xs
xsm
sm
md
lg

TISCO ชี้หุ้นไทยครึ่งปีหลังลุ้นอัพไซด์ 10% พีอีต่ำ-กำไรฟื้น ชูธีม AI-Robotics-หุ้นปันผลสู้เศรษฐกิจโลกผันผวน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บล.ทิสโก้ กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยในช่วงครึ่งปีหลังยังมีอัพไซด์ราว 10% แม้เศรษฐกิจโลกจะมีความเสี่ยงรอบด้าน แต่ตลาดหุ้นไทยมีมูลค่าหุ้น (Valuation) ไม่แพง ขณะเดียวกันกำไรบริษัทจดทะเบียนอยู่ในช่วงฟื้นตัว และหากนโยบายรัฐบาลสามารถสร้างความเชื่อมั่นและดึงดูดการลงทุนตรงจากต่างประเทศ (FDI) ได้ตามแผนจะเป็นสนับสนุนหุ้นไทยได้อีก

ส่วนภาพรวมเศรษฐกิจโลกดีกว่าที่หลายฝ่ายกังวล แม้จะเผชิญความไม่แน่นอนจากสงครามอิหร่านและความขัดแย้งทางการค้า โดยโอกาสที่เศรษฐกิจโลกจะชะลอตัวรุนแรงหรือเข้าสู่ภาวะถดถอยยังมีจำกัด แต่ความเสี่ยงจากสงครามการค้ายังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่อาจกระทบต่อการค้า การลงทุน และความเชื่อมั่นทั่วโลก โดยเฉพาะประเทศที่พึ่งพาการส่งออก รวมถึงประเทศไทย และยังคงต้องติดตามพัฒนาการของสงครามอิหร่านอย่างใกล้ชิด

สำหรับประเทศไทยมองว่าเศรษฐกิจยังเติบโตในอัตราต่ำกว่าศักยภาพ และมีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่า 2% ในปีนี้และปีหน้า อย่างไรก็ตาม ปัจจัยบวกที่สำคัญคือการลงทุนภาคเอกชนและการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ซึ่งมีแนวโน้มขยายตัวดีกว่าที่คาด และอาจเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป

ด้านนโยบายการเงินในหลายประเทศเริ่มเผชิญข้อจำกัดในการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติม และบางประเทศเริ่มปรับดอกเบี้ยขึ้นจากแรงกดดันเงินเฟ้อ แต่คาดว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ยังคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับปัจจุบันตลอดปีนี้

สำหรับตลาดทุนไทยแนวโน้มกำไรบริษัทจดทะเบียนไทยเริ่มฟื้นตัวชัดเจนขึ้น ส่วนหนึ่งมาจากการบริหารจัดการต้นทุนที่ดีขึ้นของบริษัทต่างๆ โดย EPS ได้รับแรงหนุนจากกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ สื่อสาร พาณิชย์ และพลังงาน รวมถึงมาตรการส่งเสริมศักยภาพบริษัทจดทะเบียนผ่านโครงการ Jump+ ในระยะข้างหน้า ทั้งนี้ระยะยาวหากเศรษฐกิจโตได้มากกว่าที่คาดการณ์ไว้ จะเห็นการ Re-rating ของค่า PE จากปัจจุบันที่อยู่ประมาณ 12 เท่า กลับขึ้นไป 13-14 เท่า ซึ่งจะทำให้มูลค่าหุ้นสูงขึ้นไปรอรับกำไรในอนาคต

ขณะที่ Valuation ที่ยังไม่แพง โดยหากตัดผลกระทบของหุ้น DELTA ที่มีน้ำหนักสูงออกไป ดัชนีจะอยู่ที่ 1,449 จุด ค่า Forward P/E ของตลาดหุ้นไทยจะอยู่ที่ประมาณ 12 เท่า ถือว่าต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต และไม่แพงเมื่อเทียบกับตลาดอื่น โดยที่แนะนำลงทุนในหุ้นปันผลสูง ได้แก่ กลุ่มธนาคาร กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ที่มีกระแสเงินสดดี และกลุ่มสื่อสารที่ผ่านช่วงลงทุนหนักมาแล้ว อาจจะมีกระแสเงินสดมาจ่ายปันผลได้มากขึ้น ต่างจากกลุ่มโรงไฟฟ้าที่ยังต้องลงทุนต่อเนื่องตลอด

"ตลาดหุ้นไทยยังมีศักยภาพที่จะเป็นมากกว่าสินทรัพย์หลบความผันผวน หากภาครัฐสามารถสร้างความเชื่อมั่นต่อแนวทางการยกระดับเศรษฐกิจให้กลับไปเติบโตในระดับ 3-4% ได้อย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการออกแบบมาตรการอย่าง TISA ให้สามารถดึงดูดเงินออมระยะยาวเข้าสู่ตลาดทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ" นายไพบูลย์ กล่าว

นอกจากนี้ หากสงครามตะวันออกกลางยุติ ตลาดหุ้นจะกลับมาดีขึ้น โดยเฉพาะตลาดในฝั่ง Emerging Markets ซึ่งที่ผ่านมานักลงทุนอาจกังวลที่จะลงทุน แต่ถ้าสถานการณ์คลี่คลาย ค่าเงินดอลลาร์ที่เคยแข็งค่าก็จะเริ่มอ่อนค่าลง และหนุนให้เม็ดเงินไหลเข้าภูมิภาครวมทั้งหุ้นไทยในช่วงครึ่งปีหลัง

สำหรับโครงการ TISA อยู่ระหว่างการพูดคุยรายละเอียดสุดท้าย คือ วงเงินลดหย่อนภาษี คาดว่าจะทราบรายละเอียดเร็วๆนี้ โดยที่มีข้อสรุปในบางประเด็นแล้ว เช่น เป็นมาตรการส่งเสริมการลงทุนแบบถาวร และสามารถลงทุนในสินทรัพย์หลากหลาย อีกทั้งยังลงทุนใหม่ได้ทุกปีตามวงเงินที่กำหนดโดยภาครัฐ นอกจากนี้ยังเสนอให้มีมาตรการดึงเงินที่ลงทุนในต่างประเทศ กลับมายังตลาดทุนไทย ผ่านการยกเว้นภาษีเงินลงทุนหุ้นต่างประเทศ แต่อาจต้องมีเงื่อนไขในการนำเงินส่วนหนึ่งเข้ามายังตลาดทุน

นายคมศร ประกอบผล หัวหน้าศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ กล่าวว่า ภาพรวมเศรษฐกิจโลกในช่วงกลางปี 69 เริ่มสะท้อน "แรงเสียดทาน" ที่ชัดเจนมากขึ้น โดยเฉพาะในสหรัฐซึ่งอัตราเงินเฟ้อล่าสุดในเดือนพฤษภาคมเร่งตัวขึ้นแตะระดับ 4.2% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบกว่า 2 ปี จากแรงหนุนสำคัญของราคาพลังงานที่ยังทรงตัวในระดับสูงท่ามกลางความตึงเครียดในตะวันออกกลาง

ขณะที่ผลกระทบจากค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้นได้ส่งผ่านไปยังภาคครัวเรือนอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนผ่านดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค โดยมหาวิทยาลัยมิชิแกน ที่ลดลงเหลือเพียง 44.8 จุด ต่ำสุดในรอบ 74 ปี โดยผู้บริโภค 2 ใน 3 เริ่ม "ลดการใช้จ่าย" ขณะที่การคาดการณ์เงินเฟ้อในอีก 1 ปีข้างหน้าปรับขึ้นทั้งในระยะสั้นและระยะยาวเป็น 4.8% และ 3.9% ตามลำดับ

"ประเด็นที่ต้องจับตาไม่ใช่แค่เงินเฟ้อที่สูงขึ้น แต่คือการที่เงินเฟ้อเริ่มฝังอยู่ในความคาดหวังของผู้บริโภค ซึ่งจะทำให้การควบคุมเงินเฟ้อในอนาคตทำได้ยากยิ่งขึ้น" นายคมศร กล่าว

จากปัจจัยดังกล่าว ทำให้ความเสี่ยงของภาวะ "Stagflation" หรือ ภาวะเศรษฐกิจโลกโตช้าแต่เงินเฟ้อสูง กลับมาเป็นประเด็นอีกครั้งในช่วงครึ่งปีหลัง ท่ามกลางแรงกดดันหลัก 3 ด้าน ได้แก่

1.ราคาพลังงานที่ยังอยู่ในระดับสูง

2.โครงสร้างห่วงโซ่อุปทานโลกที่เปราะบางและถูกกดดันจากมาตรการกีดกันทางการค้า ส่งผลให้สัดส่วนการค้าโลกต่อ GDP (Trade-to-GDP) ลดลง โดยในปี 65 อยู่ที่ระดับ 62.8% เหลือเพียง 56.8% ในปี 67

3.การใช้จ่ายภาครัฐและการลงทุนด้านเทคโนโลยี AI ที่ยังขยายตัวในระดับสูง ปัจจัยเหล่านี้ผลักดันให้เงินเฟ้อสูงขึ้นในขณะที่การเติบโตทางเศรษฐกิจชะลอลง

"เศรษฐกิจโลกกำลังเข้าสู่ภาวะ "โตช้า ต้นทุนสูง" ซึ่งเป็นสภาพแวดล้อมที่ท้าทายอย่างยิ่งต่อตลาด ขณะที่ทิศทางนโยบายการเงินยังเป็นอีกตัวแปรสำคัญ โดยตลาดคาดว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีแนวโน้มคงดอกเบี้ยในการประชุมเดือนมิถุนายนนี้ แต่โอกาสปรับขึ้นยังมีมากกว่าการลดลง ซึ่งจะยิ่งกดดันกำลังซื้อและการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในช่วงที่เหลือของปี" นายคมศร กล่าว

อย่างไรก็ดี แม้เผชิญความเสี่ยงเพิ่มขึ้น ตลาดหุ้นสหรัฐฯ กลับฟื้นตัวได้ดี หลังเผชิญความผันผวนจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยได้รับแรงหนุนจากผลประกอบการไตรมาส 1/69 ที่ออกมาแข็งแกร่งกว่าคาด ส่งผลให้กำไรต่อหุ้น (EPS) ใน S&P 500 สูงกว่าที่นักวิเคราะห์ประเมินไว้ ขณะเดียวกัน กำไรล่วงหน้า 12 เดือน (Forward Earnings) ปรับขึ้นต่อเนื่องราว 12% ซึ่งสูงกว่าการปรับขึ้นของดัชนี ส่งผลให้ค่า P/E ล่วงหน้าปรับลดลง และมูลค่าหุ้นน่าสนใจมากขึ้นในเชิงพื้นฐาน

ทั้งนี้ ความเสี่ยงสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ 1. ราคาน้ำมันพุ่งซ้ำ (Oil Shock) โดยเฉพาะหากเกิดการหยุดชะงักของช่องทางขนส่งพลังงาน จะส่งผลต่อเงินเฟ้อและต้นทุนทางเศรษฐกิจทันที 2.แรงกดดันจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ (Yield Pressure) ที่อยู่ในระดับสูงและปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็วนับตั้งแต่เกิดสงคราม และ 3. ความเสี่ยงจาก Stagflation ที่กระทบทั้งกำไรและมูลค่าหุ้น

สำหรับกลยุทธ์การลงทุน TISCO ESU แนะนำ

1. กระจายการลงทุนในสินทรัพย์หลากหลาย ผ่านการถือครองหุ้น พันธบัตร และสินค้าโภคภัณฑ์ในสัดส่วนที่สมดุล ช่วยรองรับความผันผวน โดยเฉพาะในช่วงที่หุ้นและพันธบัตรเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกัน

2. เพิ่มน้ำหนัก (Overweight) หุ้นกลุ่มพลังงานและวัสดุพื้นฐาน (Materials) ที่ได้ประโยชน์โดยตรงจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่สูงขึ้น โดยคาดการณ์กำไรของทั้งสองหมวดยังคงเป็นบวก และ Materials ยังมีส่วนช่วยกระจายความเสี่ยงได้ดีขึ้น จากความสัมพันธ์กับตลาดโดยรวมลดลง

3.ลดน้ำหนัก (Underweight) หุ้นเทคโนโลยีที่กระแสเงินสดต่ำระยะยาว โดยเฉพาะในบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ที่กำไรพึ่งพากระแสเงินสดในอนาคตไกล ๆ ที่อ่อนไหวต่อดอกเบี้ย ยิ่งไปกว่านั้น การแข่งขัน AI ที่เข้มข้นยังกดดันให้ Hyperscalers ต้องเพิ่มงบลงทุน (CAPEX) สูงที่สุดในรอบทศวรรษ กัดกร่อนกระแสเงินสดอิสระ ทำให้ความน่าดึงดูดของหุ้นกลุ่มนี้ลดลงในสภาพแวดล้อมที่อัตราดอกเบี้ยยังสูง

"Stagflation ไม่ได้หมายถึงการหลีกเลี่ยง การหยุดลงทุน แต่เป็นสัญญาณให้ปรับพอร์ตให้เหมาะสมกับบริบทใหม่ โดยบทเรียนจากปี 64-65 ชี้ชัดว่า นักลงทุนที่ปรับตัวได้จะสามารถผ่านความผันผวนไปได้ ขณะที่ผู้ที่ยึดติดกับพอร์ตเดิมอาจเผชิญผลตอบแทนที่น่าผิดหวัง" นายคมศร กล่าว

*ชูธีม AI & Robotics และหุ้นปันผลสูง
นายสาห์รัช ชัฏสุวรรณ กรรมการผู้จัดการ บลจ.ทิสโก้ กล่าวว่า ภาพรวมเศรษฐกิจโลกในช่วงครึ่งปีหลังยังคงมีความไม่แน่นอนสูง โดยเฉพาะประเด็น "Policy Rate Divergence" หรือทิศทางอัตราดอกเบี้ยที่เริ่มแยกออกจากกันระหว่างประเทศเศรษฐกิจหลัก ซึ่งคาดว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ และธนาคารแห่งประเทศไทยมีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ย ในขณะที่ธนาคารกลางยุโรปและญี่ปุ่นมีโอกาสปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่อง

สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลต่อการเคลื่อนย้ายเงินทุนทั่วโลก และทำให้ความผันผวนของตลาดการเงินเพิ่มสูงขึ้น ดังนั้น นักลงทุนจำเป็นต้องเลือกจังหวะและกระจายการลงทุนอย่างเหมาะสม

อย่างไรก็ตาม แม้ความผันผวนจะเพิ่มขึ้น แต่เศรษฐกิจโลกยังคงได้รับแรงสนับสนุนจากการเติบโตของกลุ่ม AI ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อการขยายตัวของกำไรบริษัททั่วโลก โดยคาดว่ากำไรของบริษัทในช่วงปี 69-70 จะเติบโตต่อเนื่องจากการนำ AI ไปใช้เพิ่มประสิทธิภาพทั้งในภาคอุตสาหกรรมและบริการ

"AI รอบนี้แตกต่างจากยุคฟองสบู่ดอทคอม เนื่องจากมีรายได้และกำไรที่ชัดเจนรองรับ ทำให้ยังเป็นหนึ่งในธีมการลงทุนระยะยาวที่สำคัญ แต่ในขณะเดียวกัน นักลงทุนควรหลีกเลี่ยงการกระจุกตัว และควรกระจายการลงทุนไปยังหลายส่วนในห่วงโซ่อุตสาหกรรม AI รวมถึง Robotics" นายสาห์รัช กล่าว

ขณะเดียวกัน ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม โดยเหตุการณ์ความขัดแย้งในหลายภูมิภาคทั่วโลก ส่งผลให้ดัชนีความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และอาจส่งผลต่อทิศทางตลาดการเงินและการลงทุนในระยะสั้นถึงระยะกลาง

จากปัจจัยดังกล่าว บลจ.ทิสโก้ แนะนำให้นักลงทุนปรับกลยุทธ์การลงทุนครึ่งหลังปี 69 ภายใต้ธีม "โลกช็อก...เราไม่ช็อก" โดยเน้นการกระจายความเสี่ยงและความยืดหยุ่นในการบริหารพอร์ต ผ่าน 4 แนวทางหลัก ได้แก่ การใช้กองทุนประเภท Multi-Asset เป็นแกนหลัก และลงทุนในส่วนเสริม หรือ Satellite เพื่อเพิ่มผลตอบแทนของพอร์ตการลงทุน โดยแนะนำการลงทุนในธีม AI อย่างกระจายตัวในทั้ง Value Chain ของ AI การมองหาโอกาสในเทคโนโลยีใหม่อย่าง Robotics หรือ Physical AI และการเพิ่มสัดส่วนหุ้นไทยปันผลสูงเพื่อสร้างความมั่นคงของพอร์ต

กองทุนแนะนำในช่วงครึ่งปีหลัง ได้แก่

1. กองทุนเปิด ทิสโก้ โกลบอล สมาร์ท แอลโลเคชั่น (TGSMART) ความเสี่ยงระดับ 5 (เสี่ยงปานกลางค่อนข้างสูง) ลงทุนในกองทุนที่มีนโยบายลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆทั่วโลก อาทิ หุ้น ตราสารหนี้ และสินทรัพย์ทางเลือก เพื่อให้เงินลงทุนเติบโตและมีรายได้จากการลงทุนเทียบเท่ากับผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 3 เดือน +5% ต่อปีในช่วงระยะเวลา 3 ปีต่อเนื่อง

2. กองทุนเปิด ทิสโก้ AI & Big Data (TISCOAI) ความเสี่ยงระดับ 6 (ความเสี่ยงสูง) ลงทุนใน Xtrackers Artificial Intelligence & Big Data UCITS ETF ชนิดหน่วยลงทุน 1C (กองทุนหลัก) ที่เน้นลงทุนในหุ้นของบริษัทที่ดำเนินธุรกิจหลักเกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) การประมวลผลข้อมูล (Data Processing) และความปลอดภัยของข้อมูล (Data Security)

3. กองทุนเปิด ทิสโก้ โรโบติกส์ (TROBOTICS) ความเสี่ยงระดับ 6 (เสี่ยงสูง) เน้นลงทุนในหุ้นของบริษัทที่ดำเนินธุรกิจเกี่ยวข้องหรือได้รับประโยชน์จากห่วงโซ่คุณค่า (Value chain)ในเทคโนโลยีหุ่นยนต์ รวมถึงเทคโนโลยีที่ช่วยให้หุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติสามารถทำงานได้ (Enabling Technologies) ผ่านหน่วยลงทุนของกองทุน Pictet - Robotics ชนิดหน่วยลงทุน I USD (กองทุนหลัก)

4. กองทุนเปิด ทิสโก้ ไฮ ดิวิเดนด์ หุ้นทุน ชนิดผู้ลงทุนทั่วไป (TISCOHD-A) ความเสี่ยงระดับ 6 (เสี่ยงสูง) ลงทุนในหุ้นไทยที่มีการจ่ายเงินปันผลต่อเนื่อง ในดัชนี SETHD 30 Total Return Index โดยใช้นโยบายการลงทุนแบบเชิงรุก