ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคงประมาณการจีดีพีปี69โต 2% โดยราคาพลังงานที่ไม่ลดลงเร็วแม้สถานการณ์สงครามคลี่คลาย ดันเงินเฟ้อในช่วงครึ่งปีหลังเร่งตัวขึ้นต่อ ขณะที่กนง.คงเอกเบี้ยที่ 1%ตลอดปีรอติดตามสถานการณ์ ด้านสินเชื่อแบงก์ขยับขึ้นเล็กน้อยนำโดยรายใหญ่-ภาครัฐ จับตาตลาดตราสารหนี้บอนด์ยิลด์ยังสูงกดดันต้นทุนหุ้นกู้โดยเฉพาะกลุ่มที่เคยปรับโครงสร้างหนี้ที่มีประมาณ 1.9% และคาดการณ์เงินบาทอาจอ่อนค่าลงจากปัจจัยพื้นฐานของเศรษฐกิจไทยปิดสิ้นปี 2569 ที่ 32.80 บาท
นางสาวณัฐพร ตรีรัตน์ศิริกุล รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด เปิดเผยว่า ทิศทางเศรษฐกิจไทยน่าจะผ ่านจุดต่ำสุดในช่วงไตรมาส 2 ปี 69และทยอยฟื้นตัวในช่วงครึ่งปีหลัง โดยเฉพาะในไตรมาส 3/2569 จากแรงหนุนของมาตรการภาครัฐ ในขณะที่ความเสี่ยงเศรษฐกิจ ยังอยู่ที่ความไม่แน่นอนจาก มาตรการภาษีของสหรัฐฯ ซึ่งอาจกระทบต่อภาคการส่งออ กของไทยในช่วงที่เหลือของปี ทั้งนี้ แม้ความขัดแย้งอิหร่าน จะได้ข้อยุติ แต่ราคาพลังงานโลกยังคงไม่ลดลงเร็วมากนัก ทำให้การส่งผ่านต้นทุนราคาผู้ผลิตไปยังตะกร้าสินค้า ผู้บริโภคจะยังคงมีต่อเนื่อง โดยจะยังเห็นเงินเฟ้อทั่วไปเร่งตัวสูงสุดในไตรมาส 3-4 ของปี ที่ประมาณ 5%
ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดการณ์จีดีพีไตรมาส1/69ที่ระดับ 2.8%YoY ไตรมาส 2/69 ที่ 0.9%YoY ไตรมาส 3 ที่ 2.7% และไตรมาส 4 ที่ 1.7% ซึ่งไตรมาส 2 เป็นไตรมาสที่เติบโตต่ำสุดจากผลกระทบจากราคาพลังงานอย่างเต็มที่ ก่อนจะกลับมากระเตื้องในไตรมาส 3 จากแรงหนุนมาตรการภาครัฐ
ด้านอัตราเงินเฟ้อที่น่าจะแตะระดับ 5%ในช่วงครึ่งปีหลังของปีจากผลกระทบของราคาน้ำมันที่แม้จะลดลงบ้างแต่ก็ยังไม่เท่าระดับก่อนปิดช่องแคบฮฮอร์มุซ ขณะที่การส่งออกปีนี้คาดการณ์เติบโต 8.2% โดยคาดการณ์ครึ่งปีแรกเติบโต 14% แต่ทั้งนี้ ในด้านของการนำเข้าก็สูงขึ้นอย่างรวดเร็ว จนส่งผลให้ดุลการค้าขาดดุลในบางเดือน และเป็นประเด็นการจับตามองต่อถึงดุลบัญชีเดินสะพัดด้วย
"การตกลงกันได้เบื้องต้นระหว่างสหรัฐฯและอิหร่านเป็นข่าวดี แต่ก็ยังมีคำถามว่าจะต่อเนื่องไปขนาดไหน ความไม่แน่นอนยังมี และแม้จะเปิดช่องแคบฮอร์มุซแต่มองว่าราคาพลังงานจะยังคงลงไปไม่ถึงระดับก่อนเกิดความขัดแย้ง ภาคธุรกิจจึงยังได้รับผลกระทบจากราคาพลังงานอย่างเต็มๆในไตรมาส 2 แล้วก็ค่อยๆกระเตื้องขึ้นบ้างในไตรมาส 3 และ 4 ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากมาตรการกระตุ้นของรัฐที่เข้ามาพยุง ซึ่งเรามองเม็ดเงินจากโครงการไทยช่วยไทยพลัสต่อจีดีพีที่ 0.3-0.5%และยังคงต้องติดตามรายละเอียดแนวทางการลงทุนของเม็ดเงินอีก 2 แสนล้านบาทด้วย
นางสาวณัฐพรกล่าวอีกว่า ตัวเลขคาดการณ์จีดีพีที่ระดับ 2%นั้น หากจะมอง up side ของจีดีพีไทยนั้น น่าจะจะอยู่ที่ปัจจัยต่างประเทศในส่วนของสถานการณ์สหรัฐฯกับอิหร่านคลีคลายต่อเนื่อง และกรณีของภาษีการค้าไม่กลับมาเป็นประเด็น
**ดัชนีภาคอุตสาหกรรมการยังติดลบ**
ด้านนางสาวเกวลิน หวังพิชญสุข รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวว่า ในช่วงครึ่งปีหลังจะเห็นผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลางที่กระทบภาคธุรกิจชัดเจนขึ้น แม้มีสัญญาณบวกแต่ กว่าสถานการณ์จะเป็นปกติยังต้องใช้เวลา โดยการผลิตสินค้าส่วนใหญ่จะแผ่วลง (YoY) หลักๆ จากการแบกรับต้นทุบ พลังงานและวัตถุดิบปิโตรเคมีที่สูงขึ้น ผลจากภาษีสหรัฐฯ และการแข่งขันกับสินค้านำเข้า ส่งผลให้ดัชนีผลผลิ อุตสาหกรรม (MPI) หดตัวเป็นปีที่ 4 ที่ -0.5% ขณะเดียวกัน การปรับลดเที่ยวบินที่ยังเกิดขึ้น จะกระทบธุรกิจท่องเที่ย โดยเฉพาะในช่วงไตรมาส 3 ก่อนที่การเป็นเจ้าภาพจัดงานระดับโล กจะช่วยหนุนการฟื้นตัวในไตรมาสสุดท้ โดยคาดว่าจำนวนนักท่องเที่ ยวต่างชาติเที่ยวไทยทั้งปีนี้ จะอยู่ที่ประมาณ 30 ล้านคน แม้ยังมีโอกาสเพิ่มได้ แต่ต่ำกว่าระดับ 33 ล้านคนในปีก่อน เนื่องจากการเพิ่มขึ้น ของนักท่องเที่ยวจากจีน อาจไม่พอชดเชยตลาดนักท่องเที่ยวระยะไกลส่วนใหญ่ที่ลดลง
**ปรับเป้าสินเชื่อโต-รายใหญ่-ภาครัฐนำ**
ขณะที่นางสาวธัญญลักษณ์ วัชระชัยสุรพล รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวเพิ่มเติมว่า แนวโน้มสินเชื่อของระบบธนาคารพาณิชย์ไทยในช่วงครึ่งปีหลังมีโอ กาสฟื้นตัวอย่างจำกัด โดยแม้ศูนย์วิจัยกสิกรไทยจะปรับตั วเลขประมาณการสินเชื่อทั้งปี 2569 จากเดิมที่คาดว่าจะหดตัว -0.7% มาเป็ ขยายตัวเล็กน้อยที่ราว 0.5% แต่ก็เป็นการสะท้อนแรงส่งจากการเติบโตของสินเชื่อที่ขับเคลื่อนจากสินเชื่อภาครัฐ ธุรกิจรายใหญ่ มากกว่ารายย่อย นอกจากนี้ ประเด็นที่ต้องติดตามเพิ่มเติมสำหรับภาคธุรกิจ ได้แก่ ต้นทุนการะดมทุนที่ยังมีแนวโน้มทรงตัวสูง และประเด็นความสำเร็จในการระดมทุนผ่านตลาดหุ้นกู้ ตลอดจนปัญหาเอ็นพีแอระบบธนาคารไทยที่ปัจจุบันอาศัยการปรับโครงสร้างหนี้และบริหารจัดการหนี ้เชิงรุกในการประคองภาพรวมเอ็นพีแอลไม่ให้ถดถอยลงเร็ว
"เราอาจจะเห็นเอ็นพีแอลของระบบธนาคารพาณิชย์ที่ระดับ 3%กว่า ซึ่งนับว่าต่ำ แต่เบื้องหลังเอ็นพีแอลระดับนี้คือการเร่งปรับโครงหนี้อย่างเข้มข้น นับตั้งแต่ปี 2567 - ปัจจุบันเพิ่มขึ้นมาที่ระดับ 1.60-1.62%ต่อสินเชื่อรวมจากก่อนหน้านี้ปี 2566 ที่ 056% ซึ่งการที่เอ็นพีแอลเราอยู่ในระดับต่ำไม่ได้สะท้อนถึงคุณภาพหนี้ที่ดีขึ้น แต่มาจากการเร่งปรับโครงสร้างหนี้ ขณะที่สินเชื่อที่เติบโตได้จะเป็นส่วนของรายใหญ่ และสินเชื่อจากภาครัฐซึ่งเป็นป็นปัจจัยเฉพาะ ขณะที่สินเชื่อรายย่อย และผู้ประกอบการเอสเอ็มอียังคงชะลอตัว ดังนั้น การขับเคลื่อนหลักของสินเชื่อจึงยังค่อนข้างกระจุกตัวอยู่"
**ชี้ต้นทุนออกบอนด์ยังสูง**
นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยที่ต้องระมัดระวังในส่วนของตลาดตราสารหนี้ซึ่งแนวโน้มบอนด์ยิลด์ที่ยังน่าจะอยู่ในระดับสูงทำให้ต้นทุนในการออกหุ้นกู้ยังอยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะในกลุ่มบริษัทที่เคยปรับโครงสร้างหนี้ ขณะที่ยอดผิดนัดชำระคืนหุ้นกู้มีเพียง 0.2%ของมูลค่าหุ้นกู้ระยะยาว และมีจำนวนหุ้นกู้ที่ต้องปรับโครงสร้างหนี้ที่ 1.9%ของมูลค่าหุ้นกู้ระยะยาว ซึ่งยังต้องติดตามสถานการณ์ต่อไป


