ท่ามกลางกระแสข่าวลือหนาหูจากฝั่งวอลล์สตรีทถึงความเป็นไปได้ที่มหาเศรษฐีเบอร์หนึ่งของโลกอย่าง "อีลอน มัสก์" อาจตัดสินใจครั้งประวัติศาสตร์ในการควบรวมกิจการระหว่างบริษัทสำรวจอวกาศ สเปซเอ็กซ์ และค่ายรถยนต์ไฟฟ้า เทสลา สิ่งที่วงการการเงินและตลาดคริปโตกำลังจับตาอย่างใกล้ชิดไม่ใช่เพียงแค่มูลค่ากิจการมหาศาล แต่คือการรวมศูนย์อำนาจเหนือ 'บิทคอยน์' จำนวนกว่า 30,000 เหรียญ ซึ่งจะส่งผลให้บริษัทใหม่แห่งนี้ทะยานขึ้นแท่น 1 ใน 5 ของบริษัทจดทะเบียนที่ถือครองบิทคอยน์มากที่สุดในโลกทันที นี่คือหมากเกมสำคัญที่อาจสั่นสะเทือนทั้งกระดานหุ้นและตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลในคราวเดียว
รายงานเจาะลึกจากสำนักข่าว ซีเอ็นบีซี (CNBC) จุดประเด็นร้อนที่กำลังถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในแวดวงการลงทุน เมื่อมีกระแสข่าวว่า อีลอน มัสก์ กำลังพิจารณาแผนการใหญ่ระดับมาสเตอร์พีซ ในการควบรวมกิจการระหว่าง สเปซเอ็กซ์ (SpaceX) และ เทสลา (Tesla) เข้าด้วยกัน ในจังหวะเวลาที่สเปซเอ็กซ์กำลังนับถอยหลังเตรียมตัวเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ (IPO) หากดีลประวัติศาสตร์นี้เกิดขึ้นจริง จะทำให้มหาเศรษฐีผู้นี้กุมบังเหียนครอบครองบิทคอยน์จำนวนมหาศาลถึง 30,221 เหรียญ คิดเป็นมูลค่าสูงทะลุ 2.27 พันล้านดอลลาร์โดยตรง
การผนวกรวมพอร์ตสินทรัพย์ดิจิทัลในครั้งนี้ จะดันให้บริษัทใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้น ก้าวขึ้นไปรั้งอันดับที่ 5 ของบริษัทมหาชนที่ถือครองบิทคอยน์มากที่สุดในโลก แม้ภาพจำของการควบรวมกิจการขนาดใหญ่ระดับล้านล้านดอลลาร์ภายใต้การนำของ อีลอน มัสก์ อาจดูเป็นความท้าทายที่ยากจะเกิดขึ้นจริง ทว่าร่องรอยการบริหารจัดการในอดีตกลับสะท้อนให้เห็นถึงความพยายามในการจัดระเบียบอาณาจักรธุรกิจของเขาอย่างเป็นรูปธรรม ดังเช่นการนำแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย เอ็กซ์ (X) ไปผนึกกำลังกับ เอ็กซ์เอไอ (xAI) บริษัทด้านปัญญาประดิษฐ์ของตนเอง และในขณะนี้ก็อยู่ระหว่างขั้นตอนการนำ เอ็กซ์เอไอ เข้าไปรวมกับ สเปซเอ็กซ์ อีกด้วย แหล่งข่าวที่ใกล้ชิดกับการเจรจาระบุว่า ทั้งสองบริษัทมีทรัพยากรที่สามารถต่อยอดร่วมกันได้มหาศาล และตัวมัสก์เองก็ได้เปิดโต๊ะหารือกับทีมผู้บริหารระดับสูงถึงความเป็นไปได้ในการควบรวมกิจการครั้งนี้แล้ว
ความเคลื่อนไหวที่สร้างแรงกระเพื่อมมากที่สุด เกิดจากการเปิดเผยข้อมูลทางบัญชีของ สเปซเอ็กซ์ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา จากเอกสารไฟลิ่งสำหรับการเสนอขายหุ้น IPO ระบุชัดเจนว่า บริษัทซุ่มเก็บสะสมบิทคอยน์ไว้ถึง 18,712 เหรียญ คิดเป็นมูลค่ากว่า 1.45 พันล้านดอลลาร์ ประเด็นที่ต้องขีดเส้นใต้คือต้นทุนในการกว้านซื้อบิทคอยน์เหล่านี้อยู่ที่เพียง 661 ล้านดอลลาร์เท่านั้น และบริษัทยังคงรักษาสัดส่วนการถือครองระดับนี้มาอย่างเหนียวแน่น อย่างน้อยตั้งแต่ปี พ.ศ. 2567 ตามข้อมูลเชิงลึกที่ยื่นต่อคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ของสหรัฐฯ (SEC)
ก่อนหน้านี้ ข้อมูลจากแพลตฟอร์มวิเคราะห์บล็อกเชน Arkham Intelligence เคยแกะรอยพบการทำธุรกรรมผ่านเครือข่ายของ สเปซเอ็กซ์ เป็นครั้งแรกในรอบสามปีเมื่อเดือนกรกฎาคมปีที่แล้ว และมีการเคลื่อนย้ายบิทคอยน์มูลค่าราว 94 ล้านดอลลาร์อีกครั้งในเดือนธันวาคม ทว่าตัวเลขที่บรรดานักวิเคราะห์ประเมินไว้บนหน้าปัดบล็อกเชนในเวลานั้น คาดการณ์ว่าบริษัทถือครองบิทคอยน์ไม่ถึง 9,000 เหรียญ ซึ่งถือเป็นการประเมินที่คลาดเคลื่อนและต่ำกว่าความจริงที่ปรากฏในเอกสารของ SEC ไปกว่าครึ่ง
เมื่อนำขุมทรัพย์ดิจิทัลของ สเปซเอ็กซ์ มารวมกับฝั่งของ เทสลา ที่เพิ่งรายงานตัวเลขในเอกสาร 10-Q ล่าสุดว่ามีการถือครองบิทคอยน์จำนวน 11,509 เหรียญ (มูลค่าประมาณ 862 ล้านดอลลาร์) จึงกลายเป็นการควบรวมพอร์ตสินทรัพย์ดิจิทัลระดับมหาบัณฑิตที่ยากจะหาบริษัทมหาชนใดเทียบชั้นได้
ทว่าความย้อนแย้งที่น่าสนใจในตัวของ อีลอน มัสก์ คือท่าทีต่อวงการคริปโต แม้เขาจะเป็นที่รับรู้ในฐานะผู้ทรงอิทธิพลที่มักออกมาเคลื่อนไหวชี้นำตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล แต่เจ้าตัวเคยออกมายอมรับแบบตรงไปตรงมาเมื่อปี พ.ศ. 2563 ว่า ในพอร์ตการลงทุนส่วนตัวของเขากลับมีบิทคอยน์ติดปลายนวมเพียง 0.25 เหรียญเท่านั้น (ปัจจุบันมีมูลค่าเฉียด 19,000 ดอลลาร์) ในทางกลับกัน มหาเศรษฐีฝีปากกล้าผู้นี้กลับมีประวัติความผูกพันและออกตัวสนับสนุน โดจคอยน์ (Dogecoin) เหรียญมีมรูปสุนัขชิบะอินุอย่างออกนอกหน้า จนปัจจุบันเหรียญดังกล่าวเติบโตติดลมบน มีมูลค่าตลาดรวมใหญ่เป็นอันดับ 10 ของโลกคริปโต
ทั้งนี้หาก สเปซเอ็กซ์ เดินหน้าเข้าสู่ตลาดทุนอย่างเต็มรูปแบบ บริษัทเทคโนโลยีอวกาศแห่งเมืองสตาร์เบส รัฐเท็กซัสรายนี้ ถูกวอลล์สตรีทประเมินมูลค่ากิจการไว้สูงตระหง่านถึง 1.75 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งจะถูกจารึกว่าเป็นการเสนอขายหุ้น IPO ที่มีมูลค่าสูงที่สุดในหน้าประวัติศาสตร์การเงินโลก ขณะที่บรรยากาศของตลาดบิทคอยน์ในปัจจุบัน ราคาซื้อขายแกว่งตัวอยู่ที่ระดับ 75,021 ดอลลาร์ อ่อนตัวลงราว 1.3% ในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา และยังคงอยู่ในรอบของการปรับฐานลงมากกว่า 40% จากจุดสูงสุดตลอดกาลที่ระดับ 126,080 ดอลลาร์เมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว การขยับหมากควบรวมกิจการของ อีลอน มัสก์ ในครั้งนี้ จึงเป็นตัวแปรสำคัญระดับมหภาค ที่อาจพลิกโฉมทิศทางตลาดคริปโตในอนาคตอันใกล้ได้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้


