xs
xsm
sm
md
lg

EMPIRE กับเกมสลับร่าง ‘ขายห่านทองคำ แลกหุ้นไอที’ วัดใจธรรมาภิบาลตลาดทุน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



เรื่องวุ่นๆ ของ EMPIRE กับ SPTX เมื่อจะไขว้ธุรกิจระหว่างกันไปมา จน ก.ล.ต.ต้องเบรก เหตุไฉนต้องขายของดีทำกำไรอย่าง “ด็อกเตอร์ เจล” ไปแลกกับหุ้นไอทีที่ยังไม่เห็นกำไร พร้อมยอมแบกหนี้แทน แถมเงินก็ไม่ได้ ได้แต่หุ้นมาแทน  


นอกจากข่าวหุ้น TWZ ที่นักลงทุนเฝ้าจับตามอง อีกข่าวที่น่าสนใจ และมีลักษณธไปในทิศทางเดียวกันคือ บริษัท ออริจิ้น โกลบอล เอมไพร์ จำกัด (มหาชน) หรือ EMPIRE นี่คืออีกหนึ่งจุดสปอตไลท์ที่ถูกจับจ้องอย่างหนัก หลังจากสำนักงาน ก.ล.ต. ออกโรงใช้อำนาจสั่งให้บริษัทชี้แจงด่วนเกี่ยวกับดีลการขายบริษัทย่อยที่ทำรายได้หลักออกไป เพื่อแลกกับหุ้นในธุรกิจใหม่ที่มีเครื่องหมายคำถามตัวใหญ่ถึงความสมเหตุสมผลและผลประโยชน์ที่แท้จริงของผู้ถือหุ้นรายย่อย


 จากรับเหมาสู่การ "เปลี่ยนร่าง" เพื่อหนีตาย

เส้นทางของ EMPIRE ไม่ได้เริ่มต้นด้วยชื่อนี้ แต่แจ้งเกิดในตลาดหลักทรัพย์ฯ เมื่อปี 2565 ในชื่อ บมจ. ทเวนตี้ โฟร์ คอน แอนด์ ซัพพลาย (24CS) โดยมุ่งเน้นธุรกิจรับเหมาติดตั้งระบบปรับอากาศและวิศวกรรมอาคารเป็นหลัก แม้ในช่วงแรกจะดูมีอนาคตสดใสจากการรับงานโครงการใหญ่ แต่ภาพความเป็นจริงกลับถูกสะท้อนผ่านงบการเงินที่ "กำไรบางเฉียบ" ท่ามกลางสงครามราคาและต้นทุนวัสดุที่พุ่งสูง จนบริษัทเผชิญกับสภาวะขาดทุนและกระแสเงินสดตึงตัวจากปัญหาลูกหนี้การค้า

จนกระทั่งในเดือนตุลาคม 2568 บริษัทตัดสินใจพลิกโฉมครั้งใหญ่ด้วยการเปลี่ยนชื่อเป็น EMPIRE พร้อมประกาศกระโดดเข้าสู่ธุรกิจ "Health & Beauty" และ "Digital Tech" โดยอ้างว่าเป็นธุรกิจที่มีมาร์จิ้นสูงกว่า การขยับตัวครั้งนั้นถูกมองว่าเป็นความพยายาม "ล้างภาพ" ธุรกิจรับเหมาที่ถึงทางตัน เพื่อสร้างสตอรี่ใหม่ในตลาดทุน แต่ทว่าการเปลี่ยนร่างบ่อยครั้งกลับเริ่มสร้างความกังขาในเรื่องความยั่งยืนของทิศทางธุรกิจ

 ดาวรุ่ง 5 บาท สู่หุ้นสตางค์

ที่ผ่านมา EMPIREราคาหุ้นบนกระดานทรุดหนัก จากราคา IPO ที่เปิดตัวอย่างหรูหราที่ 3.40 บาท และเคยทะยานขึ้นไปทำจุดสูงสุดเหนือระดับ 5.00 บาท ในช่วงแรก แต่หลังจากที่ผลประกอบการไม่เป็นไปตามเป้าและมีการเพิ่มทุนบ่อยครั้ง ราคาหุ้นก็ไหลลงต่อเนื่องจนปัจจุบัน (พฤษภาคม 2569) ลงมาแช่แข็งอยู่ในระดับ 0.39 บาท หรือมูลค่าหายไปกว่า 88% จากจุดเริ่มต้น

นอกจากราคาจะจมดิ่งแล้ว EMPIRE ยังเผชิญกับวิกฤตความเชื่อมั่นจนถูกแขวนเครื่องหมาย CB (Caution) มาตั้งแต่ต้นปี 2569 เนื่องจากส่วนของผู้ถือหุ้นต่ำกว่าเกณฑ์ 50% บีบให้นักลงทุนที่ต้องการเสี่ยงดวงต้องวางเงินสดเต็มจำนวน (Cash Balance) ในการซื้อขาย สภาพการณ์เช่นนี้ไม่ต่างอะไรกับหุ้นที่ "เสียประวัติ" ในสายตานักลงทุนสถาบัน ท่ามกลางโครงสร้างผู้ถือหุ้นที่เริ่มเปลี่ยนมือไปสู่กลุ่มนักลงทุนสายเก็งกำไร นำไปสู่ความกังวลของผู้ถือหุ้นรายย่อย


 ทำไมต้องขายธุรกิจที่ทำกำไร?

จุดที่กลายเป็น "ระเบิดเวลา" ล่าสุดคือดีลที่คณะกรรมการบริษัทมีมติจะขายกลุ่ม ด็อกเตอร์ เจล (DRJ) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่ทำธุรกิจอาหารเสริมและเครื่องสำอางออกไป ทั้งที่กลุ่มนี้เพิ่งเข้ามาเป็น "พระเอกขี่ม้าขาว" ช่วยให้ EMPIRE พลิกกลับมามีกำไรสุทธิได้สำเร็จ โดยงวดล่าสุดรายได้จากอาหารเสริมพุ่งขึ้นถึง 679% และทำกำไร EBITDA ได้ทะลุเป้าเร็วกว่าสัญญาที่ทำไว้กับบริษัทเดิมเสียด้วยซ้ำ

คำถามที่ ก.ล.ต. สงสัยและนักลงทุนอยากรู้คือ "ทำไมถึงขายห่านทองคำทิ้ง?" เพื่อไปแลกกับหุ้นของบริษัทไอที (MTT) ที่ยังไม่มีฐานะการเงินและผลดำเนินงานที่ชัดเจน แถม EMPIRE ยังต้องแบกรับเงื่อนไขพิสดารด้วยการ "ตกลงรับโอนหนี้แทนเขาอีกกว่า 9.1 ล้านบาท" ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 283% ของมูลค่าดีล

การทิ้งธุรกิจที่ทำกำไรจับต้องได้ ไปหาธุรกิจไอทีที่ยังลอยอยู่ในอากาศ พร้อมกับแบกหนี้ก้อนโตกลับมา จึงดูผิดวิสัยของการทำธุรกิจเพื่อผลประโยชน์สูงสุดของบริษัท

  เมื่อความไม่โปร่งใสถูกขยายผล

การที่ ก.ล.ต. สั่งเบรกหัวทิ่มและให้ชี้แจงภายในวันที่ 13 พฤษภาคมนี้ ถูกแวดวงตลาดทุน มองว่าเป็นสัญญาณเตือนภัยขั้นรุนแรง โดยชี้ให้เห็นว่าธุรกรรมนี้มีความซับซ้อน และมีกลิ่นอายของการ "ผ่องถ่ายสินทรัพย์" (Asset Shuffling) เพราะหลายคนมองว่าการขายธุรกิจหลักที่สร้างรายได้ถึง 76% ออกไปในช่วงที่บริษัทกำลังเริ่มฟื้นตัว
ขณะเดียวกัน ความเคลื่อนไหวของนักลงทุนรายใหญ่ที่ก้าวขึ้นมาเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับ 2 ยิ่งตอกย้ำว่า EMPIRE ควรเพิ่มความระมัดระวังในการลงทุน มากกว่าจะเป็นบริษัทที่มีธรรมาภิบาล บทสรุปของดีลนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องของการเปลี่ยนธุรกิจ แต่มันคือแบบทดสอบสำคัญของหน่วยงานกำกับดูแลว่าจะสามารถ "สกัด" ดีลที่ดูไม่สมเหตุสมผลนี้ได้หรือไม่?


 ส่องMTT (บริษัทที่จะเอาหุ้นไปแลก)

สำหรับ บริษัท มัลติ เทคโนโลยี เอ็กซ์เพิร์ท จำกัด (MTT) ที่ EMPIRE จะไปซื้อหุ้นมานั้น มีทุนจดทะเบียนเพียง 10 ล้านบาท แต่สิ่งที่น่าตกใจคือ EMPIRE กลับยอมรับโอนหนี้เงินกู้ยืมของ MTT มูลค่ากว่า 9.11 ล้านบาท มาเป็นของตัวเองด้วย เรื่องนี้จึงนำไปสู่ความคุ้มค่าที่ถูกกังขา เมื่อ ก.ล.ต. ตั้งคำถามว่า ทำไม EMPIRE ถึงยอมจ่ายราคาแพงและรับหนี้แทน ในเมื่อ MTT ยังไม่มีประวัติกำไรที่ชัดเจนเทียบเท่ากับกลุ่ม DRJ (ด็อกเตอร์ เจล) ที่กำลังจะขายทิ้งออกไป
 


"ขายของกิน เพื่อจ่ายหนี้เก่า?"

มีรายงานว่า แม้จะเปลี่ยนชื่อเป็น EMPIRE แต่บริษัทลูกเดิมในสายรับเหมา (24CS) ยังมีภาระหนี้สินและผลขาดทุนสะสมอยู่ การขายกลุ่ม DRJ ที่ทำกำไรได้ถึง 71 ล้านบาท (EBITDA) ภายในเวลาไม่ถึงปี อาจถูกมองว่าเป็นการ "ถอนทุนคืน" เพื่อเอาเงินสดมาหมุนเวียนในบริษัทแม่ที่กำลังขาดสภาพคล่องหรือไม่?

ขณะเดียวกันเมื่อเดือนเมษายน 2569 บริษัทเพิ่งมีการเพิ่มทุนให้ผู้ถือหุ้นเดิม (RO) ในราคาหุ้นละ 0.45 บาท ซึ่งเป็นราคาที่ใกล้เคียงกับราคาตลาดปัจจุบันมาก ทำให้ถูกมองว่าเป็นความพยายาม "เติมเงิน" ก่อนจะเริ่มดีลสลับร่างครั้งใหญ่




"ผู้เล่นหน้าเก่าในชุดใหม่"

ส่วนผู้ที่จะเข้ามาซื้อกลุ่ม DRJ ต่อจาก EMPIRE คือ บริษัท เอสพีทีเอ็กซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ SPTX (ผู้ที่จะมาซื้อกลุ่ม DRJ จาก EMPIRE) มีจุดที่น่าสนใจและ "เกี่ยวข้องกัน" แบบชัดเจนมาก โดยเฉพาะเรื่องของ "ตัวละครหลัก" มีรายงานว่า เมื่อเร็วๆนี้ นายกฤษฎา พฤติภัทร (CEO) เพิ่งแจ้งลาออกจากตำแหน่ง CEO เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2569 (มีผล 1 พฤษภาคม 2569) แต่ยังคงเป็นกรรมการบริษัทอยู่ โดยมีนายทอม จุลภาศ เครือโสภณ ดำรงตำแหน่งประธานกรรมการบริษัท และนางสาวอัชฌา นูนคาน (หมออัชฌา) กรรมการและ CEO คนใหม่

ขณะที่ นายกระทรวง จารุศิระ (ซัน กระทรวง) เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับ 1 ของ SPTX (ถืออยู่ 16.98%) และขณะเดียวกันเขาก็เป็น ผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับ 2 ของ EMPIRE (ถืออยู่ 9.23%) ยิ่งทำให้กลายเป็นการทำธุรกรรมระหว่างบริษัทที่ตัวเองถือหุ้นใหญ่ทั้งคู่

นอกจากนี้ ธุรกรรมนี้ถูกวิจารณ์ว่าเป็นแบบ "ไร้เงินสด (Cashless)" เพราะ SPTX จะชำระค่าซื้อกลุ่ม DRJ ให้ EMPIRE ด้วยการ "ปั๊มหุ้นเพิ่มทุน (PP)" จำนวน 5,000 ล้านหุ้น (ราคา 0.01 บาท) และแลกกับหุ้นบริษัท MTT ที่มีหนี้ติดมาด้วย โดย EMPIRE จะกลายเป็นผู้ถือหุ้นใน SPTX ไปด้วย (ประมาณ 2.34%) กลายเป็นการถือหุ้นแบบ "ไขว้กันไปมา"
บทเรียนจาก EMPIRE สะท้อนว่า ต่อให้เปลี่ยนชื่อกี่ครั้ง หรือเปลี่ยนธุรกิจกี่รอบ แต่ถ้า "ไส้ใน" ของธุรกรรมยังเต็มไปด้วยเงื่อนงำ สุดท้ายราคาหุ้นบนกระดานจะเป็นกระจกสะท้อนความจริง ดีลสลับร่างครั้งนี้อาจเป็นได้ทั้ง "ทางออก" ของคนบางกลุ่ม หรือ "ทางตัน" ของผู้ถือหุ้นรายย่อย ซึ่งคำตอบทั้งหมดรออยู่ในคำชี้แจงที่จะถูกเปิดเผยต่อ ก.ล.ต. ในเร็วๆ นี้