xs
xsm
sm
md
lg

"ทอม ลี" แนะจับตาบิทไมน์ผงาดเข้าดัชนี Russell1000 ชี้กองทุนจ่อกว้านซื้อ พลิกเกมขาดทุนอีเธอร์ 7 พันล้านดอลลาร์

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


ทอม ลี ประธานบริษัท บิทไมน์ อิมเมอร์ชัน เทคโนโลยีส์  ผู้ให้บริการด้านการจัดการคลังสินทรัพย์ดิจิทัล
หุ้นบิทไมน์ อิมเมอร์ชัน เทคโนโลยีส์ กำลังถูกจับตาอย่างใกล้ชิดจากนักลงทุนสถาบัน หลังมีชื่อติดโผพิจารณาเข้าคำนวณในดัชนี Russell3000 ด้านประธานบริษัท ทอม ลี ส่งสัญญาณเชิงบวกทะลุเป้า ประเมินมูลค่าตลาดทะยานแตะ 1 หมื่นล้านดอลลาร์ ลุ้นขยับเข้าดัชนีกลุ่มท็อปอย่าง Russell1000 ซึ่งจะกลายเป็นแม่เหล็กดึงดูดเม็ดเงินมหาศาลจากกองทุนเชิงรับและเชิงรุกให้เข้าซื้อโดยอัตโนมัติ แม้ปัจจุบันราคาหุ้นจะร่วงลงกว่าร้อยละ 30 ตั้งแต่ต้นปี และบริษัทต้องเผชิญตัวเลขขาดทุนทางบัญชีจากการถือครองอีเธอร์ระดับมหาศาล แต่กลยุทธ์การนำสินทรัพย์ไปวางสเตกกิงเพื่อรับกระแสเงินสดหลักร้อยล้านดอลลาร์ต่อปี กำลังสะท้อนภาพการเดิมพันครั้งใหญ่ที่ไม่อาจมองข้ามในตลาดคริปโตเคอร์เรนซี

บริษัท บิทไมน์ อิมเมอร์ชัน เทคโนโลยีส์ (Bitmine Immersion Technologies) ผู้ให้บริการด้านการจัดการคลังสินทรัพย์ดิจิทัลที่เน้นหนักในเหรียญอีเธอร์ (Ether) กำลังก้าวเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อ ฟุตซี รัสเซล (FTSE Russell) บริษัทในเครือกลุ่มตลาดหลักทรัพย์ลอนดอน ได้เผยแพร่รายชื่อเบื้องต้นของหุ้นที่มีคุณสมบัติเข้าสู่ดัชนี Russell3000 ซึ่งเป็นดัชนีชี้วัดบริษัทที่มีมูลค่าขนาดใหญ่ที่สุด 3,000 แห่งในสหรัฐอเมริกาเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา

ทอม ลี ประธานบริษัท ได้ออกมาแสดงความเห็นผ่านแพลตฟอร์มเอ็กซ์ (X) เมื่อวันเสาร์ว่า บิทไมน์ไม่ได้หยุดเป้าหมายไว้เพียงแค่ดัชนี 3000 แต่บริษัทมีโอกาสสูงที่จะถูกดันเข้าสู่ดัชนี Russell1000 ซึ่งรวบรวมบริษัทขนาดใหญ่ที่สุด 1,000 แห่งของสหรัฐฯ เนื่องจากเกณฑ์มูลค่าตลาดขั้นต่ำสำหรับการเข้าดัชนีดังกล่าวอยู่ที่ 5.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในขณะที่มูลค่าตามราคาตลาดของบิทไมน์พุ่งไปถึง 10.15 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ณ สิ้นวันศุกร์ที่ผ่านมา

ที่มา: ทอม ลี
การขยับชั้นเข้าสู่ดัชนี Russell1000 ไม่ได้เป็นเพียงแค่การสร้างภาพลักษณ์ระดับองค์กร แต่หมายถึงกระแสเงินทุนที่จะไหลเข้าอย่างมหาศาลซึ่ง ทอม ลี วิเคราะห์ว่า ผู้จัดการกองทุนเชิงรุกจำนวนมากมีนโยบายเลือกลงทุนเฉพาะหุ้นที่อยู่ในดัชนี Russell1000 เท่านั้น พร้อมประเมินตัวเลขว่าสัดส่วนกว่าร้อยละ 25 ของมูลค่าตลาดหุ้นในดัชนีนี้ ถูกถือครองโดยกองทุนดัชนีเชิงรับหรือกองทุนอีทีเอฟ (ETF) ซึ่งหมายความว่ากองทุนเหล่านี้จะต้องเข้าซื้อหุ้นของบริษัทโดยอัตโนมัติเพื่อปรับพอร์ตให้สอดคล้องกับมาตรวัด

อย่างไรก็ดีหากบิทไมน์ได้รับการบรรจุเข้าสู่ดัชนีนี้จริง จะส่งผลให้หุ้นของบริษัทถูกจัดอยู่ในกลุ่มเดียวกับหุ้นเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ของโลกอย่าง เอ็นวิเดีย (Nvidia), ไมโครซอฟท์ (Microsoft) และ แอปเปิล (Apple) ประเด็นนี้นับเป็นช่องทางที่เปิดให้นักลงทุนในตลาดดั้งเดิมได้รับผลประโยชน์ทางอ้อมจากการเติบโตของเหรียญอีเธอร์ผ่านพอร์ตของบิทไมน์โดยไม่ต้องเข้ามาถือครองสินทรัพย์ดิจิทัลด้วยตนเอง

ทั้งนี้ ฟุตซี รัสเซล มีกำหนดอัปเดตรายชื่อเพิ่มเติมในวันที่ 5 มิถุนายน, 12 มิถุนายน และ 18 มิถุนายน โดยดัชนีที่ปรับโครงสร้างใหม่จะมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการหลังตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดทำการในวันที่ 26 มิถุนายน

ราคาหุ้นของ Bitmine ลดลงกว่า 30% นับตั้งแต่ต้นปี ที่มา: Google Finance
หากเจาะลึกไปที่ความเคลื่อนไหวของราคาหุ้น บิทไมน์ (BMNR) กลับพบว่าปรับตัวร่วงลงไปแล้วกว่าร้อยละ 30 นับตั้งแต่ต้นปี พ.ศ. 2569 โดยปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาในระดับราคา 18.88 ดอลลาร์สหรัฐ ย้อนกลับไปช่วงเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2568 บริษัทได้ประกาศแผนการสร้างคลังเก็บเหรียญอีเธอร์ ส่งผลให้ในวันที่ 3 กรกฎาคม ราคาหุ้นพุ่งทะยานทะลุระดับ 135 ดอลลาร์สหรัฐ ก่อนที่ในวันที่ 14 กรกฎาคม ปีเดียวกัน บริษัทจะเปิดเผยยอดการถือครองอีเธอร์จำนวน 163,142 เหรียญ ซึ่งคิดเป็นมูลค่าประมาณ 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐในขณะนั้น

ข้อมูลอัปเดตเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ระบุว่าปัจจุบันบิทไมน์ถือครองอีเธอร์รวมทั้งสิ้น 5.28 ล้านเหรียญ หรือเทียบเท่าร้อยละ 4.37 ของปริมาณเหรียญทั้งหมดในระบบ โดยบริษัทได้วางเป้าหมายเชิงกลยุทธ์ขั้นสูงสุดไว้ที่การกวาดซื้อเพื่อให้ครอบครองสัดส่วนร้อยละ 5 ของปริมาณอีเธอร์ที่หมุนเวียนอยู่ในระบบจำนวน 120.7 ล้านเหรียญ ซึ่งการจะบรรลุเป้าหมายทะลุ 6 ล้านเหรียญได้นั้น บิทไมน์จำเป็นต้องเดินหน้ากว้านซื้ออีเธอร์เข้าคลังเพิ่มอีกราว 756,538 เหรียญ

ทั้งนี้ปัจจัยท้าทายสำคัญในขณะนี้คือความผันผวนอย่างหนักของตลาดคริปโตเคอร์เรนซี ข้อมูลจากคอยน์เก็กโค (CoinGecko) ชี้ให้เห็นว่าราคาของอีเธอร์ปรับตัวลดลงกว่าร้อยละ 57 จากจุดสูงสุดตลอดกาลที่เคยทำไว้ระดับ 4,946 ดอลลาร์สหรัฐ การดิ่งลงของราคาเหรียญนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่องบการเงิน ทำให้มีการประเมินว่าบิทไมน์จะต้องแบกรับผลขาดทุนจากมูลค่าทางบัญชีที่สูงถึง 7.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

ถึงกระนั้นทีมผู้บริหารยังคงรักษาท่าทีแม้ว่า ทอม ลี เคยแสดงจุดยืนก่อนหน้านี้ว่า การปรับฐานลงอย่างรุนแรงของอีเธอร์ไม่ใช่จุดจบ แต่คือจังหวะและโอกาสที่น่าสนใจในการเข้าสะสมสินทรัพย์ ล่าสุดเขาเพิ่งเปิดเผยเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาว่า บริษัทได้แก้เกมด้วยการนำสินทรัพย์อีเธอร์ส่วนใหญ่ที่มีอยู่ไปทำการฝากเพื่อรับผลตอบแทน (Staking) ซึ่งกลยุทธ์เชิงรุกนี้สามารถสร้างกระแสเงินสดกลับเข้าบริษัทในรูปแบบของรายได้จากการฝากขายที่ระดับ 289 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี เป็นการอุดรอยรั่วจากราคาเหรียญที่ตกต่ำได้อย่างมีนัยสำคัญ