ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) ปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 69 เป็น 1.7% จากภาพรวมเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 1/69 ที่ขยายตัวสูง และมีแรงพยุงจากมาตรการภาครัฐ อย่างไรก็ดี การขยายตัวทางเศรษฐกิจ ยังคงกระจุกตัวในบางกลุ่มธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี สะท้อนภาพการฟื้นตัวยังมีความเปราะบาง ขณะที่ความเสี่ยงจากสงครามในตะวันออกกลาง ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยมากขึ้น
SCB EIC ระบุว่า จากข้อมูลเศรษฐกิจล่าสุด สะท้อนผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลางมากขึ้น โดยอัตราเงินเฟ้อทั่วไปเดือน เม.ย. เร่งขึ้นเป็น 2.9% สูงสุดในรอบกว่า 3 ปี หลังจากราคาน้ำมันในประเทศปรับสูงขึ้นตามกลไกตลาด และเริ่มเห็นการส่งผ่านต้นทุนสู่ผู้บริโภค โดยเฉพาะราคาอาหารสำเร็จรูป ขณะที่อัตราเงินเฟ้อผู้ผลิต เร่งตัวแรงกว่ามากถึง 9.1%
โดยความแตกต่างนี้สะท้อนว่า ผู้ประกอบการยังแบกรับต้นทุนที่สูงขึ้นไว้เอง คาดว่าการส่งผ่านต้นทุนไปยังราคาผู้บริโภค จะทยอยเห็นมากขึ้นในช่วงข้างหน้า แต่จะทำได้จำกัด ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ยังขยายตัวต่ำ กดดันความสามารถในการทำกำไรของธุรกิจ โดยเฉพาะ SMEs อีกทั้งด้านพลวัตทางธุรกิจปรับแย่ลง จำนวนธุรกิจเปิดใหม่หดตัว ขณะที่จำนวนธุรกิจปิดตัวมากขึ้นในช่วง 4 เดือนแรกของปีนี้
ขณะที่ความเชื่อมั่นของธุรกิจและผู้บริโภค ปรับลดลงแรงต่อเนื่องตั้งแต่เดือน มี.ค. ด้านจำนวนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติหดตัว -7% ในเดือน เม.ย. และ -3% ในช่วง 17 วันแรกของเดือน พ.ค. ข้อมูลส่งออกภาพรวมขยายตัวสูง 18.7% ในเดือน มี.ค. แต่กระจุกตัวในสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ (แต่ตลาดตะวันออกกลางหดตัวถึง -57.1%) ขณะที่การนำเข้าเร่งตัวแรง 35.7% ส่งผลให้ดุลการค้าขาดดุลในไตรมาสแรกของปี
*ปรับ GDP ปี 69 เพิ่มเป็น 1.7% แต่ศก.ยังโตกระจุกตัวในบางกลุ่ม
SCB EIC ปรับเพิ่มประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 69 อยู่ที่ 1.7% (เดิม 1.4%) แต่การเติบโตยังกระจุกตัวในกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากกระแส AI และ Digital โดยประเด็นหลักในการปรับประมาณการครั้งนี้ คือ
1. พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท จะมีบทบาทช่วยพยุงเศรษฐกิจปีนี้กลับมาได้ราว 0.6% บนสมมติฐานว่า เม็ดเงินจะแบ่งเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจได้ปีนี้ 274,000 ล้านบาท คือแผนงานช่วยเหลือ (เช่น ไทยช่วยไทย พลัส) 198,000 ล้านบาท คาดว่าจะช่วยลดแรงกดดันค่าครองชีพระยะสั้นตั้งแต่เดือน มิ.ย. และแผนงานเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดราว 76,000 ล้านบาท คาดว่าจะเริ่มใช้จ่ายสู่เศรษฐกิจได้ในไตรมาสที่ 3-4
2. การส่งออกและการลงทุนมีแนวโน้มขยายตัวดีขึ้น ตามโมเมนตัมที่ดีในไตรมาสแรก อีกทั้งยอดมูลค่าการอนุมัติ และการออกบัตรส่งเสริมการลงทุนของ BOI ยังสูงต่อเนื่อง โดยเฉพาะส่วนที่เกี่ยวกับ AI และ Data center
3. มูลค่านำเข้ามีแนวโน้มสูงขึ้นมาก ส่วนหนึ่งสะท้อนผลของราคานำเข้าที่ปรับสูงขึ้น โดยเฉพาะราคาน้ำมันดิบโลก
4. ประมาณการนักท่องเที่ยวต่างชาติปี 69 ปรับลดลงอยู่ที่ 31.7 ล้านคน (เดิม 33.2 ล้านคน) ตามจำนวนเที่ยวบินที่ปรับลดลงและตั๋วโดยสารแพงขึ้น ขณะที่ความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยว ลดลงจากความกังวลด้านความปลอดภัย และความเปราะบางของกำลังซื้อ
ทั้งนี้ คาดการณ์อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในปีนี้ที่ 1.7% นับว่าชะลอตัวจากปี 68 ที่ 2.4% และปี 67 ที่ 2.9% มาก สะท้อนความเปราะบางทางเศรษฐกิจที่มีอยู่เดิม และแรงกดดันเพิ่มเติมจากสงครามในตะวันออกกลาง สำหรับอัตราเงินเฟ้อทั่วไป เฉลี่ยทั้งปี 69 มีแนวโน้มเร่งตัวเกินกรอบเป้าหมายอยู่ที่ 3.6% จากที่เคยติดลบ -0.1% ในปีก่อน สะท้อนแรงกดดันจากสงครามที่กระทบต่อต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น
*คาด กนง. มีแนวโน้มคงดอกเบี้ยที่ 1% ตลอดทั้งปี
SCB EIC มองว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1% ตลอดปี สงครามในตะวันออกกลางที่มีแนวโน้มยืดเยื้อ จะทำให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปสูงเกินกรอบเป้าหมายนโยบายการเงินตลอดช่วงที่เหลือของปี ขณะที่บทบาทนโยบายการคลังที่ทยอยออกมาลดผลกระทบจากสงคราม จะช่วยประคองอุปสงค์ในประเทศได้ในระดับหนึ่ง จึงลดความจำเป็นที่ กนง. จะต้องปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพื่อพยุงเศรษฐกิจเพิ่มเติม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในสถานการณ์ที่นโยบายการเงินมี Policy space จำกัด
ทั้งนี้ คาดว่า มาตรการช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อย และมาตรการช่วยการเข้าถึงสินเชื่อของ SMEs จะมีบทบาทสำคัญมากขึ้นในการรับมือผลกระทบต่อเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า
*สงครามกดดันศก.โลกปี 69 ธนาคารกลาง ไม่ผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่ม
SCB EIC คงประมาณการเศรษฐกิจโลกที่ 2.5% ในปี 69 โดยในไตรมาส 1 เศรษฐกิจหลักส่วนใหญ่ขยายตัวดีจากกระแสการลงทุน AI ขณะที่สงครามในตะวันออกกลางยังไม่ส่งผลกระทบเต็มที่ มองไปข้างหน้า เศรษฐกิจโลกจะชะลอลงจากความยืดเยื้อของสงคราม ซึ่งส่งผลให้ราคาพลังงานอยู่ในระดับสูงเป็นระยะเวลานาน กดดันภาคการผลิต และกำลังซื้อของผู้บริโภค โดย SCB EIC มองว่า
- เศรษฐกิจยูโรโซน และญี่ปุ่น จะได้รับผลกระทบมาก เนื่องจากพึ่งพาการนำเข้าพลังงานสูง
- เศรษฐกิจสหรัฐฯ จะยังขยายตัวได้ดีจากแรงหนุนการลงทุน AI และเสถียรภาพตลาดแรงงานที่ปรับดีขึ้น
- เศรษฐกิจจีน จะขยายตัวได้ต่อเนื่องจากการผลิตและส่งออกสินค้า โดยเฉพาะความต้องการสินค้าเกี่ยวกับพลังงานทางเลือกที่เร่งขึ้น เช่น แบตเตอรี่ และแผงโซลาร์
SCB EIC มองว่า ธนาคารกลางหลักจะรอดูความชัดเจนของสถานการณ์สงคราม และอาจไม่สามารถผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติมได้ในปีนี้ โดย
- ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) มีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 3.5-3.75% ตลอดทั้งปี (เดิมคาดปรับลด 1 ครั้ง) จากความเสี่ยงเงินเฟ้อที่สูงขึ้นและแนวโน้มตลาดแรงงานที่ปรับดีขึ้น
- ธนาคารกลางยุโรป (ECB) มีแนวโน้มขึ้นดอกเบี้ย 1 ครั้งสู่ 2.25% (เดิมคาดคงดอกเบี้ย) เพื่อยึดเหนี่ยวคาดการณ์เงินเฟ้อ แต่ ECB จะไม่สามารถปรับขึ้นดอกเบี้ยได้มาก เนื่องจากเศรษฐกิจยังเปราะบาง
- ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) มีแนวโน้มปรับขึ้นดอกเบี้ย 1 ครั้งสู่ 1.0% ในปีนี้ (เดิมคาดปรับขึ้น 2 ครั้ง) โดยให้ความสำคัญกับแนวโน้มเศรษฐกิจที่อาจชะลอตัวลงมากขึ้นจากผลกระทบสงคราม
โดยในภาพรวม ภาวะการเงินโลกจะตึงตัวขึ้น ความยืดเยื้อของสงครามจะกดดันให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลทั่วโลกปรับสูงขึ้นอย่างมีนัย ดังนั้น การปรับเพิ่มประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 69 สะท้อนบทบาทสำคัญของนโยบายการคลังในการประคองเศรษฐกิจ มากกว่าการฟื้นตัวจากแรงส่งเชิงโครงสร้าง ทำให้เศรษฐกิจไทยยังมีความอ่อนไหวต่อความเสี่ยงภายนอก โดยเฉพาะสงคราม ต้นทุนพลังงาน และวัตถุดิบต่าง ๆ ในช่วงที่เหลือของปี


