xs
xsm
sm
md
lg

Krungthai GLOBAL MARKETS เผยค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ที่ระดับ 32.25-เสี่ยงผันผวนอ่อนค่า-ติดตามการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่าน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้(7พ.ค.69)ที่ระดับ 32.25 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลงเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลง”
จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 32.20 บาทต่อดอลลาร์ และมองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32.05-32.45 บาท/ดอลลาร์ โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) พลิกกลับมาอ่อนค่าลงเล็กน้อย หลังจากที่แข็งค่าขึ้น “เร็ว แรง”จนเข้าใกล้โซนแนวรับสำคัญ 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ในช่วงราว 18.00 น.

(แกว่งตัวในกรอบ 32.03-32.30 บาทต่อดอลลาร์) ตามการตอบสนองของตลาดการเงินต่อทั้งแนวโน้มการเข้าแทรกแซงค่าเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) ที่หนุนให้เงินเยนญี่ปุ่น (JPY) มีจังหวะแข็งค่าขึ้นใกล้โซน 155 เยนต่อดอลลาร์ รวมถึงกระแสข่าว ทางการสหรัฐฯ กับอิหร่าน ใกล้บรรลุข้อตกลงหยุดยิง ซึ่งทำให้ในช่วงแรก ราคาน้ำมันดิบดิ่งลงหนักราว -10% ส่วนเงินดอลลาร์ ได้ทยอยอ่อนค่าลงต่อเนื่อง สอดคล้องกับการปรับตัวลดลงของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ หลังผู้เล่นในตลาดได้ปรับมุมมองใหม่ว่า หากทั้งสองฝ่ายบรรลุข้อตกลงหยุดยิงได้จริง อาจทำให้ FED มีโอกาสลดดอกเบี้ยได้ในปีนี้ นอกจากนี้ ภาพดังกล่าวยังหนุนให้ ราคาทองคำ (XAUUSD) พุ่งสูงขึ้นทดสอบโซน 4,700 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ก่อนที่ผู้เล่นในตลาดจะปรับลดความคาดหวังต่อการบรรลุข้อตกลงหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านลงบ้าง จากท่าทีของทางฝั่งอิหร่านที่ยังมีความไม่แน่นอน ขณะเดียวกัน ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยังได้ขู่เพิ่มเติมว่า หากอิหร่านไม่ยอมรับข้อตกลง อาจนำไปสู่การโจมตีอิหร่านที่รุนแรงมากยิ่งขึ้น ส่งผลให้ ราคาน้ำมันดิบ เงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ พลิกกลับมาทยอยปรับตัวสูงขึ้น (ส่วนผู้เล่นในตลาดได้กลับมาเชื่อว่า FED อาจคงดอกเบี้ยในปีนี้) ส่วนราคาทองคำได้ย่อตัวลงบ้าง และทำให้เงินบาทพลิกกลับมาอ่อนค่าลงเช่นกัน

สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ อย่าง Challenger Job Cuts ในเดือนเมษายน รวมถึง รายงานยอดผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงาน (Jobless Claims) พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม อัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ที่จัดทำโดย New York FED รวมถึง ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED ท่ามกลางกระแสข่าวสหรัฐฯ กับอิหร่าน มีโอกาสบรรลุข้อตกลงหยุดยิงได้ โดยบรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ที่ยังมีความไม่แน่นอนอยู่สูง โดยเฉพาะแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงรอบที่ 2 ระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน พร้อมทั้งรอลุ้น รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน

สำหรับ แนวโน้มของค่าเงินบาท (USDTHB) การเคลื่อนไหวของเงินบาทที่ผันผวนสูงในช่วงนี้ ได้ย้ำมุมมองเดิมของเราว่า เงินบาทยังคงเสี่ยงเผชิญ Two-way risk ในช่วงระยะสั้น ขึ้นกับ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนอยู่สูง ทำให้เงินบาทอาจผันผวนในกรอบ Sideways ที่กว้างได้ ทำให้ ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะกลยุทธ์ Options ที่จะช่วยเสริมประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากค่าเงินได้เป็นอย่างดีในสภาวะที่ตลาดเผชิญความไม่แน่นอนสูง

เรามองว่า การแข็งค่าขึ้นของเงินบาทอาจเริ่มจำกัดลงได้ โดยการแข็งค่าขึ้นของเงินบาทอาจถูกจำกัดไว้แถวโซนแนวรับสำคัญ 32.00 บาทต่อดอลลาร์ หลังผู้เล่นในตลาดได้ตอบรับความคาดหวังต่อแนวโน้มการบรรลุข้อตกลงหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ไปบ้างแล้ว ขณะเดียวกัน ทางการญี่ปุ่นอาจไม่ได้เข้าแทรกแซงค่าเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) เพิ่มเติม ในช่วงนี้ ซึ่งจะช่วยชะลอการอ่อนค่าลงของเงินดอลลาร์ ขณะเดียวกัน เงินดอลลาร์อาจยังพอได้อานิสงส์จากภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ตราบใดที่ รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียนสหรัฐฯ ยังคงออกมาสดใสและดีกว่าคาด ทำให้ เรามีความกังวลว่า เงินบาทอาจเสี่ยงผันผวนอ่อนค่าลงได้พอสมควร หากการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ยังคงมีความไม่แน่นอนสูง หรือสถานการณ์ในตะวันออกกลางเสี่ยงทวีความรุนแรงมากขึ้น ทำให้ผู้เล่นในตลาดกลับมากังวลต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลางอีกครั้ง ซึ่งควรจะเห็น การปรับตัวขึ้นเร็ว แรง ของราคาน้ำมันดิบ ส่งผลให้ เงินดอลลาร์อาจปรับตัวขึ้นพร้อมกับ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ (สอดคล้องกับการทยอยปรับเพิ่มความคาดหวังต่อแนวโน้มการใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดมากขึ้นของบรรดาธนาคารกลาง โดยเฉพาะ FED) ส่วนราคาทองคำเสี่ยงปรับตัวลง กดดันให้ เงินบาทเสี่ยงอ่อนค่าทดสอบโซนแนวต้าน 32.50 บาทต่อดอลลาร์ (แนวต้านถัดไป 32.75-32.85 บาทต่อดอลลาร์)

นอกจากนี้ เงินบาทยังคงเผชิญแรงกดดันด้านอ่อนค่าบ้าง จากโฟลว์ธุรกรรมจ่ายเงินปันผลให้กับบรรดานักลงทุนต่างชาติ ซึ่งยังคงดำเนินอยู่ตลอดเดือนพฤษภาคม (แต่โฟลว์ธุรกรรมจ่ายเงินปันผลอาจทยอยลดลง หลังจบสัปดาห์นี้) กอปรกับ บรรดานักลงทุนต่างชาติอาจยังไม่เร่งรีบกลับเข้าซื้อสินทรัพย์ไทยมากนัก จนกว่าจะเห็นความชัดเจนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง