xs
xsm
sm
md
lg

รายย่อยเปลี่ยนไป...มุ่งเล่นหุ้นใหญ่ / สุนันท์ ศรีจันทรา

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



นับจากต้นปี มูลค่าการซื้อขายหุ้นมีความหนาแน่นมากขึ้น โดยมูลค่าซื้อขายในช่วง 4 เดือนแรก เฉลี่ยวันละ 63,646 ล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่า 51% จากระยะเดียวกันปีก่อน ส่วนหนึ่งเป็นเพราะนักลงทุนต่างชาติกลับเข้ามาซื้อหุ้นคืน ขณะที่นักลงทุนรายย่อยทยอยกลับเข้าซื้อขายหุ้นมากขึ้น

เพียงแต่พฤติกรรมลงทุนของรายย่อยเปลี่ยนไป ลด ละ เลิกการเก็งกำไรหุ้นขนาดเล็ก

ช่วงเดือนธันวาคม 2568 บรรยากาศการซื้อขายหุ้นซบเซาสุดขีด มูลค่าการซื้อขายลดเหลือประมาณวันละ 30,000 ล้านบาท และบางวันเหลือเพียง 20,000 ล้านบาท

บริษัทโบรกเกอร์ร้องโอดครวญกันเป็นแถว เพราะมูลค่าการซื้อขายหุ้นวันละ 2-3 หมื่นล้านบาท จะมีเพียงบริษัทโบรกเกอร์ขนาดใหญ่ไม่กี่แห่งเท่านั้นที่จะอยู่รอด นอกนั้นลำบากมาก

มูลค่าการซื้อขายระดับ 6 หมื่นล้านบาทต่อวัน โบรกเกอร์ส่วนใหญ่พอจะประคองตัวไปได้ แม้จะอยู่รอดชนิดหืดขึ้นคอก็ตาม

สัดส่วนมูลค่าการซื้อขายของนักลงทุนต่างชาติ จากระดับประมาณ 52% ของมูลค่าการซื้อขายรวมของตลาด ปีนี้ขยับขึ้นมาเป็นประมาณ 54% ขณะที่สัดส่วนการซื้อขายของนักลงทุนรายย่อย จากประมาณ 25% ขยับขึ้นมาเป็นประมาณ 30% ของมูลค่าการซื้อขายรวมของตลาด โดยพอร์ตโบรกเกอร์และนักลงทุนสถาบันมีสัดส่วนการซื้อขายรวมกันประมาณ 16% เท่านั้น และเป็นเพียงตัวประกอบของตลาด

นักลงทุนรายย่อยยังเป็นผู้ซื้อหุ้นสุทธิรายใหญ่ ติดต่อกันเป็นปีที่ 4 โดย 3 ปีก่อนหน้า หรือระหว่างปี 2566 ถึง 2568 มียอดซื้อหุ้นสะสมสุทธิรวมกันประมาณ 3.8 แสนล้านบาท ส่วนปี 2569 สิ้นสุดวันที่ 8 พฤษภาคมที่ผ่านมา มียอดซื้อหุ้นสุทธิสะสม 35,601 ล้านบาท

ในอดีต นักลงทุนรายย่อยมีพฤติกรรมการซื้อขายเพื่อการเก็งกำไรระยะสั้น ร้อยละกว่า 90 เป็นนักเก็งกำไรระยะสั้นเต็มตัว และเล่นหุ้นขนาดเล็ก ไม่กลัวแม้จะเป็นหุ้นปั่นหรือหุ้นที่มีเจ้ามือ และราคาถูกปั่นขึ้นหรือทุบลงอย่างหวือหวา

เมื่อตลาดหุ้นพังและเกิดความซบเซายาวนาน นักลงทุนรายย่อยจึงบาดเจ็บหนัก ติดหุ้นราคาสูง เสียหายยับเยิน จนเข็ดขยาดหุ้นขนาดเล็ก ทำให้หุ้นตัวเล็กจำนวนหลายร้อยตัว โดยเฉพาะหุ้นในตลาด MAI อยู่ในสภาพตายซาก

แม้ยังมีหุ้นหลายตัวที่มีนักลงทุนขาใหญ่หรือเจ้ามือพยายามปั่นราคา ล่อแมลงเม่าอยู่ แต่ปั่นไม่ขึ้น เพราะรายย่อยไม่หลงกลตกเป็นเหยื่อ

หุ้นขนาดใหญ่ที่มีปัจจัยพื้นฐานดี มีเงินปันผลสูง ผลประกอบการเติบโตมั่นคง และอยู่ในความสนใจของนักลงทุนสถาบันทั้งในและต่างประเทศ เป็นกลุ่มเป้าหมายที่นักลงทุนรายย่อยทยอยเข้ามาซื้อขาย

รายย่อยส่วนใหญ่ตัดสินใจเลิกสู้กับเจ้ามือหุ้น แต่หันมาสู้กับนักลงทุนสถาบันหรือบรรดากองทุนทั้งไทยและต่างประเทศ เพราะแม้ราคาหุ้นจะไม่เคลื่อนไหวอย่างร้อนแรงเหมือนหุ้นตัวเล็ก แต่ลงทุนแล้วมีความเสี่ยงน้อยกว่า และถ้าพลาดพลั้งเข้าช้อนซื้อผิดจังหวะ สามารถถือระยะยาวได้

ผลตอบแทนจากเงินปันผลคุ้มค่ากว่าการนำเงินไปกองไว้ในแบงก์กินดอกเบี้ย แตกต่างจากหุ้นตัวเล็ก ซึ่งถ้าพลาดติดหุ้น อาจต้องถือยาวรอไปขายในชาติหน้า

นักลงทุนรายย่อยเริ่มทยอยหวนคืนตลาดหุ้นแล้ว พร้อมบทเรียนราคาแพงจากการหวังรวยเร็วโดยตามแห่เก็งกำไรหุ้นตัวเล็ก

ภาคใหม่ของรายย่อยกลับมากับพฤติกรรมที่เปลี่ยนไป เน้นซื้อขายหุ้นขนาดใหญ่ที่มีปัจจัยพื้นฐานดี และสาปส่งหุ้นตัวเล็กที่มีขาใหญ่หรือเจ้ามือปั่นราคา

หุ้นเล็ก ๆ จึงอยู่ในสภาพตายซาก ไปแล้วไปลับ หลับไม่ตื่น ฟื้นไม่ได้ ใครติดไว้ต้องทำใจรออย่างสิ้นหวัง