หุ้นเรือไทยปี2569 เติบโตอย่างท้าทาย จากปัญหาด้านภูมิรัฐศาสตร์และสงกราม กดดันให้ต้องเปลี่ยนเส้นทางเพื่อลดความเสี่ยง แต่รอรับการบันทึกกำไรจากค่าระวางเรือที่คงอยู่ในระดับสูง ตามดีมานต์ที่ยังไหลเข้ามาต่อเนื่อง ด้านโบรกฯเชื่อ RCL , PSL โดดเด่นที่สุดในกลุ่ม
ในโลกของการลงทุนและระบบซัพพลายเชนระหว่างประเทศปัจจุบัน ภาพรวมการขนส่งทางทะเลกำลังเผชิญกับบททดสอบครั้งใหญ่ที่สุดอีกครั้งหนึ่ง สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์และการปะทะกันอย่างรุนแรงในพื้นที่ตะวันออกกลาง รวมถึงวิกฤตความขัดแย้งในน่านน้ำทะเลแดง ได้กลายมาเป็นอุปสรรคสำคัญที่บิดเบือนตารางการเดินเรือพาณิชย์ทั่วโลก แม้ว่าปัจจุบันสายการเดินเรือสินค้าต่างๆ จะยังคงสามารถทำการเดินเรือและขนส่งสินค้าไปมาหาสู่กันได้ตามปกติ
แต่จุดที่น่ากังวลอย่างยิ่งในขณะนี้คือน่านน้ำที่เป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญอย่างคลองสุเอซและทะเลแดงตกอยู่ในภาวะเสี่ยงภัยสงคราม ส่งผลให้สายการเดินเรือยักษ์ใหญ่ระดับโลกจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนเส้นทางการเดินเรือกะทันหัน โดยหันไปใช้วิธีเดินเรืออ้อมแหลมกู๊ดโฮป (Cape of Good Hope) ทางตอนใต้ของทวีปแอฟริกาแทน ซึ่งการเปลี่ยนเส้นทางนี้ทำให้ระยะเวลาในการขนส่งสินค้าตู้คอนเทนเนอร์และสินค้าเทกองเพิ่มขึ้นเฉลี่ยทันที 10 ถึง 14 วันต่อเที่ยวบินเดินเรือ
เปลี่ยนเส้นทาง=เปลี่ยนต้นทุน
การเปลี่ยนเส้นทางเดินเรือครั้งมหากาพย์นี้ส่งผลกระทบต่อเนื่องเป็นลูกโซ่ลากโยงเข้ามาเกี่ยวเนื่องกับ "ดัชนีค่าระวางเรือโลก" และ "อัตราเบี้ยประกันภัยสินค้าทางทะเล" อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เมื่อระยะเวลาการเดินเรือยาวนานขึ้น ย่อมทำให้เกิดภาวะตู้สินค้าตึงตัวและเรือสินค้าขาดแคลนในบางเส้นทาง ส่งผลให้ค่าระวางเรือ (Freight Rate) ดีดตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ผนวกกับบริษัทประกันภัยได้ปรับเพิ่มค่าธรรมเนียมความเสี่ยงภัยสงคราม (War Risk Insurance Surcharge) ขึ้นอีกหลายเท่าตัว
สิ่งที่น่ากังวลคือ ต้นทุนและค่าใช้จ่ายที่ทะยานสูงขึ้นเหล่านี้ได้กลายมาเป็นภาระอันหนักอึ้งของผู้ประกอบการนำเข้าและส่งออกสินค้าทั่วโลกที่ต้องแบกรับต้นทุนโลจิสติกส์ที่เพิ่มขึ้น และมีโอกาสส่งผ่านภาระต้นทุนนี้ไปยังผู้บริโภคในปลายทาง
อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางวิกฤตนี้ ในมุมกลับกันมันได้กลายเป็นเชื้อเพลิงชั้นดีที่เข้ามาสร้างแรงเก็งกำไรในกระดานหุ้นพาณิชย์นาวี แล้วถ้าหากย้อนกลับมามองที่ฝั่งของประเทศไทย สถานการณ์ของสายการเดินเรือและหุ้นเรือไทยในตลาดหลักทรัพย์ (SET) ตอนนี้เป็นอย่างไรกันบ้าง?
สถานการณ์และภาพรวมของหุ้นเรือไทย
หากกางภาพรวมของกองเรือขนส่งสินค้าสัญชาติไทยในปัจจุบัน จะพบว่าเรือเดินสมุทรของไทยได้รับผลกระทบจากปัจจัยภายนอกประเทศและกลไกราคาตลาดโลกเป็นหลัก โดยโครงสร้างกองเรือในตลาดหุ้นไทยถูกแบ่งออกตามประเภทธุรกิจอย่างชัดเจน ได้แก่ เรือขนสินค้าเทกองแห้ง (Dry Bulk), เรือตู้สินค้าคอนเทนเนอร์ (Container), และเรือขนส่งน้ำมันหรือสารเคมี (Liquid Tanker) ซึ่งแต่ละประเภทต่างได้รับแรงกระเพื่อมจากวิกฤตโลกครั้งนี้แตกต่างกันไปตามกลไกดีมานด์และซัพพลาย แต่สิ่งหนึ่งที่พวกเขาทุกบริษัทได้รับเหมือนกันคือต้นทุนค่าน้ำมันเดินเรือ (Bunker Cost) ที่พุ่งสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้จากการเปลี่ยนเส้นทางและราคาน้ำมันดิบโลกที่ผันผวน
สำหรับการปรับตัวสูงขึ้นของค่าระวางเรือในตลาดโลก ส่งผลกระทบทั้งในแง่บวกและแง่ลบต่อกลุ่มผู้ประกอบการเรือไทย โดยบริษัทที่เป็นเจ้าของเรือและพึ่งพาค่าระวางสปอต (Spot Rate) เป็นหลัก เช่น เรือตู้คอนเทนเนอร์และเรือเทกองแห้ง จะได้รับผลประโยชน์เชิงบวกโดยตรงจากรายได้เฉลี่ยต่อลำที่ปรับตัวสูงขึ้นตามดัชนีอ้างอิงระดับโลก ทำให้สามารถกอบกู้ผลประกอบการในครึ่งปีแรกของปี 2569 ให้ฟื้นตัวขึ้นมาได้
ทว่าในมุมกลับกัน สำหรับเรือขนส่งน้ำมันที่มีสัญญาระยะยาวหรือกองเรือที่วิ่งเฉพาะเส้นทางในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Domestic/Regional) อาจจะไม่ได้ประโยชน์จากค่าระวางเรือโลกที่พุ่งสูงมากนัก แต่กลับต้องเผชิญกับแรงกดดันด้านต้นทุนการดำเนินงานที่สูงขึ้นแทน ซึ่งภาพสะท้อนเหล่านี้ได้ส่งผลตรงไปยังทิศทางผลการดำเนินงานและราคาหุ้นของแต่ละบริษัทอย่างมีนัยสำคัญ
เจาะลึกรายบริษัทหุ้นเรือไทย
บมจ.อาร์ ซี แอล (RCL) ภาพรวมและทิศทางผลการดำเนินงานล่าสุด ถือว่ายืนระยะได้อย่างโดดเด่น โดยผลประกอบการในช่วงไตรมาสแรกของปี 2569 ได้รับอานิสงส์เชิงบวกอย่างดเต็มหน่วยจากปัญหาความขัดแย้งเชิงภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ ส่งผลให้เกิดภาวะตู้สินค้าและระวางเรือตึงตัวในเส้นทางหลัก ดันให้อัตราค่าระวางเรือคอนเทนเนอร์เฉลี่ยของบริษัททรงตัวอยู่ในระดับที่สูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้าอย่างมาก ประกอบกับการจัดพอร์ตเส้นทางเดินเรือใหม่และการรุกตลาดอินเดียและแอฟริกาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำกำไรได้ดีขึ้น แม้ว่าจะมีแรงกดดันด้านต้นทุนน้ำมัน แต่ภาพรวมรายได้ในครึ่งปีแรกยังคงส่งสัญญาณเติบโตอย่างแข็งแกร่ง
ในส่วนของราคาหุ้น ปัจจุบันราคาหุ้น RCL มีพฤติกรรมเคลื่อนไหวสะท้อนปัจจัยบวกไประดับหนึ่งแล้ว โดยหากย้อนกลับไปดูราคาในวันแรกของการเปิดซื้อขายของปี (5 ม.ค. 2569) ราคาหุ้น RCL เริ่มต้นเปิดตลาดอยู่ที่ 28.00 บาท และเมื่อวันศุกร์ที่ 12 มิถุนายน 2569 ราคาหุ้น ปิดที่ 33.75 บาท คิดเป็นการเปลี่ยนแปลงเมื่อเทียบกับต้นปีเพิ่มขึ้น 5.75 บาท หรือ 20.54% สะท้อนให้เห็นถึงมุมมองของนักลงทุนในตลาดที่ยังมีต่อทิศทางค่าระวางเรือตู้สินค้าในอนาคต
ถัดมา บมจ.พรีเชียส ชิปปิ้ง (PSL) ทิศทางผลการดำเนินงานล่าสุด ถูกประเมินว่าได้รับอานิสงส์ทางอ้อมจากดัชนีค่าระวางเรือเทกองแห้ง (Baltic Dry Index: BDI) ที่ประคองตัวได้ดีกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ แม้ว่าปริมาณการค้าสินค้าโภคภัณฑ์โลก (เช่น แร่เหล็ก ถ่านหิน และสินค้าเกษตร) จะไม่ได้เติบโตอย่างหวือหวาเนื่องจากภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัว
แต่การจัดการกองเรือที่ยืดหยุ่นช่วยให้บริษัทสามารถเก็บเกี่ยวรายได้จากตลาดสัญญาพร้อมส่ง (Spot Market) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม ความท้าทายหลักของ PSL คือโครงสร้างต้นทุนที่สูงขึ้นและแนวโน้มค่าระวางเรือเทกองที่มีความผันผวนสูงตามฤดูกาล ทำให้นักวิเคราะห์เริ่มเตือนเรื่องความเต็มมูลค่าของราคาหุ้นในระยะสั้น
โดยเมื่อพิจารณาความเคลื่อนไหวของราคาหุ้นบนกระดานซื้อขาย ราคาหุ้น PSL ในวันแรกของปีที่ระดับ 6.15 บาท ล่าสุด (12มิ.ย.) ปิดตลาดที่ระดับ 6.95 บาท พบว่าราคาหุ้นมีการเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้น 0.80 บาท หรือ13.01% โดยราคาในช่วงนี้มีปัจจัยทางเทคนิคสนับสนุนจากการขึ้นเครื่องหมาย XD เพื่อจ่ายปันผลระหว่างกาล 0.10 บาท/หุ้น ไปเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2569 ร่วมด้วย
ถัดมา บมจ. โทรีเซนไทย เอเยนต์ซีส์ (TTA) ผลการดำเนินงานล่าสุดแสดงให้เห็นถึงการผ่านพ้นจุดต่ำสุดของปีไปแล้วในไตรมาสที่ 1 ซึ่งเป็นช่วง Low Season ของธุรกิจเดินเรือ โดยผู้บริหารได้เปิดเผยข้อมูลในงาน Opportunity Day ประจำไตรมาส 1/2569 ว่าธุรกิจเดินเรือเทกองยังคงทำสถิติค่าน้ำมันและค่าระวางได้ดีกว่าค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรม และได้รับแรงหนุนจากความตึงตัวของกองเรือเดินเรือในตะวันออกกลาง
ขณะที่ธุรกิจลูกอย่างธุรกิจขุดเจาะน้ำมันนอกชายฝั่ง (Offshore Service) แม้ว่าจะมีการส่งมอบงานที่ชะลอตัวลงบ้างแต่คาดว่าจะกลับมาเร่งตัวขึ้นในครึ่งปีหลัง ส่งผลให้ภาพรวมผลกำไรสุทธิมีแนวโน้มฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งตั้งแต่ไตรมาส 2 เป็นต้นไป
ด้านความเคลื่อนไหวของราคาหุ้น TTA บนกระดาน SET ราคาหุ้นวันแรกของปี (5 ม.ค. 2569) เปิดตลาดซื้อขายกันอยู่ที่ระดับ 4.26 บาท และจากการปิดตลาดล่าสุด (12มิ.ย.) ที่ระดับ 4.98 บาท เพิ่มขึ้น 0.72 บาท หรือ 16.90% แสดงถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนหลังได้รับฟังข้อมูลแผนธุรกิจล่าสุดจากผู้บริหาร
อีกบริษัท คือ บมจ.พริมา มารีน หรือ PRM ภาพรวมและผลการดำเนินงานล่าสุด แสดงถึงความแข็งแกร่งและมีความผันผวนต่ำกว่าหุ้นเรือประเภทอื่น เนื่องจากโครงสร้างธุรกิจของ PRM เน้นหนักไปที่กองเรือขนส่งน้ำมันและสารเคมี รวมถึงเรือขนส่งและกักเก็บน้ำมันดิบลอยน้ำ (FSU) ซึ่งพึ่งพาสัญญาระยะยาวกับกลุ่มพันธมิตรที่เป็นบริษัทน้ำมันรายใหญ่ รายได้ของบริษัทจึงไม่ผันผวนตามดัชนีค่าระวางเรือตู้หรือเรือเทกองโลก
โดยผลประกอบการล่าสุดยังคงเติบโตอย่างมั่นคงตามปริมาณการใช้น้ำมันในภูมิภาคและการขยายกองเรือเพิ่มตามแผนงาน แม้จะไม่ได้อานิสงส์ทางบวกจากสงครามทะเลแดงโดยตรง แต่ก็ไม่มีความเสี่ยงเรื่องค่าระวางเรือดิ่งเหวรบกวน
สำหรับราคาหุ้น PRM บนกระดานซื้อขายวันแรกของปีนี้ ปิดอยู่ที่ 8.20 บาท เพิ่มขึ้น 0.25 บาท หรือ 3.05% จากราคาล่าสุด (12มิ.ย.) ซึ่งปิดที่ระดับ 8.45 บาท สะท้อนลักษณะของหุ้นที่เป็นกลุ่มปลอดภัย (Defensive Stock) ในหมวดพาณิชย์นาวี
และสุดท้าย บมจ.อมารินทร์ ลอจิสติกส์ (AMA) ผลประกอบการล่าสุดยังคงได้รับปัจจัยหนุนจากปริมาณการค้าและการขนส่งน้ำมันปาล์มและสารเคมีเหลวในภูมิภาคเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (เช่น อินเดีย อินโดนีเซีย และจีน) ทำให้ทรงตัวอยู่ในเกณฑ์ดีจากการบริหารจัดการอัตราการใช้เรือ (Utilization Rate) ที่อยู่ในระดับสูงกว่า 90% เกือบตลอดทั้งปี
อย่างไรก็ตาม AMA ต้องเผชิญกับความท้าทายในเรื่องของต้นทุนค่าน้ำมันเชื้อเพลิงที่เพิ่มขึ้นและขีดจำกัดในการปรับขึ้นค่าขนส่งตามสัญญา ซึ่งผู้บริหารชดเชยด้วยการขยายกองรถขนส่งทางบกในประเทศเพื่อกระจายความเสี่ยงธุรกิจลอจิสติกส์ครบวงจร
ส่วนราคาหุ้นที่ซื้อขายอยู่บนกระดาน ล่าสุดปิดที่ 3.82 บาท เท่ากับช่วงต้นปี หรือไม่มีการเปลี่ยนแปลง แสดงผลกระทบเชิงราคาที่เป็นไปตามสภาวะตลาดและการเก็งกำไรในกลุ่มลอจิสติกส์ขนาดเล็ก
ความน่าสนใจในหุ้นเรือไทย
หากพิจารณาประวัติศาสตร์ ความน่าสนใจของการลงทุนในหุ้นกลุ่มพาณิชย์นาวีไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน จะพบว่าหุ้นกลุ่มนี้ถูกจัดอยู่ในหมวดหมู่ "หุ้นวัฏจักร (Cyclical Stock)" อย่างแท้จริง นักลงทุนในตลาดหุ้นไทยมักจะเข้ามาสนใจหุ้นเรือในฐานะเครื่องมือเก็งกำไรตามทิศทางเศรษฐกิจโลกและการค้าระหว่างประเทศ โดยเครื่องมือหลักที่นักลงทุนใช้ในการวิเคราะห์และตัดสินใจลงทุนในหุ้นกลุ่มนี้จะไม่ใช่การดูอัตราการเติบโตของกำไรแบบปกติทั่วไป
แต่เป็นการติดตามดัชนีราคาอ้างอิงระดับโลก เช่น ดัชนีค่าระวางเรือเทกอง (BDI) หรือ ดัชนีค่าระวางเรือตู้คอนเทนเนอร์ (เช่น CCFI หรือ SCFI) ควบคู่ไปกับการวิเคราะห์ตัวเลขทางการเงินที่สำคัญ เช่น อัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin), อัตราส่วนราคาต่อมูลค่าทางบัญชี (P/BV) และต้นทุนทางการเงินรวมถึงระดับหนี้สินของบริษัทเพื่อประเมินความอยู่รอดในช่วงขาลง
อย่างไรก็ตามในปัจจุบัน แม้ว่าหุ้นเรือไทยจะยังคงได้รับความสนใจจากนักลงทุนสถาบันและนักลงทุนรายย่อยอยู่บ้าง ยามที่มีประเด็นเรื่องภัยสงครามเข้ามาจุดประกาย แต่ระดับความตื่นตัวและการไล่ราคาของนักลงทุนลดน้อยลงไปกว่าในอดีตมาก เนื่องจากผู้เล่นในตลาดมีความเข้าใจในวงจรธุรกิจมากขึ้น และตระหนักดีว่าผลกำไรที่พุ่งสูงขึ้นในช่วงวิกฤตภูมิรัฐศาสตร์นั้นไม่มีความแน่นอน
ทำให้นักลงทุนเน้นไปที่การเก็งกำไรตามรอบสัญญาณเทคนิค (Technical Swing) และให้ความสำคัญกับนโยบายการจ่ายเงินปันผล (Dividend Yield) ของแต่ละบริษัท เพื่อเป็นเกราะป้องกันความเสี่ยงมากกว่าการคาดหวังผลกำไรจากส่วนต่างราคาหุ้น (Capital Gain) ในระยะยาว
นอกจากนี้ บทเรียนสำคัญที่นักลงทุนหุ้นเรือไม่มีวันลืม คือเหตุการณ์ความหวือหวาของราคาหุ้น RCL ในช่วงวิกฤตโควิด-19 ที่ผ่านมา โดยในช่วงเวลานั้นราคาหุ้น RCL เคยพุ่งทะยานจากระดับไม่กี่บาทขึ้นไปแตะจุดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ สร้างผลตอบแทนหลายเท่าตัวให้แก่ผู้ที่กล้าเข้าลงทุน
อย่างไรก็ตาม ประวัติศาสตร์รอบนี้ได้สอนเราเช่นกันว่า หากนำพฤติกรรมราคาหุ้นในช่วงเกิดสงครามมาตั้งแต่ปี2568 เทียบกับช่วงโควิด-19 โดยไม่คิดคำนวณพื้นฐาน ซื้อเพราะคาดหวัง ก็อาจจะกลายเป็นความผิดพลาดครั้งใหญ่ได้เช่นกัน
ทิศทางหุ้นเรือไทยในช่วงที่เหลือของปี
ทั้งนี้ หากประเมินแนวโน้มและทิศทางของตลาดเรือเดินสินค้าโลกในช่วง 6 เดือนข้างหน้า ภาพรวมของอุตสาหกรรมพาณิชย์นาวีกำลังเดินหน้าเข้าสู่สภาวะความท้าทายเชิงโครงสร้างอย่างรุนแรง สิ่งที่เป็นปัจจัยหลักในการกำหนดทิศทางไม่ใช่เรื่องของระยะทางเดินเรือที่เพิ่มขึ้นจากการอ้อมแหลมกู๊ดโฮปเพียงอย่างเดียว แต่เป็นกระแสข่าวและรายงานดัชนีซัพพลายเรือใหม่ทั่วโลกที่มีการเปิดเผยว่า สายการเดินเรือยักษ์ใหญ่ระดับโลก (Global Liners) ได้มีการแห่สั่งต่อเรือเดินสินค้าและเรือตู้คอนเทนเนอร์ขนาดใหญ่พิเศษ (Mega Ships) เป็นจำนวนมหาศาลในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา และกองเรือชุดใหม่เหล่านี้กำลังทยอยส่งมอบและเข้าสู่ระบบการเดินเรือโลกอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงกลางปีนี้
นั่นเพราะการเพิ่มขึ้นของปริมาณเรือสินค้าใหม่จำนวนมาก จะส่งผลกระทบต่อกลไกตลาดและดัชนีค่าระวางเรือโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยจะก่อให้เกิดสภาวะ "ระวางเรือล้นตลาด (Overcapacity)" ในทันที
ขณะเดียวกันหากสถานการณ์ความตึงเครียดในทะเลแดงเริ่มคลี่คลายลงและกองเรือทั้งหมดสามารถกลับมาแล่นผ่านคลองสุเอซได้ตามปกติ ซัพพลายเรือที่เกินมานี้จะกลับมาถล่มราคาค่าระวางเรือโลกให้ดิ่งลงเหวอย่างรวดเร็ว ขณะที่บรรดาหุ้นเรือโลกขนาดใหญ่คาดว่าจะมีความยืดหยุ่นสูงอาจจะใช้กลยุทธ์การลดความเร็วเรือ (Blank Sailing/Slow Steaming) เพื่อควบคุมซัพพลาย
แต่สำหรับหุ้นเรือไทยที่มีขนาดกองเรือเล็กกว่าและไม่มีอำนาจในการกำหนดราคาตลาดโลก ย่อมต้องตกเป็นผู้รับราคา (Price Taker) และได้รับผลกระทบเชิงลบทางตรงต่ออัตรากำไรขั้นต้นอย่างรุนแรงในช่วงครึ่งปีหลัง
มุมมองของโบรกเกอร์ต่อหุ้นเรือไทย
จากการรวบรวมข้อมูล พบว่าภาพรวมทิศทางธุรกิจในช่วงที่เหลือของปีนี้ค่อนข้างมีความชัดเจน โดยในฝั่งของ RCL ทางบริษัทเดินหน้าควบคุมต้นทุนการดำเนินงานอย่างเข้มงวด และปรับพอร์ตเน้นเส้นทางเดินเรือระยะสั้นที่ยังมีอัตรากำไรดี สอดคล้องกับมุมมองของโบรกเกอร์ที่ประเมินว่ากำไรปกติของ RCL จะทำจุดสูงสุดในครึ่งปีแรก โดยให้ราคาเป้าหมายเฉลี่ยปี 2569 อยู่ที่ 34.00 บาท นั่นทำให้โบรกเกอร์ส่วนใหญ่แนะนำเพียง "ถือ" หรือ "ซื้อเก็งกำไรตามรอบ" เนื่องจาก P/E ปัจจุบันเริ่มสะท้อนปัจจัยบวกไปมากแล้ว และมีความเสี่ยงที่ค่าระวางเรือตู้จะปรับฐานลงในช่วงปลายปีหากสงครามสงบ
ในส่วน PSL ข้อมูลข่าวสารล่าสุดชี้ว่าบริษัทเน้นกลยุทธ์การทำสัญญาเช่าเรือระยะสั้นในตลาดสปอตเพื่อดักเก็บรายได้ช่วงค่าระวางขาขึ้น แต่จากรายงานบทวิเคราะห์ล่าสุดของนักวิเคราะห์ค่ายต่างๆ มีความเห็นตรงกันว่าราคาหุ้น PSL ที่เคลื่อนไหวแถวเหนือระดับ 7.00 บาท ถือว่าค่อนข้างเต็มมูลค่าและสะท้อนปัจจัยบวกเชิงสงครามไปมากแล้ว โดยโบรกเกอร์ให้ราคาเป้าหมายเฉลี่ยรอบ 12 เดือนข้างหน้าไว้ที่เพียง 7.03 บาท ทำให้สัญญาณทางเทคนิคแนะนำให้ "ชะลอการลงทุน" หรือขายทำกำไรเมื่อราคาดีดตัวสูงกว่าเป้าหมาย เนื่องจากอัตราส่วน P/E และ P/BV เริ่มอยู่ในระดับที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต
สำหรับ TTA ทิศทางธุรกิจมีความชัดเจน ทำให้นักวิเคราะห์หลายราย ออกมายืนยันว่าผลประกอบการของ TTA ได้ผ่านพ้นจุดต่ำสุดไปแล้ว และจะเห็นการเติบโตเด่นชัดในไตรมาส 2 เป็นต้นไป ดังนั้นโบรกเกอร์จึงยังคงคำแนะนำเป็น "ซื้อทันที" (Strong Buy) โดยระบุว่าธุรกิจเรือแท้จะเป็นแรงขับเคลื่อนหลักพยุงกำไรทั้งปีให้เติบโตตามเป้า พร้อมคงราคาเป้าหมายพื้นฐานไว้ที่ 5.30 บาท สอดคล้องกับตัวเลข P/E ของ TTA ที่ยังอยู่ในระดับต่ำน่าสนใจเมื่อเทียบกับมูลค่าสินทรัพย์และแนวโน้มการฟื้นตัวของธุรกิจลูก
ด้านหุ้นเรือเฉพาะกลุ่มอย่าง PRM ข่าวสารล่าสุดระบุว่าบริษัทเตรียมรับรู้รายได้เพิ่มจากการขยายกองเรือขนส่งน้ำมันสำเร็จรูปและเคมีภัณฑ์ตามสัญญาเช่าระยะยาวกับลูกค้ากลุ่มปตท. ทำให้โบรกเกอร์ส่วนใหญ่ มีมุมมองเชิงบวกต่อ PRM โดยแนะนำให้ "ซื้อ" เนื่องจากเป็นหุ้นที่มีกระแสเงินสดมั่นคงและมีความเสี่ยงต่ำจากความผันผวนของค่าระวางเรือโลก โดยให้ราคาเป้าหมายพื้นฐานเฉลี่ยอยู่แถวกรอบราคาที่ให้สเปรดกำไรเติบโต 10-15%
ขณะที่ AMA รายงานระบุว่าทิศทางธุรกิจช่วงครึ่งปีหลังจะเติบโตจากปริมาณความต้องการขนส่งน้ำมันปาล์มไปอินเดียที่เข้าสู่ช่วงไฮซีซั่น ทำให้โบรกเกอร์แนะนำ "ซื้อเก็งกำไร" โดยมองว่าตัวเลขการเงินด้านอัตราผลตอบแทนเงินปันผล (Dividend Yield) ในระดับสูงเป็นจุดดึงดูดใจที่สำคัญ
ระยะสั้นค่าระวางเรือคือพระเอก
ทั้งนี้ มหากาพย์บนกระดานหุ้นและน่านน้ำโลจิสติกส์ของกลุ่มพาณิชย์นาวีไทยในปี 2569 นี้ สรุปได้ว่า ทิศทางของหุ้นเรือไทยโดยภาพรวมยังคงต้องพึ่งพิงอยู่กับกระแสลมมรสุมของเศรษฐกิจโลกและกลไกความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์อย่างแยกไม่ออก
ดังนั้นโอกาสในการเติบโตของธุรกิจในระยะสั้นยังคงมีแรงกดดัน จากปัจจัยหนุนของต้นทุนค่าระวางเรือที่ทรงตัวในระดับสูง และจากการเปลี่ยนเส้นทางเดินเรืออ้อมแหลมกู๊ดโฮป ทว่าภาพรวมในระยะยาวช่วงครึ่งปีหลังเริ่มปรากฏรอยร้าวจากปัญหาซัพพลายเรือใหม่ที่จะเข้ามากดดันตลาดโลก ส่งผลให้แนวโน้มโดยรวมของหุ้นกลุ่มนี้เปลี่ยนผ่านจาก "ช่วงขาขึ้นที่รุ่งโรจน์" เข้าสู่ "ช่วงปลายวัฏจักรเก็งกำไร" ที่นักลงทุนต้องเพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเ


