กระแสความเชื่อมั่นในตลาดคริปโตกลับมาพุ่งทะยานอีกครั้ง หลังบิทคอยน์ยืนเหนือระดับ 80,000 ดอลลาร์สหรัฐได้อย่างแข็งแกร่ง แต่ท่ามกลางบรรยากาศคึกคักที่นักลงทุนแห่ประกาศ “ขาขึ้นรอบใหม่” บนโซเชียลมีเดีย แพลตฟอร์มวิเคราะห์ข้อมูลออนเชนอย่าง Santiment กลับส่งสัญญาณเตือนว่า ความมั่นใจที่มากเกินไปอาจกลายเป็นชนวนให้ตลาดสะดุดร่วงในระยะสั้น
รายงานล่าสุดชี้ว่า อัตราส่วนความคิดเห็นเชิงบวกต่อเชิงลบเกี่ยวกับคริปโตบนโลกออนไลน์พุ่งแตะระดับ 1.5 ต่อ 1 สะท้อนภาวะ “ตลาดมั่นใจเกินพอดี” ซึ่งในทางจิตวิทยาการลงทุน มักเป็นจุดที่แรงซื้อเริ่มอ่อนกำลัง และเปิดทางให้แรงขายทำกำไรเข้ากดดันราคา
ขณะที่บางฝ่ายมองบิทคอยน์มีโอกาสทะยานสู่ระดับ 87,000-95,000 ดอลลาร์สหรัฐก่อนเดือนมิถุนายน แต่บางนักวิเคราะห์กลับเตือนว่า ตลาดอาจต้องย้อนลงไปทดสอบโซน 70,000-75,000 ดอลลาร์สหรัฐ เพื่อรีเซ็ตอารมณ์เก็งกำไรที่ร้อนแรงเกินไปเสียก่อน
ท่ามกลางเกมจิตวิทยาที่กำลังเดือด ตลาดคริปโตจึงอาจกำลังยืนอยู่บนเส้นแบ่งบางๆ ระหว่าง “กระทิงรอบใหม่” กับ “กับดักความมั่นใจ” ที่พร้อมทำลายเม็ดเงินนักลงทุนทุกเมื่อ
แพลตฟอร์มวิเคราะห์ข้อมูลคริปโต Santiment เปิดเผยรายงานล่าสุดเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา โดยระบุว่า ปริมาณการแสดงความคิดเห็นเชิงบวกเกี่ยวกับคริปโตบนโซเชียลมีเดียกำลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จนเข้าสู่ระดับที่อาจเป็นสัญญาณอันตรายต่อทิศทางตลาดในระยะสั้น โดย Santiment ระบุว่า ตลาดที่ปรับตัวขึ้นท่ามกลาง “ความมั่นใจของฝูงชน” มักไปต่อได้ไม่นาน ต่างจากตลาดที่ค่อยๆ ไต่ขึ้นท่ามกลางความหวาดระแวงและความสงสัย ซึ่งมักสร้างแนวโน้มขาขึ้นที่ยั่งยืนกว่า
ในมุมมองของ Santiment ระบุว่าการที่นักลงทุนจำนวนมากเริ่มมั่นใจว่าตลาดเข้าสู่รอบกระทิงเต็มตัว อาจเป็นสัญญาณว่าตลาดกำลังร้อนแรงเกินไป และมีความเสี่ยงต่อแรงขายทำกำไรระลอกใหม่
ข้อมูลของ Santiment มองว่าอัตราส่วนความคิดเห็นเชิงบวกต่อเชิงลบเกี่ยวกับคริปโตในปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 1.5 ต่อ 1 จากการติดตามบัญชีผู้ใช้งานคริปโตจำนวนมากบนหลายแพลตฟอร์มออนไลน์
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงที่บิทคอยน์ปรับตัวเพิ่มขึ้นกว่า 11.5% ในรอบ 30 วันที่ผ่านมา โดยล่าสุดซื้อขายอยู่บริเวณ 80,628 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 2.9 ล้านบาทต่อเหรียญ
ภาวะ “ตลาดมั่นใจ” มักจบด้วยแรงขาย
ในโลกการลงทุน โดยเฉพาะตลาดสินทรัพย์เสี่ยงอย่างคริปโตส่งผลต่อ “Sentiment” หรืออารมณ์ของตลาด ถือเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่นักลงทุนใช้ประเมินจังหวะเข้าซื้อหรือขาย เพราะหลายครั้งตลาดไม่ได้เคลื่อนไหวตามปัจจัยพื้นฐานเพียงอย่างเดียว แต่ถูกขับเคลื่อนด้วยความโลภและความกลัวของผู้เล่นจำนวนมหาศาล
นอกจากนี้ดัชนี Crypto Fear & Greed Index ซึ่งใช้วัดอารมณ์โดยรวมของตลาดคริปโต ล่าสุดขยับกลับมาอยู่ในระดับ “Neutral” หรือ “เป็นกลาง” ที่ระดับ 47 หลังเพิ่งหล่นเข้าสู่โซน “Fear” หรือ “ความกลัว” เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา
อย่างไรก็ดีแม้ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่านักลงทุนยังไม่ได้เข้าสู่ภาวะ “โลภสุดขีด” แต่ Santiment มองว่า บรรยากาศบนโซเชียลมีเดียกลับเริ่มร้อนแรงเร็วกว่าพื้นฐานตลาดจริง
สิ่งที่น่าสนใจคือ Santiment กลับมองว่า “สถานการณ์ที่ดีที่สุด” สำหรับบิทคอยน์ในเวลานี้ อาจไม่ใช่การพุ่งขึ้นต่อทันที
แพลตฟอร์มระบุว่า ตลาดควรย่อตัวลงสู่บริเวณ 75,000 ดอลลาร์สหรัฐ เพื่อบีบให้นักลงทุนสาย Long ที่เข้าซื้อช้าและใช้เลเวอเรจสูงถูกล้างพอร์ตออกจากตลาดเสียก่อน ซึ่งจะช่วยรีเซ็ตอารมณ์เก็งกำไร และสร้างฐานราคาที่แข็งแรงกว่าเดิม
กล่าวอีกนัยหนึ่ง Santiment เชื่อว่าการ “พักฐานอย่างเจ็บปวด” อาจเป็นสิ่งจำเป็น หากตลาดต้องการสร้างขาขึ้นระยะยาวที่มั่นคง
สัญญาณขายทำกำไรเริ่มโผล่บนกระดานเทรด
อีกหนึ่งปัจจัยที่ Santiment จับตา คือปริมาณบิทคอยน์บนกระดานซื้อขายคริปโตที่เริ่มเพิ่มขึ้นอีกครั้งในช่วง 5 วันที่ผ่านมา หลังจากก่อนหน้านี้ลดลงต่อเนื่องเป็นเวลานาน
ขณะที่ในทางเทคนิค การที่เหรียญถูกโอนกลับเข้าสู่ Exchange มักสะท้อนว่าผู้ถือเหรียญเริ่มเตรียมขายทำกำไร เพราะหากต้องการถือระยะยาว นักลงทุนมักเก็บสินทรัพย์ไว้ในกระเป๋าส่วนตัวมากกว่าฝากไว้บนแพลตฟอร์มซื้อขาย
Santiment ระบุว่า แม้กิจกรรมออนเชนโดยรวมยังค่อนข้างเงียบ แต่การเพิ่มขึ้นของปริมาณบิทคอยน์บน Exchange อาจเป็นสัญญาณเริ่มต้นของแรงขายทำกำไรระลอกใหม่
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ในตลาดยังคงมีมุมมองที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน
ด้านไมเคิล ฟาน เดอ ป็อปเป ผู้ก่อตั้ง MN Trading Capital มองว่า เขาจะไม่แปลกใจหากบิทคอยน์ย้อนลงไปทดสอบโซน 70,000-75,000 ดอลลาร์สหรัฐ ก่อนจะกลับเข้าสู่แนวโน้มขาขึ้นอีกครั้ง
ในอีกด้านหนึ่ง แมทธิว ไฮแลนด์ นักวิเคราะห์คริปโตชื่อดัง กลับประเมินว่า บิทคอยน์ยังมีโอกาสสูงที่จะทะยานขึ้นไปแตะระดับ 87,000-95,000 ดอลลาร์สหรัฐ ก่อนเข้าสู่เดือนมิถุนายน
ศึกระหว่าง “แรง FOMO” กับ “แรงขายทำกำไร”
สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในตลาดคริปโตเวลานี้ จึงไม่ใช่เพียงการต่อสู้ระหว่างฝั่งกระทิงและหมีเท่านั้น แต่เป็นสงครามระหว่าง “แรง FOMO” ของนักลงทุนรายย่อย กับ “แรงขายทำกำไร” ของผู้เล่นรายใหญ่ที่เริ่มมองเห็นโอกาสถอนกำไรจากตลาด
ประวัติศาสตร์ตลาดคริปโตพิสูจน์มาแล้วหลายครั้งว่า ช่วงเวลาที่นักลงทุนส่วนใหญ่เชื่อมั่นพร้อมกัน มักเป็นจุดที่ความผันผวนรุนแรงกำลังใกล้เข้ามา
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า “บิทคอยน์จะขึ้นต่อหรือไม่” แต่คือ “ตลาดจะสามารถรองรับความคาดหวังอันร้อนแรงของนักลงทุนได้อีกนานแค่ไหน”


