xs
xsm
sm
md
lg

KKP เตือน "วิกฤตปุ๋ย" น่ากลัวกว่าเอลนีโญ หวั่นฉุดผลผลิตข้าวไทยวูบ 5 ล้านตัน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



KKP Research ประเมินปรากฏการณ์เอลนีโญที่เตรียมกลับมาในช่วงกลางถึงปลายปี 69 อาจไม่ส่งผลกระทบรุนแรงต่อภาคเกษตรไทยในปีนี้เท่าที่กังวล เนื่องจากไทยข้อได้เปรียบจากปริมาณน้ำต้นทุนใช้การได้ในเขื่อนสำคัญในช่วงต้นปีที่สูงถึง 55% ของความจุ และจังหวะเวลาที่เกิดขึ้นในช่วงฤดูฝน

อย่างไรก็ตาม เตือนภาคเกษตร และภาครัฐให้เตรียมรับมือกับ "ปัจจัยเสี่ยงใหม่" ที่น่ากังวลยิ่งกว่า คือวิกฤตราคา และภาวะขาดแคลนปุ๋ยเคมี จากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งอาจสร้างความเสียหายต่อผลผลิตข้าวไทยอย่างหนัก และภาวะฝนทิ้งช่วง อาจสร้างปัญหาขาดแคลนน้ำในปีหน้าได้

หลังจากสัปดาห์ที่ผ่านมา องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) และองค์การบริหารมหาสมุทรและชั้นบรรยากาศแห่งชาติ (NOAA) ของสหรัฐฯ ยืนยันว่าปรากฏการณ์ เอลนีโญ กำลังจะกลับมาอีกครั้ง โดยโอกาสการเกิดได้ปรับตัวสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดดจาก 40% เป็น 98% ภายในระยะเวลาเพียง 6 เดือน ทำให้หลายฝ่ายเกิดความกังวลว่า ภาคการเกษตรอาจไม่มีเวลาเตรียมตัวรับมือได้เพียงพอ

อย่างไรก็ตาม KKP Research ประเมินว่า ความรุนแรงของ เอลนีโญ ในรอบนี้ ยังต่ำกว่าในช่วงปี 2566-2567 และผลกระทบต่อภาคเกษตรกรรมของไทยอาจถูกบรรเทาลงได้อย่างมีนัยสำคัญด้วย 2 ปัจจัยหลัก ได้แก่

1. จังหวะเวลา: การเกิดปรากฏการณ์ในรอบนี้อยู่ในช่วงฤดูฝน จึงยังมีน้ำฝนเข้ามาช่วยพยุงการผลิต แตกต่างจากการเกิดในหน้าแล้งที่มักทำให้เกิดภาวะ "ฝนทิ้งช่วง" ยาวนาน

2. การเตรียมพร้อมด้านน้ำต้นทุน: ปัจจุบันปริมาณน้ำในเขื่อนใช้การได้อยู่ในระดับสูงเกือบ 55% ของระดับความจุในช่วงต้นปี ซึ่งถือว่าค่อนข้างมากเมื่อเทียบกับรอบปี 2557-2559 (35%) และปี 2566-2567 (47%)

ทั้งนี้ แม้ภาพรวมจะมีปริมาณน้ำในเขื่อนช่วยพยุง แต่ผลกระทบจะไม่ได้เกิดขึ้นเท่าเทียมกันในทุกพื้นที่ และทุกสินค้าเกษตร กลุ่ม "พืชไม้ยืนต้น" เช่น ปาล์มน้ำมัน และยางพารา จะได้รับผลกระทบน้อยกว่า ในขณะที่ "พืชไร่" ที่ต้องการน้ำมาก โดยเฉพาะข้าวนาปรัง และมันสำปะหลังที่มีรอบเก็บเกี่ยวต้นปีหน้า จะเผชิญความเสี่ยงที่สูงกว่า

โดยเมื่อพิจารณาในเชิงพื้นที่ KKP Research พบว่า ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีความเปราะบางสูงสุด เนื่องจากเป็นภูมิภาคเดียวที่มีพื้นที่ชลประทานในสัดส่วนเพียง 10% ของพื้นที่ปลูกข้าวทั้งหมด ขณะที่ภูมิภาคอื่น ๆ มีสัดส่วนเฉลี่ย 45% ซึ่งสามารถกระจายน้ำจากเขื่อนไปหล่อเลี้ยงพื้นที่เพาะปลูกได้ทั่วถึงกว่า

วิกฤตปุ๋ยขาดแคลน "ภัยเงียบ" ที่น่ากลัว! กว่าสภาพอากาศ
KKP Research มองว่า สิ่งที่เป็นความท้าทายสำคัญและแตกต่างจากรอบก่อนหน้า คือความเสี่ยงของการขาดแคลนปุ๋ยเคมี ในช่วงปี 2566-2567 สงครามรัสเซีย-ยูเครนได้ทำให้ราคาปุ๋ยพุ่งสูงจนไทยต้องลดการนำเข้าปุ๋ยลงถึง 1 ใน 4 (เหลือเพียง 4.1 ล้านตันในปี 2565) มาในปัจจุบัน สงครามที่ยืดเยื้อ ประกอบกับความขัดแย้งในตะวันออกกลางซึ่งเป็นแหล่งผลิตปุ๋ยหลักแห่งใหม่ของไทย (ไทยนำเข้าปุ๋ยเพิ่มขึ้นถึง 6.1 ล้านตันในปี 2567 โดยพึ่งพาซาอุดีอาระเบีย และโอมาน เป็นหลัก) กำลังทำให้อุปทานปุ๋ยในตลาดโลก อาจตึงตัวอย่างหนักในอนาคต

อย่างไรก็ดี หากวิกฤตปุ๋ยเคมีขาดแคลนเกิดขึ้นจริง จะสะท้อนความเปราะบางของภาคเกษตรไทยอย่างชัดเจน เนื่องจากที่ผ่านมา การเพิ่มขึ้นของผลผลิตข้าวไทย (Yield) จาก 200 กิโลกรัมต่อไร่ในปี 2503 มาเป็น 300 กิโลกรัมต่อไร่ในปี 2568 พึ่งพาการใช้ปุ๋ยเคมีเป็นปัจจัยหลัก

แนะเร่งลงทุนระบบชลประทาน-ยกระดับความมั่นคงด้านปุ๋ย
KKP Research ประเมินว่า หากเกิดการขาดแคลนปุ๋ย อาจกระทบต่อการผลิตข้าวนาปี (รอบปี 2569/70) ทำให้ผลผลิตข้าวเปลือกไทยลดลงถึง 15% หรือหายไปราว 5 ล้านตันข้าวเปลือก แม้ปริมาณที่เหลือจะเพียงพอต่อการบริโภคในประเทศ แต่จะส่งผลสะเทือนต่อภาคการส่งออกได้อย่างรุนแรง

นอกจากนี้ หากผลผลิตข้าวไทยลดลง ไทยอาจไม่ได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่จากราคาข้าวโลก ที่อาจปรับตัวสูงขึ้นเหมือนรอบที่แล้ว (เช่น ในกรณีที่อินเดีย ระงับการส่งออกข้าวอีกครั้ง)

ในระยะยาว ข้อมูลชี้ว่า ประสิทธิภาพการผลิตข้าวของไทยยังคงต่ำที่สุดเมื่อเทียบกับ 6 ประเทศผู้ผลิตข้าวหลักของโลก สอดคล้องกับสถิติของธนาคารโลก และ FAO ที่ระบุว่าไทยมีการใส่ปุ๋ยน้อยกว่าประเทศคู่แข่งถึง 45%

ดังนั้น เสนอแนะว่า ภาครัฐควรใช้โอกาสนี้ในการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านการเกษตร โดยเร่งลงทุนขยายพื้นที่ชลประทานให้ครอบคลุมและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ควบคู่ไปกับการสร้างความมั่นคงด้านอุปทานปุ๋ยเคมี และส่งเสริมความรู้เรื่องรูปแบบการใส่ปุ๋ยที่เหมาะสมกับพืชและบริบทของพื้นที่ เพื่อเป็นเกราะป้องกันให้ภาคการเกษตรและอาหารของไทยสามารถยืนหยัดได้ ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์และสภาพอากาศที่ทวีความรุนแรงขึ้นในอนาคต