สมรภูมิขุดบิทคอยน์ร้อนระอุ เมื่อ 7 เหมืองรายใหญ่ระดับโลก ทั้ง AntPool, Foundry, F2Pool และอีก 4 ราย ประกาศร่วมคณะทำงาน Stratum V2 เพื่อพัฒนาโปรโตคอลมาตรฐานเปิดสำหรับอุตสาหกรรม ความเคลื่อนไหวครั้งนี้ไม่เพียงลดการรวมศูนย์อำนาจในวงการขุด แต่ยังเพิ่มความยืดหยุ่นให้นักขุดรายย่อยในการเลือกใช้บล็อกเทมเพลตของตัวเอง ขณะเดียวกันตัวเลขความยากของเครือข่ายบิทคอยน์กำลังเตรียมพุ่งขึ้นอีกครั้งในช่วงกลางเดือนพฤษภาคม 2569 ท่ามกลางต้นทุนพลังงานที่พุ่งสูง กดดันให้นักขุดถึง 20% ของอุตสาหกรรมอาจถึงจุดขาดทุน ทดสอบความอึดของผู้เล่นทุกรายในสมรภูมิ
คณะทำงาน Stratum V2 เปิดเผยว่าเหมืองขุดบิทคอยน์ชั้นนำ 7 แห่ง ได้แก่ AntPool, Block Inc, F2Pool, Foundry, MARA Foundation, SpiderPool และ DMND ได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกอย่างเป็นทางการเพื่อร่วมกันพัฒนาโปรโตคอลมาตรฐานกลางสำหรับการสื่อสารระหว่างผู้ดำเนินการ Mining Pool กับนักขุดรายย่อยในระบบ
ในปัจจุบันนักขุดรายย่อยที่เข้าร่วม Mining Pool จำเป็นต้องพึ่งพาบล็อกเทมเพลตที่กำหนดโดยผู้ดำเนินการ Pool ทั้งสิ้น การพัฒนามาตรฐานเปิดที่ไม่ตกอยู่ภายใต้การควบคุมของผู้เล่นรายใดรายหนึ่งจึงเป็นก้าวสำคัญในการกระจายศูนย์กลางอำนาจของอุตสาหกรรม ซึ่งในช่วงหลายปีที่ผ่านมาเริ่มแสดงสัญญาณการรวมตัวที่เข้มข้นขึ้นเรื่อย ๆ
"การขุดบิทคอยน์มีการแข่งขันสูงและถูกออกแบบมาให้กระจายศูนย์ มันคือการแข่งขันด้านประสิทธิภาพ ซึ่งเศษเสี้ยวของมิลลิวินาทีอาจชี้ชะตาว่าใครจะได้บล็อกและใครจะพ่ายแพ้" คณะทำงาน Stratum V2 ระบุในแถลงการณ์
ข้อมูลจาก Hashrate Index แสดงให้เห็นว่า Foundry ครองส่วนแบ่ง Hashrate ทั่วโลกสูงถึงเกือบ 30% ขณะที่ AntPool คุมอยู่ราว 17.7% ทำให้ทั้งสองรายเป็นผู้นำตลาดที่ห่างชั้นจากคู่แข่งอย่างมีนัยสำคัญ การที่ผู้เล่นทั้งสองตัดสินใจเข้าร่วมคณะทำงานนี้จึงส่งสัญญาณสำคัญต่อทิศทางของอุตสาหกรรมโดยรวม
นอกจากจะช่วยกระจายอำนาจในระบบแล้ว โปรโตคอลที่ได้มาตรฐานร่วมกันยังมีศักยภาพในการลดเวลาที่ใช้ในการขุดบล็อกสำเร็จ ซึ่งในสภาพแวดล้อมที่การแข่งขันเข้มข้นเช่นนี้ ความได้เปรียบเพียงเศษเสี้ยววินาทีอาจหมายถึงรายได้มหาศาลที่ต่างกันออกไป
ความยากเพิ่ม-ต้นทุนพุ่ง กดดันนักขุดถึงจุดแตกหัก
ในเวลาเดียวกัน ตัวเลขความยากของเครือข่ายบิทคอยน์ (Mining Difficulty) กำลังเผชิญแรงกดดันเพิ่มขึ้นอีกระลอก ข้อมูลจาก CoinWarz ชี้ว่าการปรับความยากครั้งถัดไปคาดว่าจะเกิดขึ้นในวันที่ 15 พฤษภาคม 2569 เวลา 17:58 น. ตามเวลาสากล โดยตัวเลขจะขยับขึ้นจาก 132.47 T ไปสู่ 135.64 T
การปรับตัวเพิ่มขึ้นของความยากเครือข่ายสะท้อนถึงปริมาณพลังการประมวลผลสะสมที่เพิ่มขึ้น แต่ในทางปฏิบัติ หมายความว่านักขุดแต่ละรายจำเป็นต้องใช้ทรัพยากรมากขึ้นเพื่อแข่งขันในระดับเดิม เมื่อบวกกับต้นทุนพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น แรงกดดันต่อมาร์จินกำไรจึงทวีความรุนแรง
บริษัทจัดการสินทรัพย์ CoinShares ประเมินว่า ณ ภาวะตลาดคริปโตและสภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน นักขุดบิทคอยน์ถึงราว 20% อยู่ในโซนขาดทุน ขณะที่ดัชนี Hashprice ซึ่งเป็นตัวชี้วัดสำคัญด้านความสามารถในการทำกำไรของนักขุด ร่วงลงมาแตะระดับ 36-38 ดอลลาร์ต่อ Petahash-วินาทีต่อวัน ใกล้เคียงกับจุดคุ้มทุนของผู้ประกอบการหลายราย
ภาพรวมที่ปรากฏสะท้อนให้เห็นว่าอุตสาหกรรมขุดบิทคอยน์กำลังเข้าสู่ช่วงทดสอบความทนทาน ผู้ที่อยู่รอดและเติบโตได้จะต้องอาศัยทั้งความได้เปรียบด้านประสิทธิภาพการดำเนินงาน การเข้าถึงพลังงานต้นทุนต่ำ และการปรับตัวต่อมาตรฐานโปรโตคอลใหม่ที่กำลังก่อตัวขึ้นในขณะนี้


