ราคาบิทคอยน์หักลงแตะ 70,023 ดอลลาร์เมื่อวันอังคาร ต่ำสุดนับตั้งแต่ 7 เมษายน 2569 ร่วงกว่า 4% รายวัน และ 8% ในรอบสัปดาห์ สวนทางโดยสิ้นเชิงกับ S&P 500 ที่พุ่งทะลุสถิติสูงสุดตลอดกาลเหนือ 7,600 จุดเมื่อวันจันทร์ นักวิเคราะห์จาก Bitrue Research Institute ชี้ว่า บิทคอยน์กำลังแสดงพฤติกรรมเหมือน "สินทรัพย์ความเสี่ยงสูง" ที่ผูกติดกับอารมณ์มหภาค มากกว่าจะทำหน้าที่เป็นเครื่องป้องกันความเสี่ยงอิสระ ขณะที่ Santiment เตือนว่าช่องว่างที่ถ่างออกกำลังกระตุ้นให้นักลงทุนย้ายเม็ดเงินออกจากคริปโตสู่ตลาดหุ้นอย่างเป็นระบบ
ราคาบิทคอยน์ดิ่งลงแตะระดับ 70,023 ดอลลาร์บน Coinbase ในช่วงต้นวันอังคาร ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่วันที่ 7 เมษายน 2569 โดยลดลงกว่า 4% เทียบรายวัน และหดตัวแล้ว 8% ในรอบสัปดาห์ ข้อมูลจาก TradingView ยังชี้ว่า บิทคอยน์ร่วงลงแล้วถึง 44% จากจุดสูงสุดที่ 126,000 ดอลลาร์ซึ่งทำไว้เมื่อเดือนตุลาคม 2568
ในทิศทางตรงกันข้าม ตลาดหุ้นสหรัฐกลับส่งสัญญาณแกร่ง ดัชนี S&P 500 พุ่งทำสถิติสูงสุดตลอดกาลเหนือระดับ 7,600 จุดเมื่อวันจันทร์ ขณะที่ Nasdaq ซึ่งเน้นหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีแตะระดับสูงสุดเหนือ 27,000 จุด ก่อให้เกิดภาพความแตกต่างที่นักลงทุนยากจะนิ่งเฉย
อันดรี เฟาซาน อัดซิมา หัวหน้าฝ่ายวิจัยของ Bitrue Research Institute ให้ความเห็นว่า นักวิเคราะห์หลายรายสังเกตเห็นพ้องกันว่า บิทคอยน์กลายเป็นสินทรัพย์หลักเพียงชนิดเดียวในตลาดที่ยังอยู่ในภาวะหดตัว และความแตกต่างดังกล่าวเป็นสัญญาณที่ต้องจับตา
"ข้อมูลนี้สะท้อนว่า บิทคอยน์กำลังเคลื่อนไหวเหมือนสินทรัพย์ความเสี่ยงสูงที่ผูกติดกับอารมณ์ตลาดมหภาค มากกว่าจะเป็นเครื่องป้องกันความเสี่ยงที่เป็นอิสระ" อันดรีกล่าว พร้อมเสริมว่า "ช่องว่างนี้สะท้อนจุดอ่อนในปัจจุบัน แต่ยังเปิดโอกาสให้เห็นผลตอบแทนเชิงเปรียบเทียบที่แข็งแกร่งขึ้นได้เมื่อสภาวะมหภาคพลิกฟื้น ผมมองว่านี่คือช่วงชั่วคราวของวัฏจักร ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างถาวร"
ขณะที่ Santiment แพลตฟอร์มวิเคราะห์ตลาดคริปโต เผยแพร่รายงานเมื่อวันจันทร์ว่า ช่องว่างระหว่างตลาดหุ้นกับตลาดคริปโตนั้น "กลายเป็นเรื่องที่นักเทรดเพิกเฉยได้ยากขึ้นทุกที" พร้อมระบุว่า ความแตกต่างดังกล่าวกำลังผลักดันให้นักลงทุนส่วนใหญ่หันมาถือหุ้นแทนสินทรัพย์ทางเลือกอย่างบิทคอยน์และอัลต์คอยน์
นอกจากนี้ Santiment ยังเตือนถึงปรากฏการณ์ที่เรียกว่า "วงจรเสริมตัวเอง" เมื่อนักเทรดสังเกตว่าหุ้นสร้างผลตอบแทนได้ดีกว่าอย่างต่อเนื่องด้วยความผันผวนที่ต่ำกว่า เม็ดเงินก็จะไหลออกจากตลาดคริปโตและเข้าสู่ตลาดหุ้นโดยอัตโนมัติ
กระนั้น Santiment ชี้ว่ารูปแบบนี้จะไม่คงอยู่ตลอดไปและการที่ "อินฟลูเอนเซอร์กระแสหลัก" เริ่มพูดถึงการครองตลาดของหุ้นเหนือคริปโตอย่างกว้างขวาง มักเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่าฝูงชนกำลังเอียงเข้าหา FOMO ในหุ้นและ FUD ในคริปโตมากเกินไปแล้ว เนื่องจากตลาดมักเคลื่อนไหวสวนทางความคาดหวังของนักลงทุนส่วนใหญ่เสมอ
อย่างไรก็ตามในเชิงเทคนิค บิทคอยน์กำลังเข้าใกล้แนวต้านระยะยาวที่สำคัญ ได้แก่ เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่เอกซ์โปเนนเชียล 200 สัปดาห์ (200-week EMA) ซึ่งปัจจุบันตรึงตัวอยู่แถวระดับ 69,000 ดอลลาร์ โซนราคานี้จะเป็นบทพิสูจน์สำคัญว่าแนวพยุงระยะยาวยังคงทำหน้าที่ได้หรือไม่ในช่วงที่ตลาดคริปโตกำลังเผชิญแรงกดดันที่หนักที่สุดนับตั้งแต่ต้นปี


