xs
xsm
sm
md
lg

ก.ล.ต. กางสถิติบังคับใช้กฎหมายเข้ม ฟันคดีปั่นหุ้น-เชือดบัญชีม้าสินทรัพย์ดิจิทัลพุ่งทะลุ 5.8 หมื่นบัญชี ส่งรายได้แผ่นดินเฉียดพันล้าน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


นายเอนก อยู่ยืน รองเลขาธิการ และ โฆษก สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)
สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยสถิติการบังคับใช้กฎหมายล่าสุด ณ วันที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 สะท้อนภาพการปราบปรามอาชญากรรมทางการเงินอย่างเข้มข้น โดยในช่วง 5 เดือนแรกของปี มีการกล่าวโทษทางอาญาและใช้มาตรการลงโทษทางแพ่งอย่างต่อเนื่อง สามารถนำส่งเงินค่าปรับและผลประโยชน์ที่เรียกคืนเป็นรายได้แผ่นดินแล้วเป็นจำนวนมหาศาล ขณะที่ภัยหลอกลงทุนผ่านช่องทางออนไลน์ยังคงน่ากังวล ดันยอดสายด่วนพุ่งสูงขึ้นกว่าร้อยละ 25 ส่งผลให้ต้องเร่งประสานปิดกั้นบัญชีโซเชียลมีเดียและกวาดล้างบัญชีม้าในระบบสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างเด็ดขาดเพื่อปกป้องนักลงทุน

เจาะลึกสถิติภาครัฐดำเนินคดีอาญา: เดินหน้ากล่าวโทษผู้กระทำผิดฐานปั่นหุ้นและธุรกิจเถื่อน

จากการตรวจสอบข้อมูลการดำเนินคดีอาญาเฉพาะฐานความผิดการกระทำอันไม่เป็นธรรมเกี่ยวกับการซื้อขายหลักทรัพย์และสินทรัพย์ดิจิทัล การทุจริต การแสดงข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อความจริง รวมถึงการประกอบธุรกิจโดยไม่ได้รับอนุญาต พบว่าในช่วงวันที่ 1 มกราคม ถึง 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 ก.ล.ต. ได้ดำเนินการกล่าวโทษผู้กระทำความผิดต่อพนักงานสอบสวน ทั้งกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ไปแล้วรวมทั้งสิ้น 8 คดี โดยมีผู้กระทำความผิดถูกกล่าวโทษรวม 43 ราย เมื่อเทียบกับสถิติตลอดทั้งปี พ.ศ. 2568 ที่มีการดำเนินคดีรวม 19 คดี และผู้กระทำความผิด 108 ราย

หากแยกแยะตามฐานความผิดของช่วง 5 เดือนแรกปี พ.ศ. 2569 มีรายละเอียดดังนี้

ฐานการกระทำอันไม่เป็นธรรมเกี่ยวกับการซื้อขายหลักทรัพย์และสินทรัพย์ดิจิทัล ในกลุ่มการสร้างราคา มีการดำเนินคดี 1 คดี แต่มีผู้กระทำความผิดรวมกลุ่มใหญ่ถึง 21 ราย ขณะที่ฐานความผิดอื่นในกลุ่มนี้ เช่น การแพร่ข่าวหรือข้อความเท็จ การใช้ข้อมูลภายใน และฟรอนต์รัน ยังไม่มีการดำเนินคดีอาญาในช่วงดังกล่าว ซึ่งต่างจากปี พ.ศ. 2568 ที่มีคดีกลุ่มนี้รวม 8 คดี ผู้กระทำความผิด 14 ราย

ฐานการทุจริต มีการดำเนินคดี 1 คดี ผู้กระทำความผิด 1 ราย ลดลงเมื่อเทียบกับปี พ.ศ. 2568 ที่มี 3 คดี ผู้กระทำความผิด 5 ราย

ฐานแสดงข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้งในสาระสำคัญ ยังไม่มีการดำเนินคดีเพิ่มขึ้นในช่วงนี้ หลังจากปี พ.ศ. 2568 มีคดีสูงถึง 3 คดี ผู้กระทำความผิด 16 ราย

ฐานประกอบธุรกิจโดยไม่ได้รับอนุญาต ถือเป็นกลุ่มที่มีจำนวนคดีสูงสุด โดยมีการดำเนินคดีไปแล้วถึง 6 คดี และมีผู้กระทำความผิดรวม 21 ราย ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับปี พ.ศ. 2568 ที่มีเพียง 2 คดี ผู้กระทำความผิด 11 ราย

มาตรการลงโทษทางแพ่ง ปรับและยึดทรัพย์ทะลุเป้า นำส่งคลังเป็นรายได้แผ่นดิน

ในส่วนของการดำเนินมาตรการลงโทษทางแพ่ง คณะกรรมการพิจารณามาตรการลงโทษทางแพ่ง (ค.ม.พ.) ได้มีมติให้นำมาตรการลงโทษทางแพ่งมาใช้บังคับกับผู้กระทำความผิดรวม 3 คดี จำนวนผู้กระทำความผิด 6 ราย โดยทั้งหมดเป็นฐานความผิดเกี่ยวกับการกระทำอันไม่เป็นธรรมในการซื้อขายหลักทรัพย์และสินทรัพย์ดิจิทัล ประเภทการสร้างราคา และการใช้ข้อมูลภายในหรือการเปิดเผยข้อมูลภายใน ขณะที่สถิติปี พ.ศ. 2568 ค.ม.พ. เคยกำหนดมาตรการลงโทษทางแพ่งรวม 24 คดี ผู้กระทำความผิด 128 ราย

สำหรับกระบวนการยินยอมปฏิบัติตามมาตรการลงโทษทางแพ่ง ในช่วง 5 เดือนแรกของปี พ.ศ. 2569 มีผู้กระทำความผิดตกลงทำบันทึกการยินยอมรวม 27 ราย จากทั้งหมด 7 คดี คิดเป็นมูลค่าเม็ดเงินที่เรียกเก็บได้สูงมาก แบ่งเป็นค่าปรับทางแพ่งจำนวน 662,697,675 บาท ชดใช้เงินเท่าผลประโยชน์ที่ได้รับจำนวน 519,446,913 บาท และชดใช้เงินค่าใช้จ่ายในการตรวจสอบของ ก.ล.ต. อีกจำนวน 1,554,040 บาท โดยเงินค่าปรับทางแพ่งและเงินชดใช้คืนผลประโยชน์จากการกระทำความผิดดังกล่าว ได้ถูกนำส่งกระทรวงการคลังเพื่อเป็นรายได้แผ่นดินเรียบร้อยแล้ว

เมื่อพิจารณาสถิติสะสมนับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2560 ซึ่งเป็นปีที่เริ่มมีการนำมาตรการลงโทษทางแพ่งมาใช้บังคับ พบว่ามีผู้กระทำความผิดตกลงทำบันทึกการยินยอมแล้วรวม 343 ราย จาก 88 คดี คิดเป็นยอดเงินค่าปรับทางแพ่งสะสมสูงถึง 2,826,371,549 บาท ยอดชดใช้คืนผลประโยชน์สะสม 976,817,633 บาท และค่าใช้จ่ายในการตรวจสอบสะสมอีก 15,437,601 บาท

ในกรณีที่ผู้กระทำความผิดไม่ยินยอมปฏิบัติตามมาตรการลงโทษทางแพ่งที่ ค.ม.พ. กำหนด ก.ล.ต. ได้ส่งหนังสือขอให้พนักงานอัยการดำเนินการฟ้องคดีต่อศาลแพ่งเพื่อกำหนดมาตรการลงโทษในอัตราสูงสุดที่กฎหมายบัญญัติ โดยข้อมูล ณ วันที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 มีคดีที่ยื่นฟ้องศาลแพ่งรวมทั้งสิ้น 25 คดี แบ่งเป็นคดีที่มีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว 6 คดี (ศาลชั้นต้น 1 คดี และศาลอุทธรณ์ 5 คดี) ซึ่งศาลพิพากษาให้ ก.ล.ต. ชนะคดีและลงโทษจำเลยในอัตราสูงสุด ส่วนคดีที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลมีจำนวน 19 คดี แบ่งเป็นอยู่ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น 10 คดี และอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์อีก 9 คดี

สายด่วน 1207 ยอดแจ้งเหตุหลอกลงทุนพุ่งร้อยละ 25 ปูพรมประสานปิดกั้นบัญชีปลอมทันควัน

สถานการณ์ภัยคุกคามจากการหลอกลวงลงทุนสะท้อนผ่านข้อมูลของ สายด่วนแจ้งหลอกลงทุน โทร. 1207 กด 22 ยอดการรับแจ้งเบาะแสและให้คำปรึกษาในช่วงเดือนมกราคม ถึง พฤษภาคม พ.ศ. 2569 พุ่งสูงถึง 4,307 ครั้ง เพิ่มขึ้นมากกว่าร้อยละ 25 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี พ.ศ. 2568 ที่มียอดรวม 3,441 ครั้ง โดยเป็นการให้คำปรึกษาเรื่องการหลอกลงทุนสูงถึง 3,939 ครั้ง เติบโตอย่างก้าวกระโดดถึงร้อยละ 208 จากเดิมที่เคยมีเพียง 1,279 ครั้งในช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า

การแจ้งเบาะแสดังกล่าวมาจาก 7 ช่องทางหลัก ได้แก่ เว็บไซต์สำนักงาน ก.ล.ต. โทรศัพท์ (1207 กด 22) อีเมล (scamalert@sec.or.th) การเดินทางมาแจ้งยังสำนักงาน ก.ล.ต. ระบบบริการสนทนาผ่าน เฟซบุ๊ก และ ไลฟ์แชต รวมถึงทางไปรษณีย์

ในแง่ของการตัดวงจรความเสียหาย ก.ล.ต. ได้ตรวจพบและประสานงานเพื่อปิดกั้นเนื้อหาหรือช่องทางการหลอกลงทุนไปแล้วรวม 368 บัญชี แบ่งเป็นการแจ้งปิดกั้นโดยตรงไปยังผู้ให้บริการแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียจำนวน 254 บัญชี และการแจ้งปิดกั้นผ่านหน่วยงานภาครัฐพันธมิตร เช่น กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) และตำรวจสอบสวนกลาง อีกจำนวน 114 บัญชี ทั้งนี้ ความร่วมมือกับกระทรวงดีอีและ สกมช. เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่เดือนกันยายน พ.ศ. 2567 ขณะที่การร่วมมือกับตำรวจสอบสวนกลางพึ่งเริ่มปูพรมตั้งแต่เดือนมีนาคม พ.ศ. 2569 ที่ผ่านมา ซึ่งแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียสามารถดำเนินการปิดกั้นได้ร้อยละ 100 ภายในระยะเวลาตั้งแต่ 7 นาที ถึง 48 ชั่วโมงหลังได้รับแจ้ง

กระบวนการปิดกั้นเหล่านี้ ก.ล.ต. จำเป็นต้องขับเคลื่อนด้วยความรวดเร็วที่สุดเพื่อสกัดกั้นไม่ให้ประชาชนหลงเชื่อจนสูญเสียทรัพย์สิน ทว่าต้องเต็มไปด้วยความรอบคอบ ผ่านขั้นตอนการตรวจสอบข้อมูล การติดต่อผู้แจ้งเพื่อขอข้อมูลเพิ่มเติม การรวบรวมพยานหลักฐาน การตรวจสอบข้อเท็จจริงกับผู้ที่ถูกแอบอ้างชื่อ เพื่อป้องกันความผิดพลาดในการปิดกั้นบัญชี

กวาดล้างเส้นทางเงิน ยอดระงับบัญชีม้าในระบบสินทรัพย์ดิจิทัล ทะยานเฉียด 6 หมื่นบัญชี

มาตรการสำคัญในการสกัดกั้นช่องทางการฟอกเงินของกลุ่มมิจฉาชีพคือ การจัดการ บัญชีม้า ในตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลและ คริปโทเคอร์เรนซี โดยข้อมูลล่าสุดเผยให้เห็นความตื่นตัวของผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลในการคัดกรองและระงับบัญชีที่มีพฤติกรรมเสี่ยงอย่างเข้มงวด ดังนี้

ณ วันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2568 มีการระงับบัญชีม้าไปแล้วจำนวน 47,692 บัญชี

ล่าสุด ณ วันที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2569 ตัวเลขสะสมการระงับบัญชีพุ่งสูงขึ้นเป็น 58,006 บัญชี

การเพิ่มขึ้นของจำนวนบัญชีที่ถูกระงับมากกว่า 10,000 บัญชีภายในเวลาเพียงไม่กี่เดือน สะท้อนชัดว่าการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลกำลังตกเป็นเป้าหมายสำคัญของขบวนการทุจริต และเป็นโจทย์ท้าทายที่ ก.ล.ต. ร่วมกับผู้ประกอบธุรกิจต้องเดินหน้าล้างบางบัญชีที่มีความเสี่ยงเหล่านี้อย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างระบบนิเวศการลงทุนที่โปร่งใสและปลอดภัยอย่างแท้จริง