นายอนุสรณ์ ธรรมใจ ส.ส.กรุงเทพฯ พรรคประชาชน ในฐานะรองประธานกรรมาธิการการเงิน การคลัง สถาบันการเงินและตลาดการเงิน เปิดเผยถึง ความคืบหน้าการพิจารณา ร่างพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม) ในวาระที่ 2 โดนระบุว่า การแก้ไขกฎหมายนี้เป็นเรื่องที่สอดคล้องกับพลวัตของเศรษฐกิจดิจิทัล กฎหมายที่แก้ไขใหม่นี้ควรมีระบบและกลไกในการคุ้มครอง นักลงทุน และ ผู้ถือหุ้น ในกรณีระบบอิเลคทรอนิกส์ขัดข้อง ข้อมูลถูกโจรกรรมหรือสูญหาย
ทั้งนี้ กฎหมายใหม่ต้องสามารถทำให้การชำระราคาและการส่งมอบหลักทรัพย์สามารถทำได้เร็วขึ้น เป็นผลบวกต่อการขยายตัวของตลาดทุน ต้องกำหนดการรับผิดชอบต่อความเสียหายของพอร์ตการลงทุน เมื่อเกิดความผิดผลาดในการทำธุรกรรมอิเลคทรอนิกส์ ซึ่งต้องมีระบบยืนยันการเป็นเจ้าของหลักทรัพย์ หากระบบข้อมูลอิเลคทรอนิกส์มีปัญหาเกิดขึ้น
สำหรับแนวทางการพิจารณาร่างกฎหมายหลักทรัพย์ว่า การเพิ่มหมวด "หลักทรัพย์อิเล็กทรอนิกส์" จะต้องสอดรับกับการแก้ไขหมวดอื่นๆ ทั้งระบบ ให้สอดรับกับทั้งพระราชบัญญัติ เพื่อประโยชน์สูงสุดต่อการพัฒนาตลาดทุน เพื่อประโยชน์ต่อระบบเศรษฐกิจที่จะไปยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน และ ยกระดับขีดความสามารถของภาคธุรกิจไทยภายใต้ยุคดิจิทัล อย่างเช่น หมวด 3 (การเสนอขายหลักทรัพย์ต่อประชาชน) ต้องกำหนดระบบและกลไกการเปิดเผยข้อมูลของหลักทรัพย์อิเล็กทรอนิกส์ให้ชัดเจน เพื่อสร้างความเข้าใจต่อนวัตกรรมการลงทุนใหม่ๆ ที่มีความซับซ้อนสูง
นอกจากนี้ ควรมาดู หมวด 8 หลักเกณฑ์ว่าด้วยการกระทำอันไม่เป็นธรรมเกี่ยวกับการซื้อขายหลักทรัพย์นั้นมีการครอบคลุมเพียงพอในการรองรับธุรกรรมในยุคดิจิทัลหรือไม่ ทันต่อความก้าวหน้าในการใช้ เอไอ ในกระบวนการลงทุนหรือไม่
นายอนุสรณ์ กล่าวว่า ในแง่การบังคับใช้กฎหมาย มี 2 ส่วนหลักที่ต้องเร่งยกระดับมาตรฐาน ประกอบด้วย
1. การป้องกันการกระทำอันไม่เป็นธรรม: ควบคุมและห้ามพฤติกรรมผิดกฎหมาย 4 ประเภทหลัก คือ การใช้ข้อมูลภายใน (Insider Trading), การปั่นราคาหลักทรัพย์ (Market Manipulation), การเผยแพร่ข้อมูลเท็จ และการใช้บัญชีผู้อื่นเพื่อปกปิดตัวตนหรือนอมินี (มาตรา 297)
2. การเข้าถือหลักทรัพย์เพื่อครอบงำกิจการ (Takeover) เข้มงวดเกณฑ์การรายงานเมื่อถือหุ้นถึงทุก 5% (มาตรา 246) และการบังคับทำคำเสนอซื้อทั้งหมด (Mandatory Tender Offer) เมื่อถือหุ้นถึง 25% (มาตรา 247)
"ส่วนนี้ก็ต้องทำให้มีมาตรฐานที่ดีขึ้น เพราะที่ผ่านมา มีความพยายามเข้าครอบงำกิจกรรมแบบไม่ถูกกฎหมาย ผิดจริยธรรม หรือ แม้นกระทั่ง มี "เงินเทา" "เงินสกปรก" พยายามเข้ามาครอบงำกิจการหรือ Take Over บริษัทจดทะเบียน อย่างกรณีที่เป็นข่าวและทราบกันดี คือ กรณีเครือข่ายของ เบน สมิธ พยายามเข้ามา Take over บมจ บางจาก"นายอนุสรณ์ กล่าว
นอกจากนี้ นายอนุสรณ์ กล่าวว่า ต้องมีการปฏิรูปกฎหมายที่เกี่ยวกับตลาดทุน และ พรบ หลักทรัพย์ฯ เพิ่มประสิทธิภาพในการสกัดทุนเทาด้วยการอายัดทรัพย์สินอย่างเร่งด่วน (Immediate Asset Freezing) ปัจจุบันตามมาตรา 267 กำหนดว่า ก.ล.ต. ต้องได้รับ "ความเห็นชอบของคณะกรรมการ ก.ล.ต." ก่อนถึงจะสั่งอายัดได้ ซีงในกรณีเร่งด่วน กระบวนการประชุมคณะกรรมการทำให้ล่าช้าหลายวัน ระหว่างนั้นผู้กระทำผิดสามารถโอนหรือซุกซ่อนทรัพย์สินได้ ดังนั้นควรแก้มาตรานี้
โดยมอบอำนาจให้กับเลขาธิการ ก.ล.ต. ในการใช้ดุลพินิจทำการอายัดทรัพย์สินของผู้ที่เข้าข่ายว่ามีพฤติกรรมเอาทุนเทามาฟอกในตลาดหลักทรัพย์ให้ทันท่วงที ควรเพิ่มบทบัญญัติให้ ก.ล.ต. สามารถขอคำสั่งศาลแบบฝ่ายเดียว (Ex-parte Injunction) โดยไม่แจ้งให้ผู้ถูกอายัดทราบล่วงหน้า ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในคดีที่ต้องการความลับเด็ดขาด ไม่ทำให้ทุนเทาไหวตัวทัน


