xs
xsm
sm
md
lg

MicroStrategy ตัดขายบิทคอยน์ครั้งแรกในรอบ 4 ปี ระดมทุนจ่ายปันผลหุ้นบุริมสิทธิ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ความเคลื่อนไหวที่สร้างแรงกระเพื่อมในตลาดคริปโต เมื่อผู้ถือครองบิทคอยน์รายใหญ่ที่สุดในโลกของฝั่งบริษัทมหาชนอย่าง ไมโครสแตรทิจี (MicroStrategy) ตัดสินใจเทขายบิทคอยน์จำนวน 32 เหรียญเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2565 ควบคู่ไปกับการเทขายหุ้นสามัญคลาส A โกยเงินสดเข้าพอร์ตกว่า 128.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ การขยับหมากครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางแรงกดดันจากนักลงทุนที่ตั้งข้อกังขาต่อโมเดลการจัดหาเงินทุน ว่าท้ายที่สุดแล้วภาระผูกพันด้านเงินปันผลจะบีบให้บริษัทต้องยอมเฉือนเนื้อเทขายสินทรัพย์ดิจิทัลสุดหวงแหนออกมาหรือไม่ ถือเป็นสัญญาณที่สะท้อนให้เห็นถึงสภาวะที่ตึงตัวของฝั่งสถาบัน และความต้องการสะสมบิทคอยน์ในระดับองค์กรที่เริ่มส่งสัญญาณชะลอตัวลงอย่างชัดเจน

รายงานจากคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ของสหรัฐอเมริกา (SEC) ประจำวันจันทร์ระบุว่า เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ไมโครสแตรทิจี (MicroStrategy) ได้ทำการขายบิทคอยน์จำนวน 32 เหรียญ คิดเป็นมูลค่า 2.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ที่ราคาเฉลี่ย 77,135 ดอลลาร์สหรัฐต่อเหรียญ ส่งผลให้ยอดการถือครองสุทธิลดลงจาก 843,738 เหรียญ เหลือ 843,706 เหรียญ โดยทางบริษัทได้ออกมาชี้แจงว่า เม็ดเงินที่ได้จากการเทขายครั้งนี้จะถูกนำไปใช้เพื่อเป็นเงินทุนสำหรับการจ่ายเงินปันผลของหุ้นบุริมสิทธิ

การตัดสินใจเทขายสินทรัพย์ในครั้งนี้ เป็นผลสืบเนื่องมาจากการที่บริษัทต้องเผชิญกับการจับตามองอย่างหนักต่อโมเดลการจัดหาเงินทุนผ่านหุ้นบุริมสิทธิ นักลงทุนในตลาดต่างตั้งคำถามอย่างหนักหน่วงว่า ภาระหน้าที่ในการจ่ายเงินปันผลตามกำหนดเวลา อาจกลายเป็นปัจจัยที่ย้อนกลับมาบีบให้บริษัทไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องระบายบิทคอยน์ออกจากคลัง

ที่มา ก.ล.ต. สหรัฐ
ที่น่าสนใจคือ นี่นับเป็นการขายบิทคอยน์ออกสู่ตลาดเป็นครั้งแรกของไมโครสแตรทิจี นับตั้งแต่การทำธุรกรรมเพื่อสิทธิประโยชน์ทางภาษี (Tax-loss transaction) ในปี 2565 ซึ่งในครั้งนั้นบริษัทได้ขายออกไป 704 เหรียญ ก่อนที่จะเข้าซื้อคืนจำนวน 810 เหรียญในอีกสองวันคล้อยหลัง ทันทีที่ข้อมูลการขายครั้งล่าสุดนี้ถูกเปิดเผยต่อสาธารณะ ราคาของบิทคอยน์ก็ร่วงลงหลุดระดับ 72,000 ดอลลาร์สหรัฐทันที โดยปรับตัวลงมาซื้อขายอยู่ที่ราว 71,939 ดอลลาร์สหรัฐ อ้างอิงจากแพลตฟอร์มคอยน์เก็กโค (CoinGecko)

นอกเหนือจากการรินขายบิทคอยน์ในช่วงสัปดาห์สุดท้ายของเดือนพฤษภาคม ไมโครสแตรทิจียังได้ดำเนินการเทขายหุ้นสามัญคลาส A จำนวน 801,994 หุ้น กวาดเม็ดเงินระดมทุนไปได้สูงถึง 128.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ตลอดทั้งสัปดาห์ดังกล่าวไม่มีการระดมทุนผ่านหุ้นบุริมสิทธิเพิ่มเติมแต่อย่างใด ซึ่งสอดคล้องกับรายงานบทวิเคราะห์ของ STRC Live ที่ประเมินไว้ล่วงหน้าว่าบริษัทจะไม่มีการประกาศเข้าซื้อสินทรัพย์ใดๆ ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา

กราฟราคา Bitcoin (BTC) ในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา ที่มา: CoinGecko
ทว่าจังหวะการเทขายครั้งนี้ กลับสร้างความประหลาดใจให้กับนักลงทุนจำนวนไม่น้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาจากการที่ ไมเคิล เซย์เลอร์ ประธานกรรมการบริหารของบริษัท เพิ่งจะส่งสัญญาณเป็นนัยถึงความเคลื่อนไหวเชิงบวกในช่วงสุดสัปดาห์ ด้วยการโพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม X ว่า “ทำงานได้ดียิ่งขึ้น” (Working Better) พร้อมแนบกราฟแสดงสถิติการไล่เก็บสะสมบิทคอยน์ของบริษัทตลอดระยะเวลาเกือบหกปีที่ผ่านมา

การที่ ไมเคิล เซย์เลอร์ เลือกที่จะเงียบหายและไม่ออกมากล่าวถึงการขายบิทคอยน์มูลค่า 2.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐผ่านโซเชียลมีเดียเลยนั้น ได้จุดชนวนให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่าเขากำลังทิ้งตัวเงียบหายไปจากหน้าสื่อ ซึ่งขัดแย้งกับพฤติกรรมในอดีตที่มักจะรีบประกาศข่าวการเข้าซื้อสินทรัพย์ก้อนใหม่อย่างรวดเร็วเสมอ

ที่มา: Polymarket
อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญบางส่วนในอุตสาหกรรมได้คาดการณ์ถึงความเป็นไปได้ในการขายครั้งนี้ไว้แล้ว หลังจากที่แพลตฟอร์มวิเคราะห์ข้อมูลบล็อกเชนอย่าง อาร์กแฮม (Arkham) ตรวจพบความเคลื่อนไหวของการโอนบิทคอยน์จากกระเป๋าของไมโครสแตรทิจีไปยังแพลตฟอร์ม คอยน์เบส ไพรม์ (Coinbase Prime) ตั้งแต่ช่วงวันศุกร์ก่อนหน้า

ด้าน ฟง เล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัท ได้ออกมายืนยันกรอบทิศทางล่วงหน้าตั้งแต่สัปดาห์ก่อน โดยยอมรับตามตรงว่าบริษัทอาจมีการพิจารณาขายบิทคอยน์ในบางช่วงเวลาในอนาคต แต่ในภาพรวมระยะยาว บริษัทยังคงตั้งเป้าที่จะเพิ่มสัดส่วนการถือครองบิทคอยน์สุทธิ และมุ่งเน้นเพิ่มจำนวนบิทคอยน์ต่อหุ้นให้สูงขึ้น

ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นสะท้อนภาพรวมของอุตสาหกรรมได้อย่างชัดเจน ความต้องการสะสมบิทคอยน์ในระดับองค์กรกำลังส่งสัญญาณชะลอตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ ในขณะที่กิจกรรมการเทขายเริ่มปรากฏให้เห็นเด่นชัดขึ้น บริษัทมหาชนหลายแห่งที่เคยกว้านซื้อสินทรัพย์ดิจิทัลเข้าคลัง ต่างเริ่มชะลอการลงทุนหรือแม้กระทั่งลดสัดส่วนการถือครองลงหลังจากเดินหน้าสะสมมาอย่างต่อเนื่องหลายเดือน

ที่มา: แอนโทนี ปอมปลิอาโน
ตัวอย่างที่ตอกย้ำภาพนี้คือ โปรแคป ไฟแนนเชียล (ProCap Financial) บริษัทจดทะเบียนในตลาดแนสแด็ก (Nasdaq) ที่เพิ่งประกาศเมื่อวันจันทร์ว่าได้ทำการขายบิทคอยน์ออกไป 52 เหรียญ เพื่อนำเงินสดมาสมทบทุนในโครงการซื้อหุ้นสามัญคืนจำนวน 2 ล้านหุ้น ในราคาที่ต่ำกว่ามูลค่าทรัพย์สินสุทธิ (NAV) ถึงร้อยละ 50 โดยบริษัทระบุว่ากลยุทธ์ดังกล่าวช่วยเพิ่มสัดส่วนการถือครองบิทคอยน์ต่อหุ้นสำหรับนักลงทุนที่ยังคงถือครองหุ้นอยู่

ทั้งนี้ความเคลื่อนไหวของการบริหารคลังสินทรัพย์บิทคอยน์ในภาพใหญ่แสดงให้เห็นถึงภาวะที่เย็นตัวลง ข้อมูลการเปิดเผยขององค์กรต่างๆ ระบุว่า ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา กลุ่มสถาบันมีการเข้าซื้อบิทคอยน์รวมกันเพียง 144 เหรียญเท่านั้น นำโดยบริษัท ดีดีซี เอ็นเตอร์ไพรส์ (DDC Enterprise), สมาร์ทเตอร์ เว็บ คอมพานี (Smarter Web Company) และ แคปปิตอล บี (Capital B) ตัวเลขดังกล่าวถือเป็นการชะลอตัวอย่างรุนแรงเมื่อนำไปเปรียบเทียบกับสถิติของสัปดาห์ก่อนหน้า ที่กลุ่มองค์กรเข้ากวาดซื้อบิทคอยน์ไปมากถึง 603 เหรียญ ซึ่งนับเป็นส่วนต่างแบบสัปดาห์ต่อสัปดาห์ที่ลดลงอย่างน่าตกใจ