองอย่างมีนัยสำคัญ เพื่อรอลุ้น ผลการประชุม FOMC ที่จะรับรู้ในช่วงราว 1.00 น. ตามเวลาประเทศไทยของเช้าวันพฤหัสฯ นี้ ทว่า ในช่วงระหว่างวัน เงินบาทอาจพอได้แรงหนุนบ้าง หากบรรยากาศในตลาดการเงินโดยรวม ยังคงอยู่ในภาวะเปิดรับความเสี่ยง ซึ่งอาจเอื้อให้บรรดานักลงทุนต่างชาติทยอยกลับเข้าซื้อสินทรัพย์ไทยเพิ่มเติมได้ นอกจากนี้ เรามองว่า ควรระวังความผันผวนในช่วงตลาดทยอยรับรู้ รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญ อย่าง ยอดค้าปลีก (Retail Sales) ในช่วง 19.30 น. ตามเวลาประเทศไทย เนื่องจาก หากยอดค้าปลีกสหรัฐฯ ขยายตัวต่อเนื่อง ดีกว่าคาด อาจทำให้ผู้เล่นในตลาดยังคงมั่นใจต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ในปีนี้ ซึ่งอาจช่วยหนุนการปรับตัวขึ้นของทั้งเงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ กดดันให้ราคาทองคำเสี่ยงย่อตัวลงบ้าง ส่วนเงินบาทมีโอกาสอ่อนค่าลงเล็กน้อย แต่อาจยังติดโซนแนวต้านระยะสั้นแถว 32.65-32.70 บาทต่อดอลลาร์ ได้
ส่วนในช่วงตลาดทยอยรับรู้ผลการประชุม FOMC ของ FED นั้น เรามองว่า ผู้เล่นในตลาดจะให้ความสนใจกับทั้งผลการโหวต และ คาดการณ์แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยนโยบาย หรือ Dot Plot ใหม่ โดยหากคณะกรรมการ FOMC มีมติไม่เป็นเอกฉันท์ ให้คงดอกเบี้ย ตามคาด แต่มีกรรมการ 2 ท่าน เป็นอย่างน้อย สนับสนุนการขึ้นดอกเบี้ย ส่วน Dot Plot ใหม่ สะท้อนแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ในปีนี้ ก่อนที่ FED จะคงดอกเบี้ยในปีหน้า ขณะที่ Long-Run rate ยังคงอยู่ที่ระดับเดิม เรามองว่า กรณีนี้ อาจเป็นกรณีที่ FED ส่งสัญญาณ Hawkish มากที่สุด เท่าที่เป็นไปได้ (เราตัดโอกาสที่ FED จะขึ้นดอกเบี้ย เซอร์ไพรส์ตลาด) ทำให้ ผู้เล่นในตลาดจะกลับมามั่นใจมากขึ้น ว่า FED จะสามารถขึ้นดอกเบี้ยได้ในปีนี้ และอาจเริ่มมีการคาดหวังการขึ้นดอกเบี้ยเกิน 1 ครั้ง ส่งผลให้ เงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นได้พอสมควร พร้อมกดดันให้ราคาทองคำเสี่ยงปรับตัวลงแรง ส่วนเงินบาทมีโอกาสอ่อนค่ากลับไปทดสอบโซน 32.75-32.85 บาทต่อดอลลาร์ ได้ไม่ยาก
แต่หาก คณะกรรมการ FOMC มีมติเป็นเอกฉันท์ คงดอกเบี้ย ตามคาด ส่วน Dot Plot ใหม่สะท้อนถึง แนวโน้มการคงดอกเบี้ยของ FED ทั้งในปีนี้ และปีหน้า ก่อนที่ FED จะทยอยปรับลดดอกเบี้ยนโยบาย โดยที่ Long-Run rate ยังคงอยู่ที่ระดับเดิม จากคาดการณ์ Dot Plot ในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา เรามองว่า ในกรณีนี้ ผู้เล่นในตลาดอาจต้องทยอยปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ที่ปัจจุบัน ผู้เล่นในตลาดยังให้โอกาสราว 84% สำหรับการขึ้นดอกเบี้ย 1 ครั้ง ในปีนี้ โดยผู้เล่นในตลาดอาจปรับลดโอกาสลงมาแถว 50%-60% ได้ (อาจลงไม่มากกว่านี้ เนื่องจากผู้เล่นในตลาดอาจต้องการรอลุ้น รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ ทั้ง อัตราเงินเฟ้อและข้อมูลการจ้างงาน) ส่งผลให้ เงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ เสี่ยงปรับตัวลดลง หนุนการปรับตัวขึ้นของราคาทองคำ ซึ่งอาจเห็นเงินบาทแข็งค่าขึ้นทะลุโซนแนวรับ 32.50 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน แต่การแข็งค่าขึ้นของเงินบาทอาจถูกชะลอไว้แถวโซน 32.30 บาทต่อดอลลาร์ ได้


