บริษัทบัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน)(เคทีซี)เปิดมุมมองพฤติกรรมผู้บริโภคไทยปัจจุบัน..ในยุคที่การเงิน'ง่ายที่สุด'เท่าที่เคยมีมา แต่เหตุใดผู้คนจำนวนมากกลับรู้สึกว่า'จัดการชีวิตยากขึ้น' แต่ท่ามกลางความสะดวกเหล่านั้น กลับเกิดปรากฏการณ์ที่น่าสนใจขึ้นเงียบๆ ผู้คนไม่ได้จนลง แต่กำลังเหนื่อยกับเรื่องเงินมากขึ้น..สะท้อนชัดว่า ชีวิตประจำวันได้หลอมรวมเข้ากับระบบการเงินดิจิทัลอย่างสมบูรณ์ ในมุมของเคทีซี เราพบว่าสมาชิกใช้บัตรและบริการทางการเงินครอบคลุมแทบทุกมิติของชีวิต ตั้งแต่การเดินทาง การรับประทานอาหาร การซื้อสินค้า ไปจนถึงสุขภาพและความบันเทิง และเมื่อการเงินแทรกอยู่ในทุกกิจกรรม การตัดสินใจเรื่องเงินจึงเกิดขึ้นตลอดเวลา จะซื้อหรือไม่ซื้อ จะผ่อนหรือจ่ายเต็มจะใช้แต้มสะสมตอนนี้หรือเก็บไว้ จะออมก่อนหรือใช้ก่อนจะลงทุนแบบไหนให้เหมาะกับความเสี่ยง จะวางแผนอนาคตอย่างไรให้ไม่พลาด คำถามเหล่านี้ เมื่อเกิดขึ้นวันละหลายครั้ง กำลังกิน'พลังงานทางความคิด'ของผู้คนไปโดยไม่รู้ตัว
Financial Burnout: ความเหนื่อยที่ไม่ได้วัดจากตัวเลขในบัญชี
ทั้งนี้ ในหลายประเทศ ปรากฏการณ์นี้เริ่มถูกเรียกว่า Financial Burnout ภาวะที่ไม่ได้เกิดจากการ'ไม่มีเงิน'แต่เกิดจากการที่'เรื่องเงินเข้ามาใช้พื้นที่ในชีวิตมากเกินไป'ผู้บริโภคจำนวนมากในวันนี้ไม่ได้ขาดความรู้ พวกเขารู้ว่าควรออม ควรลงทุน หรือควรวางแผนการเงินอย่างไร แต่กำลังเผชิญกับสิ่งที่ยากกว่าคือ การต้องตัดสินใจเรื่องเงินตลอดเวลา ในโลกที่มีทางเลือกมากเกินไป สิ่งที่เคทีซีเห็นคือ ผู้บริโภคจำนวนไม่น้อยเริ่มไม่ได้ถามเพียงว่า 'คุ้มไหม'แต่เริ่มรู้สึกว่า'เหนื่อย'กับการต้องคิดให้คุ้มทุกครั้ง
โดยเมื่อมองลึกลงไป ความเหนื่อยนี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องพฤติกรรมส่วนบุคคล แต่เชื่อมโยงกับการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทย หนี้ครัวเรือนไทยยังอยู่ในระดับสูง ประเทศกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย และคนวัยทำงานจำนวนมากกลายเป็นเดอะแบกที่ต้องดูแลทั้งตนเอง บุตร และพ่อแม่ไปพร้อมกัน ขณะเดียวกัน เศรษฐกิจดิจิทัลยังสร้าง'ต้นทุนใหม่'ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ค่าสมาชิกรายเดือน บริการสตรีมมิง แพลตฟอร์มดิจิทัล บริการเรียกรถและส่งอาหาร รวมถึงเครื่องมือ AI ที่เริ่มกลายเป็น ต้นทุนการทำงาน ค่าใช้จ่ายเหล่านี้อาจไม่สูง แต่มีลักษณะ'สม่ำเสมอและสะสม'ผู้บริโภคจึงไม่ได้เพียงใช้เงินมากขึ้น แต่กำลังต้อง'คิดเรื่องเงิน'มากขึ้นในทุกช่วงเวลา
ดังนั้น บริบทใหม่นี้ทำให้ Financial Literacy ในความหมายเดิมเริ่มไม่เพียงพอ เพราะในอดีตความรู้ทางการเงินมุ่งเน้นไปที่การออม การลงทุน และการหลีกเลี่ยงหนี้ แต่ปัจจุบันความรู้เพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพออีกต่อไป เพราะปัญหาของคนจำนวนมาก ไม่ใช่ไม่รู้ว่าควรทำอะไร แต่คือไม่มีพลังงานพอจะจัดการทุกอย่างให้ดีได้พร้อมกัน เคทีซีมองว่าความรู้ทางการเงินในยุคปัจจุบัน ต้องเปลี่ยนจากจากการสอน ไปสู่การช่วยให้ผู้คน'ใช้ชีวิตกับเงินได้ง่ายขึ้น' ดังนั้น หัวใจของการเงินยุคใหม่อาจไม่ได้อยู่ที่ 'การทำให้เก่งขึ้น' แต่อยู่ที่'การทำให้เรียบง่ายขึ้น'การเห็นภาพรวมรายรับรายจ่ายอย่างชัดเจน การตั้งเป้าหมายที่สอดคล้องกับชีวิตจริง การใช้ระบบอัตโนมัติจัดการเรื่องที่เกิดซ้ำ การมีเครื่องมือช่วยตัดสินใจที่ไม่ซับซ้อน ทั้งหมดนี้คือส่วนหนึ่งของ Financial Simplicity แนวคิดที่มุ่งลด'ภาระทางความคิด'แทนที่จะเพิ่มรายการสิ่งที่ผู้บริโภคต้องทำ
**บทบาทใหม่ของสถาบันการเงินในโลกที่ซับซ้อนขึ้น**
ท่ามกลางโลกที่มีตัวเลือกมากขึ้นทุกวัน บทบาทของเคทีซีไม่ได้หยุดอยู่ที่การเป็นผู้ให้บริการบัตรเครดิตหรือสินเชื่อ แต่กำลังขยับไปสู่การเป็นผู้ช่วยลดความซับซ้อน ช่วยให้ลูกค้าเข้าใจพฤติกรรมการใช้เงินของตัวเอง ช่วยให้การวางแผนไม่ใช่เรื่องไกลตัว และช่วยให้การตัดสินใจในชีวิตประจำวันง่ายขึ้น โดยการออกแบบบริการที่ลดขั้นตอน สมาชิกสามารถทำรายการธุรกรรมและบริหารการใช้จ่ายได้ด้วยตนเอง ช่วยให้ผู้บริโภคมองเห็นอนาคตทางการเงินของตนเองได้ชัดขึ้น เพราะท้ายที่สุดแล้ว คุณค่าที่แท้จริงของบริการทางการเงิน อาจไม่ใช่แค่ความสะดวก ไม่ใช่เพียงเพื่อเพิ่มยอดใช้จ่าย แต่คือการ'คืนพื้นที่ในชีวิต'ให้กับผู้คน
ท้ายที่สุดแล้วเป้าหมายการบริหารเงินของผู้คนในวันนี้ อาจไม่ใช่การมีเงินมากที่สุด แต่คือการมีอิสระในการใช้ชีวิต โดยไม่ปล่อยให้เรื่องเงินเข้ามาครอบครองความคิดตลอดเวลา ในวันที่ทุกอย่างสามารถทำได้ทันที ความท้าทายที่แท้จริงอาจไม่ใช่การเข้าถึงโอกาสทางการเงิน แต่คือการรักษาพื้นที่ในชีวิต ที่ไม่ต้องคิดเรื่องเงินอยู่ตลอดเวลา และบางทีคำถามสำคัญที่สุดของ Financial Literacy ในปี 2569 อาจไม่ใช่'เรามีเงินพอหรือยัง'แต่คือ'เรายังเหลือพื้นที่ในชีวิต ที่ไม่ต้องกังวลเรื่องเงินบ้างหรือไม่'


