xs
xsm
sm
md
lg

ตลท. แตะเบรกหุ้นกลุ่มชิ้นส่วนฯ ผนึกราคาน้ำมันดิ่งกดดันดัชนี โบรกฯ แนะปรับพอร์ตสลับเข้าส่งออก-ท่องเที่ยว

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



บล.เอเซียพลัส ระบุว่า จากประกาศของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ได้มีการแจ้งเตือนให้นักลงทุนพิจารณาข้อมูลพื้นฐานให้ถี่ถ้วนก่อนเข้าลงทุนในหุ้นกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ (ETRON) สาเหตุหลักมาจากการที่ราคา ปริมาณการซื้อขาย (Turnover) และความผันผวนของหุ้นบางตัว ปรับตัวพุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรง ส่งผลให้อัตราส่วนทางการเงินที่สำคัญ ทั้ง P/E และ P/BV ทะยานไปอยู่ในระดับที่สูงมาก โดยปราศจากปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่งเพียงพอมาสนับสนุน

ดังนั้น มาตรการกำกับการซื้อขาย (Trading Alert และ Cash Balance) จึงถูกนำมาใช้ โดยเริ่มที่ CCET และ SMT ที่ถูกจับติดมาตรการเป็นที่เรียบร้อย นอกจากนี้ บทเรียนในอดีตอย่างหุ้น DELTA ที่เคยถูกเตือนและติด Cash Balance จนส่งผลกระทบต่อดัชนีมาแล้ว ก็ถูกหยิบยกมาเป็นกรณีศึกษา และด้วยแรงเก็งกำไรที่ยังคงมีอยู่ในตลาด ทำให้เกิดการคาดการณ์ว่าหุ้นตัวใหญ่อื่น ๆ ที่มีการเคลื่อนไหวหวือหวา เช่น HANA หรือ EA อาจเป็นรายต่อไป

การเข้ามาแตะเบรกของ ตลท. ในครั้งนี้ ในระยะสั้นย่อมสร้างแรงกดดันต่อดัชนี SET อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ด้วยเหตุผลดังนี้

1. ผลกระทบจาก Market Cap ที่สูง : หุ้นในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์หลายตัวมีมูลค่าตามราคาตลาด (Market Cap) ที่ใหญ่มาก และมีผลต่อการคำนวณดัชนี SET Index โดยตรง เมื่อหุ้นเหล่านี้ถูกสกัดด้วยมาตรการ Cash Balance สภาพคล่องในการซื้อขายจะหดหายไปทันที ส่งผลให้ราคามีโอกาสปรับตัวลดลง และฉุดรั้งให้ดัชนีตลาดหุ้นไทยร่วงลงตามไปด้วย

2. บรรยากาศการลงทุนที่ซบเซา (Sentiment) : การเตือนของ ตลท. ทำให้เกิดจิตวิทยาเชิงลบ นักลงทุนรายย่อยที่ชอบเก็งกำไรอาจชะลอการลงทุนเพราะขาดสภาพคล่อง (เนื่องจากไม่สามารถใช้บัญชีมาร์จิ้นซื้อได้)

3. การโยกย้ายเงินทุน : เมื่อกลุ่มที่เคยเป็นผู้นำตลาด (Leader) ถูกสกัด เงินทุนอาจเกิดภาวะสุญญากาศชั่วคราว หากไม่มีกลุ่มอุตสาหกรรมอื่นที่มีน้ำหนักมากพอก้าวขึ้นมานำตลาดแทน

ทิศทางของราคาน้ำมันดิบโลกที่ปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง ตามภาวะสงครามที่ใกล้สิ้นสุดลง โดยราคาน้ำมันดิบ WTI ปรับตัวลงถึง -18.2%MTD ซึ่งในเชิงเทคนิค กราฟ ได้ก่อตัวในรูปแบบ TOP-DOWN DIAMOND ซึ่งเป็น สัญญาณเตือนถึงความเสี่ยงในการปรับฐาน โดยมีแนวรับสำคัญที่บริเวณ 90-91 เหรียญฯต่อบาร์เรล หากหลุด ระดับดังกล่าวจะมีโอกาสปรับตัวลงต่อได้อีก การย่อตัวของราคาน้ำมันนี้ ส่งผลกระทบเชิงลบโดยตรงต่อหุ้นกลุ่ม น้ำมันและโรงกลั่น PTTEP, PTT, TOP เคยเป็นหนึ่งในเสาหลักที่ช่วยพยุงดัชนีมาโดยตลอด

ขณะที่ภาคเศรษฐกิจจริงของไทย ในส่วนภาคส่งออกกลับส่งสัญญาณฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง ตัวเลขการส่งออกใน เดือนเมษายนที่ผ่านมาเติบโตขึ้นถึง +23%YOY ประกอบกับกระแสเรื่องกำแพงภาษี (TARIFF) ที่เริ่มมีทิศทางผ่อน คลายและทยอยดูดีขึ้นตามลำดับในหลายประเทศรวมถึงไทยที่มีกำแพงภาษีลดลงเหลือ 5.3% ในปัจจุบัน ปัจจัยนี้ เป็นแรงส่งสำคัญที่จะเข้ามาช่วยหนุนผลประกอบการของหุ้นในกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการส่งออกของไทยให้โดดเด่น

โครงสร้างของ SET ที่เคยถูกหนุนด้วยหุ้น ETRON (ที่ราคาปรับขึ้นมาสูงมากแล้วจนเป็นผู้เล่นหลักที่ดันดัชนี) และ หุ้นกลุ่มน้ำมัน-โรงกลั่น (ที่กำลังเผชิญแรงขายจากราคาน้ำมันดิบที่ร่วงลง) ดังนั้น กลยุทธ์การลงทุนที่เหมาะสม คือ การเอนเอียงน้ำหนักไปยังหุ้นขนาดใหญ่ที่ราคาหุ้นยัง LAGGARD SET ตั้งแต่ต้นปี ซึ่งกลุ่มที่มีปัจจัยพื้นฐาน รองรับและมีโอกาสที่เม็ดเงินลงทุนจะไหลกลับเข้ามาเก็งกำไร โฟกัสไปที่ 2 ธีมหลัก ได้แก่

1. ธีมเปิดเมือง : หุ้นที่ได้รับประโยชน์จากการฟื้นตัวของการบริโภคและการท่องเที่ยวในประเทศ แนะนำ ทยอยสะสม BDMS, MINT และ THAI

2. ธีมส่งออก : หุ้นกลุ่มอาหารและการเกษตรที่ได้อานิสงส์โดยตรงจากตัวเลขการส่งออกของไทยที่เติบโต โดดเด่น แนะนำทยอยสะสม CPF และ TU