xs
xsm
sm
md
lg

MTCกุมความได้เปรียบ หลังมีพันธมิตรสนับสนุน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ศักยภาพ “เมืองไทย แคปปิตอล” ผลประกอบการ - พอร์ตสินเชื่อเติบโตต่อเนื่อง แถมได้ความมือจากพันธมิตรระดับโลกอย่าง ADB และ SMBC ช่วยเพิ่มความเชื่อถือให้กับบรรดาสถาบันและนักลงทุนต่างชาติ แถมเข้าถึงแหล่งเงินได้ในต้นทุนที่ต่ำ






เมื่อเร็ว ๆ นี้ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ร่วมกับ บริษัทหลักทัพย์ (บล.) ซี แอล เอส เอ และ CITIC Securities ได้นำ 5 บริษัทจดทะเบียนไทย (BCP, MTC, OR, SCB, SCGP) ไปจัดงาน "CLSA ASEAN Access Day in London" เมื่อวันที่ 20-21 พฤษภาคม 2569 เพื่อพบกับกองทุนสถาบันระดับโลกกว่า 20 แห่ง

จากประเด็นดังกล่าว พบจุดที่น่าสนใจ คือ การร่วมโรดโชว์ต่างประเทศของ บริษัท เมืองไทย แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) (MTC) "ผู้ให้บริการสินเชื่อรายย่อย" (Microfinance) โดยเน้นกลุ่มลูกค้าฐานรากและผู้ประกอบการรายย่อย ซี่งเมื่อลองพิจารณาข้อมูลพื้นฐานของบริษัท และผลประกอบการถือว่าน่าสนใจไม่น้อย ด้วยฐานลูกค้าที่แข็งแกร่งในต่างจังหวัด ถือว่าเป็น “ภูธรที่ไม่ธรรมดา” เพราะนักลงทุนสถาบันและต่างชาติให้ความสำคัญเป็นพิเศษ
โดยเป็นหนึ่งในบริษัทจดทะเบียนที่ตลาดหลักทรัพย์ฯนำไปชูโรงในต่างประเทศเพื่อให้นักลงทุนต่างชาติเห็นว่า ตลาดหุ้นไทยมีความยืดหยุ่นต่อความผันผวนสูง และยังมีหุ้นที่มีราคาที่น่าสนใจ (Valuation) สำหรับการลงทุนระยะยาว


 ส่องศักยภาพการเงินMTC

สำหรับ MTC เป็นธุรกิจของกลุ่ม “พัชรชัย” โดยเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ 3 อันดับแรกที่ถือหุ้นรวมกัน 62.45% ปัจจุบันบริษัทมีมาร์เกตแคปประมาณ 5.98 หมื่นล้านบาท โดยในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ราคาหุ้นเคยปรับตัวเพิ่มขึ้นไปถึง 54 บาท แต่จากนั้นราคากลับมาอยู่ในขาลงต่อเนื่อง แม้จะมีการรีบาวนด์บ้างในบางช่วง แต่ปัจจุบันราคาหุ้นเคลื่อนไหวอยู่ที่ระดับ 28 บาท ถือว่าลดลง 26 บาท หรือ 48.15%

ส่วนการถือหุ้นรายย่อย (Free Float) อยู่ที่ประมาณ 32.12% แต่สถาบันและกองทุนต่างชาติมักให้ความสนใจในหุ้นที่มีการเติบโตของกำไรต่อเนื่อง และ MTC ก็มีเสน่ห์ในข้อนี้ โดยมีอัตรากำไรสุทธิอยู่ในระดับที่แข็งแกร่ง ประมาณ 22-23%

ขณะที่ผลดำเนินงาน ต้องยอมรับว่าในแง่ รายได้รวมและกำไรสุทธิย้อนหลัง 3 ปี (2566 -2568) ของ MTC นั้นเติบโตอย่างต่อเนื่องจาก รายได้รวม 2.45 หมื่นล้านบาท และกำไรสุทธิ 4.9 พันล้านบาทในปี 2556 เพิ่มขึ้นเป็น 2.79 หมื่นล้านบาท และ 5.86 พันล้านบาทในปี 2567 และขยับขึ้นอีกครั้งเป็น 3.07 หมื่นล้านบาท และกำไรสุทธิ 6.72 พันล้านบาทในปี 2568


ไม่เพียงเท่านี้ สิ่งที่น่าสนใจของ MTC นั่นคือพอร์ตสินเชื่อของบริษัทที่เติบโตจาก 1.46 แสนล้านบาท เป็น 1.65แสนล้านบาท และขยับเป็น 1.83 แสนล้านบาทในปีที่ผ่านมา ขณะที่ทิศทางของพอร์ตสินเชื่อในปีนี้มีความเป็นไปได้จะเติบโตเพิ่มขึ้นอีก 10-15% ตามเป้าหมายที่บริษัทวางไว้ ซึ่งหลายฝ่ายเชื่อว่ามีความเป็นไปได้สูง จากกลยุทธ์คัดเกรดลูกค้า หลังจากก่อนหน้านี้บริษัทเน้นขยายสาขามากกว่าศักยภาพของลูกค้าทำให้การคุมNPL ในปีนี้ดูมีคุณภาพมากขึ้น (ล่าสุดไตรมาส1/69 บริษัทรายงานว่าพอร์ตสินเชื่อขยายตัวแล้ว 9.80%) 

และหากการไปโรดโชว์ของ MTC รอบนี้ประสบความสำเร็จ คาดว่าจะช่วยเพิ่มศักยภาพในการหาต้นทุนทางการเงิน (Funding Cost) ที่ถูกลงและการเข้าถึงฐานทุนระดับโลก จากการดึงดูดกองทุนใหญ่ๆ ให้เข้ามาถือหุ้น ซึ่งจะช่วยเสริมฐานเงินทุนที่มั่นคงกว่าการพึ่งพาเพียงหุ้นกู้หรือเงินกู้ยืมในประเทศเพียงอย่างเดียว
นั่นเท่ากับ ตอนนี้ MTC กำลังก้าวข้ามพ้นขีดจำกัดจากสินเชื่อรถยนต์ระดับท้องถิ่น ด้วยโมเดลธุรกิจที่แข็งแกร่งพอจะขยายตัวได้ท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจ โดยใช้เทคโนโลยีและระบบปฏิบัติการที่จัดการความเสี่ยงได้ดี




เหตุผลที่MTC ดึงดูดนักลงทุนต่างชาติ

สำหรับสิ่งที่ช่วยดึงดูดสถาบันและนักลงทุนต่างชาติให้หันมาสนใจหุ้น MTC นั่นคือ  อันดับเครดิตองค์กรของบริษัท จาก “ฟิทช์ เรทติ้งส์” (Fitch Ratings) ที่จัดอันดับเครดิตอยู่ที่ 'A-(tha)' ให้บริษัท และESG Rating (ความยั่งยืน)ระดับ 'AA' จากการประเมินโดย MSCI Index ซึ่งเป็นคะแนนด้านธรรมาภิบาล สังคม และสิ่งแวดล้อม 

นอกจากนี้ MTC ยังมีแรงดึงดูดจากพันธมิตรทางธุรกิจที่สำคัญ นั่นคือ Asian Development Bank (ธนาคารพัฒนาเอเชีย) (ADB) และ Sumitomo Mitsui Banking Corporation (SMBC) ในการปล่อยสินเชื่อสนับสนุน วิสาหกิจขนาดย่อม และขนาดกลาง (MSMEs) เป็นเครื่องพิสูจน์ว่า MTC ไม่ได้เป็นเพียง "ลิสซิ่งภูธร" แต่เป็นสถาบันการเงินที่มาตรฐานเป็นที่ยอมรับของสถาบันการเงินโลก

โดย ADB เป็นธนาคารเพื่อการพัฒนาพหุภาคี (Multilateral Development Bank) ก่อตั้งขึ้นในปี 1966 เพื่อส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจและสังคมในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก มีสมาชิกถึง 69 ประเทศ (รวมไทยและประเทศมหาอำนาจอย่าง สหรัฐฯ, ญี่ปุ่น, จีน) และมีสินทรัพย์รวมกว่า 301,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 10 ล้านล้านบาท)

ทั้งนี้ ADB มีพันธกิจชัดเจนเรื่องการส่งเสริมผู้ประกอบการ MSMEs โดยเฉพาะในกลุ่มสตรีและชนบท การที่ ADB เลือก MTC แสดงว่าเขาตรวจสอบแล้วว่า MTC มีระบบงานที่เป็นธรรม โปร่งใส และเข้าถึงฐานรากได้จริงตามมาตรฐานสากล

ขณะที่ SMBC หนึ่งในธนาคารที่ใหญ่ที่สุดและเก่าแก่ที่สุดของญี่ปุ่น เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มการเงิน SMBC Group ที่ครอบคลุมธุรกิจการเงินทุกรูปแบบ มีสินทรัพย์รวมกว่า 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีเครือข่ายสำนักงานกว่า 150 แห่งใน 40 ประเทศทั่วโลก

ส่วนเหตุผลที่ SMBC ร่วมธุรกิจกับ MTC นั้นมาจาก SMBC ทำหน้าที่เป็นผู้จัดการการจัดหาเงินกู้หลัก (Lead Arranger) ร่วมกับ ADB มูลค่ารวม 200 ล้านเหรียญ เพื่อให้ MTC นำไปปล่อยสินเชื่อต่อ

โดยมีรายงานว่า ยอดเงินกู้รวม 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 6,300 - 7,000 ล้านบาทนั้น แหล่งที่มาของเงินเป็นการ "จัดหาเงินกู้ร่วม" (Syndicated Loan) โดยมี ADB (ธนาคารพัฒนาเอเชีย) และ SMBC (Sumitomo Mitsui Banking Corporation) เป็นผู้จัดการหลักแบ่งเป็นเงิน 75 ล้านดอลลาร์ มาจาก ADB และเงิน 125 ล้านดอลลาร์ มาจากกลุ่มสถาบันการเงินนานาชาติอีก 6 แห่ง ซึ่ง SMBC เป็นหนึ่งในกลุ่มผู้ร่วมปล่อยกู้ด้วย

 สำหรับวัตถุประสงค์ เงินก้อนนี้มีเป้าหมายเฉพาะเจาะจงคือการนำไปสนับสนุน "ผู้ประกอบการสตรี" (Women MSMEs) ในพื้นที่ชนบทของประเทศไทย ดังนั้นการผ่านเกณฑ์ของ ADB และ SMBC ซึ่งเข้มงวดเรื่อง ESG (สิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล) จึงเป็นเสมือน "ตรายาง" ที่การันตีว่า MTC สามารถบริหารความเสี่ยงได้ในระดับสากล  

ดังนั้นเมื่อมีสถาบันระดับโลกหนุนหลัง เครดิตของ MTC ก็สูงขึ้น ทำให้บริษัทสามารถระดมทุนในราคาที่ถูกลงกว่าการออกหุ้นกู้ทั่วไปในประเทศ ซึ่งนั่นหมายถึง "กำไรส่วนต่าง" (Spread) ที่ดีขึ้น
นอกจากนี้การมีพันธมิตรอย่าง SBI, Chang Hwa หรือ First Commercial Bank (ผ่านการจัดการของ SMBC) เข้ามาร่วมปล่อยกู้ สะท้อนว่าความเชื่อมั่นต่อ MTC ไม่ได้กระจุกตัวแค่ในไทย แต่กระจายไปทั่วเอเชีย และสะท้อนว่า กระแสเงินสดที่โตขึ้น ไม่ได้มาจากการ "เร่งปล่อยกู้จนเสียระบบ" แต่เป็นการเติบโตที่มี "ต้นทุนทางการเงิน" ที่มีคุณภาพและยั่งยืนรองรับอยู่เบื้องหลัง

ขณะเดียวกันการที่กระแสเงินสดของ MTC เติบโตขึ้นสวนทางกับความท้าทายในประเทศ ถือเป็นเหตุผลหลักที่ทำไมช่วยการันตีว่า ทำไม MTC ถึง "ขายของได้" ในเวทีต่างประเทศ นั่นเพราะต่างชาติมองเห็นว่าบริษัทมี "เครื่องจักรผลิตเงินสด" ที่ทนทานต่อวิกฤตเศรษฐกิจฐานรากได้ดีกว่าคู่แข่ง
 


 "ก๊อกน้ำ" และ"ช่องว่างตลาด"

เมื่อADB คือ "ใบเบิกทาง" (Social License) จากนโยบายพัฒนาคุณภาพชีวิต ทำให้การที่ MTC มี ADB แบ็คหลัง คือการสร้าง "เกราะคุ้มกัน" และ "ภาพลักษณ์" ที่ดีในเวทีโลก ช่วยให้ MTC กลายเป็นบริษัทที่มีธรรมาภิบาลในสายตาสถาบันต่างชาติ

ขณะเดียวกัน SMBC เปรียบคือ "กระแสเงิน" (Liquidity Outlet) สิ่งที่น่าสนใจนั่นคือญี่ปุ่นมีสภาพคล่องล้น (Excess Liquidity) จากดอกเบี้ยต่ำติดดินมานาน เงินฝากมหาศาลหาที่ลงไม่ได้ในตอนนี้ บางส่วนกำลังพบทางออก(ช่องว่างตลาด) นั่นคือ MTC จึงกลายเป็น "จุดระบายเงิน" หรือ “ก๊อกน้ำ” ที่ให้ผลตอบแทนคุ้มค่ากว่าเมื่อเทียบกับการปล่อยกู้ในญี่ปุ่น
รวมถึงความได้เปรียบของ MTC กับธนาคารพาณิชย์ในไทย นันเพราะธนาคารพาณิชย์ติดอยู่กับ"กำแพงความเสี่ยง" (Risk Appetite) ทำให้การปล่อยสินเชื่อของธนาคารในช่วงที่ผ่านมานั้นยาก แต่ MTC ใช้ Data-driven และการเข้าถึงฐานราก (On-the-ground presence) ทำให้สามารถจับกลุ่มลูกค้าที่ธนาคารไม่กล้าแตะได้สำเร็จ นี่คือ "Market Arbitrage" ที่ชัดเจนที่สุด


 ทำไม MTC ถึงชนะด้วย"ข้อมูล"

หัวใจที่ทำให้ MTC เติบโตไม่แพ้ธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ ไม่ใช่แค่การมีเงินจาก SMBC หรือ ADB มาปล่อยกู้เท่านั้น แต่คือ "ความฉลาดในการคัดกรองลูกหนี้" เพราะปัจจุบันการคัดเลือกปล่อยสินเชื่อของบริษัทเปลี่ยนจาก "หลักทรัพย์" เป็น "พฤติกรรม" ขณะที่ธนาคารพาณิชย์กางเกณฑ์พิจารณาจากสเตทเมนต์หรือสินทรัพย์ค้ำประกันที่ยุ่งยาก สวนทางกับ MTC ที่ใช้ Data Analytics เข้ามาจับพฤติกรรมลูกค้าฐานราก ทั้งประวัติการชำระ ความถี่ในการเข้าใช้บริการ และข้อมูลเชิงลึกในพื้นที่ (Local Insight) ทำให้มีความกล้า ปล่อยกู้ในกลุ่มที่ธนาคารมองว่าเสี่ยงแต่จริงๆ แล้วมีวินัย






โดย MTC ใช้ข้อมูลพฤติกรรมการใช้สินเชื่อซ้ำและการหมุนเวียนของธุรกิจลูกค้ารายย่อย มาเป็นตัวกำหนดวงเงิน ทำให้สามารถปล่อยสินเชื่อให้กับคนที่ธนาคารมองข้ามได้มากขึ้น แต่คนกลุ่มนี้จริงๆ แล้วมีวินัยทางการเงินสูง นอกจากนี้ข้อมูลระดับท้องถิ่นที่ MTC สะสมมานานหลายปี ทำให้บริษัทสามารถประเมินความเสี่ยงได้รายรายบุคคลและรายโซน ไม่ใช่การมองแบบเหมารวมเหมือนการประเมินเครดิตแบบดั้งเดิม นั่นทำให้เงินมหาศาลจากญี่ปุ่นที่ไหลเข้ามาผ่านก๊อกของ SMBC จะไม่มีทางไหลลื่นได้เลยถ้า MTC ปล่อยกู้แบบไร้ทิศทาง แต่ข้อมูลในมือช่วยให้ MTC เปลี่ยน "ความเสี่ยง" ให้เป็น "ผลตอบแทน" (Risk-Adjusted Return) ได้แม่นยำกว่า ซึ่งเป็นสิ่งที่กองทุนต่างชาติมองหา  

โดยในยุคที่คนต้องการเงินด่วนเพื่อหมุนเวียนธุรกิจเล็กๆ ความเร็วในการตัดสินใจด้วยข้อมูลทำให้ MTC ยึดหัวหาดตลาดสินเชื่อภูธรไว้ได้หมด จาก"เงินทุนราคาถูก" จากต่างชาติ และ "ระบบข้อมูล" ที่รู้ใจลูกค้ามากกว่าใคร

ขณะเดียวกัน สาขาร่วม 9,000 แห่งของบริษัทเปรียบเสมือนเครือข่ายดักจับข้อมูลและกระแสเงินสดที่ลึกที่สุดในระดับตำบล การมีที่ตั้งเหล่านี้หมายความว่า MTC เข้าถึง "คนตัวเล็ก" ในจุดที่ไม่มีสาขาธนาคารไปถึง ซึ่งเป็นการสร้าง Data Point ที่ธนาคารพาณิชย์หาได้จากหน้าจอคอมพิวเตอร์ลำบาก
ไม่เพียงเท่านี้ การลงทุนสร้างสาขา 9,000 แห่งของบริษัทนั้น ต้องใช้ต้นทุนมหาศาลและเวลาหลายสิบปี และนี่คือ "กำแพง" (Economic Moat) ที่ป้องกันไม่ให้คู่แข่งรายใหม่เข้ามาสั่นคลอนได้ง่ายๆ อีกทั้งที่ดินและทำเลหลายแห่งคือสินทรัพย์ที่จับต้องได้และมีมูลค่าเพิ่มขึ้นตลอดเวลา และยิ่งทำให้เห็นว่ากู้ยืมมหาศาลจาก SMBC จึงมีช่องทางปล่อยออกไปสู่มือผู้กู้รายย่อยได้อย่างรวดเร็วและทั่วถึง นี่คือการเชื่อมต่อระหว่าง "ทุนระดับโลก" กับ "ลูกค้าฐานราก" ผ่าน "สาขาท้องถิ่น" อย่างไร้รอยต่อ

 


คุณภาพสินเชื่อดี-บริหารต้นทุนแกร่ง



ล่าสุด บล.ยูโอบี เคย์เฮียน (UOB Kay Hian) คงให้คำแนะนำ "ซื้อ" และคงราคาเป้าหมายไว้ที่ประมาณ 45-50 บาท โดยให้เหตุผลว่า Valuation น่าสนใจมาก จากราคาปัจจุบัน (28-29 บาท) คือระดับที่ "ถูกเกินพื้นฐาน" (Undervalued) เมื่อเทียบกับศักยภาพการเติบโต 10-15% ที่บริษัทตั้งเป้าไว้ในปีนี้

นอกจากนี้ MTC ยังมีจุดเด่นเหนือกว่าคู่แข่งคือความสามารถในการบริหารต้นทุน (Credit Cost ปรับลดลง QoQ) ทำให้ NIM (ส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ย) ยังแข็งแกร่ง

ขณะที่ บล.ฟิลลิป (PhillipCapital) ให้มุมมองต่อหุ้น MTC ว่า"เน้นคุณภาพมากกว่าการเร่งเติบโต" โดยมีประเด็นสำคัญ คือ บริษัทปรับตัวจากเดิมที่เน้นการเร่งโต มาเป็นการคัดกรองคุณภาพสินทรัพย์เพื่อคุม NPL และลดภาระการตั้งสำรองหนี้เสีย

และการเติบโตของสินเชื่อในไตรมาส 1/2569 ค่อนข้างชะลอตัว (โตเพียง 0.5% YTD) เนื่องจากความต้องการสินเชื่อของลูกค้าลดลงและกลยุทธ์การคัดกรองที่เข้มงวดขึ้น แม้จะมีการปรับลดประมาณการกำไรและราคาพื้นฐานลงบ้าง แต่ยังคงคำแนะนำ "ซื้อ" โดยมองว่าเป้าหมายการเติบโตทั้งปีที่ 10–15% ยังมีความเป็นไปได้ ส่วนต้นทุนดอกเบี้ยมีแนวโน้มลดลงจากการออกหุ้นกู้ชุดใหม่ที่มีต้นทุนต่ำกว่าเดิม

ด้าน บล.กสิกรไทย (Kasikorn Securities) นั้นมีมุมมองว่าเป็น"หุ้นพื้นฐานดีโซนล่าง Valuation น่าสะสม" โดยแนะนำให้ "ย่อตั้งรับ" (Accumulate) และจัดให้ MTC เป็นหุ้นเด่นที่ราคาอยู่ในโซนล่างและพื้นฐานแข็งแกร่ง เพราะมองว่าแรงหนุนจากการรายงานกำไรของบริษัทจดทะเบียนโดยรวมที่ออกมาดีกว่าคาด และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมของภาครัฐ (4 แสนล้านบาท) จะเป็น Upside Risk ที่ส่งผลดีต่อภาพรวมตลาดและหุ้นกลุ่มการเงิน จึงแนะนำเน้นกลยุทธ์รอย่อสะสม หุ้นที่ Valuation ยังไม่แพงเทียบกับแนวโน้มผลประกอบการที่ยังเติบโตได้