xs
xsm
sm
md
lg

"เอกนิติ" หวัง GDP ขยับเพิ่ม 0.8% จากผลพวงกู้เงินกระตุ้น ศก. ชง "คนละครึ่ง พลัส" เข้าครม. 19 พ.ค.นี้

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง เปิดเผยว่า สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ได้ทำแบบจำลองจากการออก พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงาน และสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. ... วงเงินไม่เกิน 4 แสนล้านบาท ซึ่งคาดว่าเม็ดเงินทั้งหมด จะช่วยกระตุ้นให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวเพิ่มขึ้นอีก 0.8%

ขณะที่อัตราเงินเฟ้อในปี 2570 คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 1.5% แต่ยืนยันว่าเป้าหมายหลักของการกู้เงินครั้งนี้ ไม่ได้มุ่งเน้นที่เรื่องการกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่เป็นการช่วยเหลือเยียวยา และบรรเทาภาระของประชาชน ผู้ประกอบการ SMEs จากวิกฤตพลังงานที่กำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้

สำหรับขั้นตอนต่อไป จะต้องเสนอร่าง พ.ร.ก.กู้เงินฯ ขึ้นทูลเกล้า เพื่อประกาศลงในราชกิจจานุเบกษา และหลังจากนั้น จะต้องบรรจุร่าง พ.ร.ก.กู้เงินฯ 4 แสนล้านบาทไว้ในแผนก่อหนี้ปีงบประมาณ 2569 เพื่อเสนอให้คณะกรรมการนโยบายและกำกับการบริหารหนี้สาธารณะ (คนน.) พิจารณา หลังจากนั้นจะมีเสนอแผนการก่อหนี้ใหม่ให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาภายในวันที่ 12 พ.ค.69 และในวันที่ 14 พ.ค.69 จะเสนอร่าง พ.ร.ก. กู้เงินฯ ให้ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรพิจารณา และวันที่ 18 พ.ค. จะเสนอให้ประชุมวุฒิสภาเป็นขั้นตอนต่อไป

"รัฐบาลจำเป็นต้องดำเนินการเรื่องนี้ทันที เพราะได้มีการพิจารณางบประมาณทุกวิถีทางแล้ว ทั้งงบประมาณปี 2569 การโอนงบประมาณ ซึ่งคาดว่าจะได้ไม่ถึง 50,000 ล้านบาท ขณะที่งบกลางมีเหลือราว 20,000 ล้านบาท ส่วนงบประมาณปี 2570 จะต้องรออีก 5 เดือน ถ้าต้องรอขนาดนั้น สิ่งที่จะเกิดขึ้นกับประชาชน เกษตรกร ผู้ประกอบการ จะถูกกระทบอย่างหนัก ซึ่งจะนำไปสู่กำลังซื้อหดตัว ธุรกิจปิดตัว คนตกงาน รัฐบาลปล่อยให้เหตุการณ์แบบนั้นเกิดขึ้นไม่ได้" รองนายกฯ และรมว.คลัง ระบุ

พร้อมย้ำว่า การกู้เงินครั้งนี้ ยังไม่ต้องมีการขยายเพดานหนี้สาธารณะ จากปัจจุบันอยู่ที่ 70% ของ GDP เนื่องจากได้ประเมินแล้วว่าแม้จะมีการกู้เงินตามร่าง พ.ร.ก.กู้เงินฯ วงเงิน 4 แสนล้านบาท และการกู้เงินตามแผนในปีงบประมาณ 2570 แล้ว สัดส่วนหนี้สาธารณะของไทยจะขยับขึ้นไปสูงสุดที่ 69% ของ GDP ในปีงบประมาณ 2571 และหลังจากนั้น หนี้สาธารณะจะค่อยทยอยปรับลดลงมา

คาดชง "คนละครึ่ง พลัส" เข้าครม. 19 พ.ค.นี้
นายเอกนิติ คาดว่าในการประชุม ครม. วันที่ 19 พ.ค.นี้ จะสามารถเสนอให้มีการพิจารณาโครงการ "ไทยช่วยไทย พลัส" ซึ่งจะครอบคลุมโครงการ "คนละครึ่ง พลัส" และโครงการเติมเงินผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐได้ โดยแหล่งเงินที่จะนำมาใช้ในโครงการดังกล่าว ประกอบด้วย เงินกู้ (หากโครงการเป็นไปตามวัตถุประสงค์), งบกลางบางส่วน และเม็ดเงินจาก พ.ร.บ.โอนงบประมาณ ซึ่งทั้งหมดจะต้องผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้เงินกู้ ซึ่งมีปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธาน

ทั้งนี้ ขอยืนยันว่า วันที่ 1 มิ.ย.นี้ ประชาชนจะสามารถใช้สิทธิ์ในโครงการคนละครึ่งพลัสได้ตามที่นายกรัฐมนตรีประกาศไว้อย่างแน่นอน

ด้านนายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง คาดว่า สัปดาห์หน้า ส่วนราชการน่าจะเริ่มทยอยส่งคำขอใช้เงินตาม พ.ร.ก.กู้เงินเข้ามาให้พิจารณา หลังจากนั้นจะสามารถส่งเรื่องให้ ครม. พิจารณาได้อย่างเร็วตั้งแต่วันที่ 19 พ.ค. หรืออย่างช้า 26 พ.ค.69 เป็นต้นไป และยืนยันว่าแม้จะมีการกู้เงิน 4 แสนล้านบาท แต่เพดานหนี้สาธารณะจะไม่เกิน 70% ของ GDP ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2570-2573 อย่างแน่นอน

อีกทั้งจากสถานการณ์ปัจจุบัน ยังไม่จำเป็นต้องขยายแผนการคลังระยะปานกลาง (Medium-Term Fiscal Framework : MTFF) แต่หากระหว่างทางมีเหตุการณ์ที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ ก็พร้อมที่จะมีการทบทวน MTFF ได้

นางจินดารัตน์ วิริยะทวีกุล ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) กล่าวว่า หลังจากเสนอแผนการก่อหนี้ใหม่ให้ ครม. พิจารณาแล้ว และร่าง พ.ร.ก. กู้เงินฯ ผ่านความเห็นชอบจากสภาทั้งหมดเรียบร้อยแล้ว ครม. จะเริ่มพิจารณาอนุมัติโครงการตามที่คณะกรรมการกลั่นกรองฯ พิจารณาไว้ และคาดว่าจะสามารถเริ่มกู้เงินได้ตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย.69 เป็นต้นไป โดยจะเป็นการกู้เงินในประเทศเป็นหลัก ซึ่งจะทยอยกู้ตามความจำเป็นใช้จริง และเป็นการกู้ระยะสั้น