xs
xsm
sm
md
lg

อุตสาหกรรมคริปโตเกาหลีใต้ค้านกฎฟอกเงินใหม่ หวั่นทำระบบเทรดโกลาหล

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



กลุ่มอุตสาหกรรมคริปโตเกาหลีใต้ออกโรงเตือนทางการถึงร่างแก้ไขกฎหมายป้องกันการฟอกเงิน (AML) ฉบับใหม่ที่เข้มงวดเกินเบอร์ อาจสร้างความโกลาหลครั้งใหญ่ให้กับระบบปฏิบัติการของกระดานเทรด หลังเล็งบังคับให้รายงานธุรกรรมโอนเงินข้ามประเทศที่เกิน 10 ล้านวอนทุกรายการเป็นธุรกรรมต้องสงสัย กลุ่ม DAXA ชี้ชัดมาตรการนี้จะดันยอดรายงานพุ่งกระฉูดถึง 85 เท่า ทะลุ 5.4 ล้านรายการต่อปี จนไม่สามารถปฏิบัติได้จริง ปรากฏการณ์นี้สะท้อนรอยร้าวที่ลึกขึ้นระหว่างความพยายามคุมเข้มของรัฐ กับผู้ประกอบการที่กำลังเผชิญหน้าต่อสู้ในชั้นศาล เพื่อปกป้องธุรกิจจากบทลงโทษที่เกินกว่าเหตุ

อุตสาหกรรมคริปโตของเกาหลีใต้กำลังเผชิญกับคลื่นลมมรสุมลูกใหญ่ โดยมีรายงานว่าผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลได้ส่งสัญญาณเตือนอย่างจริงจังถึงร่างแก้ไขกฎระเบียบว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หรือ AML ที่อาจนำไปสู่ความสับสนวุ่นวายในเชิงปฏิบัติการอย่างรุนแรง เนื่องจากทางการเตรียมบังคับใช้มาตรการที่กำหนดให้ผู้ให้บริการสินทรัพย์เสมือน (VASPs) ต้องรายงานทุกธุรกรรมที่มีการโอนสินทรัพย์ดิจิทัลที่เชื่อมโยงกับต่างประเทศ ซึ่งมีมูลค่าตั้งแต่ 10 ล้านวอน (ประมาณ 6,800 ดอลลาร์สหรัฐ) ขึ้นไป ว่าเป็นธุรกรรมที่มีเหตุอันควรสงสัยแบบเหมารวม

รายงานจากสำนักข่าว Yonhap เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา เปิดเผยว่า กลุ่มพันธมิตรศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล หรือ DAXA ซึ่งเป็นองค์กรตัวแทนของกระดานเทรดในเกาหลีใต้ ได้ยื่นเอกสารแสดงความคิดเห็นคัดค้านต่อร่างการแก้ไขพระราชกฤษฎีกาบังคับใช้พระราชบัญญัติข้อมูลทางการเงินเฉพาะ และกฎระเบียบการกำกับดูแลที่เกี่ยวข้อง โดยข้อเสนอแนะดังกล่าวเป็นมติสะท้อนมุมมองของผู้ให้บริการสินทรัพย์เสมือนที่จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายรวมทั้งสิ้น 27 แห่ง ซึ่งครอบคลุมถึง 5 ยักษ์ใหญ่ของวงการอย่าง Upbit, Bithumb, Coinone, Korbit และ Gopax

กลุ่ม DAXA ชี้ให้เห็นถึงผลกระทบที่อาจก่อให้เกิดหายนะทางระบบการทำงาน โดยประเมินว่าข้อเสนอดังกล่าวจะทำให้ยอดการรายงานธุรกรรมต้องสงสัยจากกระดานเทรดชั้นนำ 5 แห่ง พุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดดถึง 85 เท่า จากเดิมที่มีประมาณ 63,000 รายการในปีที่ผ่านมา ทะยานขึ้นสู่ระดับมากกว่า 5.4 ล้านรายการต่อปี ซึ่งจะส่งผลให้การปฏิบัติตามกฎหมายกลายเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลยในทางปฏิบัติ ยิ่งไปกว่านั้น ทางกลุ่มยังได้แสดงจุดยืนคัดค้านข้อเสนอที่บังคับให้ต้องตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลลูกค้าอย่างเข้มงวด โดยให้เหตุผลเชิงหลักการว่า กฎหมายลำดับรองกำลังสร้างภาระผูกพันเพิ่มเติมที่ไม่ได้บัญญัติไว้อย่างชัดเจนในกฎหมายแม่บท

แรงกระเพื่อมของการต่อต้านครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความตึงเครียดที่ทวีความรุนแรงขึ้นระหว่างความพยายามของทางการเกาหลีใต้ ในการยกระดับการกำกับดูแลและสกัดกั้นการฟอกเงินในตลาดคริปโต กับข้อกังวลอย่างหนักของภาคอุตสาหกรรมที่มองว่า กฎเกณฑ์ด้านการปฏิบัติตามกฎหมายกำลังถูกขยายขอบเขตออกไปเกินกว่าศักยภาพที่กระดานเทรดจะสามารถประมวลผลได้อย่างสมเหตุสมผล

ทั้งนี้ คณะกรรมการบริการทางการเงิน (FSC) และหน่วยข่าวกรองทางการเงิน (FIU) ได้เสนอการแก้ไขกฎหมายดังกล่าวเมื่อวันที่ 30 มีนาคมที่ผ่านมา โดยเปิดรับฟังความคิดเห็นสาธารณะไปจนถึงวันที่ 11 พฤษภาคม ภายใต้ร่างข้อเสนอนี้ ผู้ให้บริการในประเทศที่ทำธุรกรรมโอนสินทรัพย์ดิจิทัลกับผู้ให้บริการในต่างประเทศ จะต้องรายงานธุรกรรมที่มียอดตั้งแต่ 10 ล้านวอนขึ้นไปว่าเป็นธุรกรรมต้องสงสัย โดยไม่ต้องพิจารณาถึงระดับความเสี่ยง คาดการณ์ว่ากฎระเบียบเหล่านี้จะถูกสรุปและบังคับใช้ในช่วงเดือนกรกฎาคม ภายหลังกระบวนการทบทวนทางกฎหมายและการกำกับดูแลเสร็จสิ้น

ขณะที่แรงต้านจากภาคอุตสาหกรรมเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ละเอียดอ่อน เมื่อกระดานเทรดชั้นนำของเกาหลีใต้หลายแห่งกำลังเปิดศึกท้าทายอำนาจรัฐ ผ่านการยื่นฟ้องต่อศาลเพื่อขอเพิกถอนบทลงโทษที่เกี่ยวข้องกับกฎหมาย AML ซึ่งกำหนดโดยหน่วยข่าวกรองทางการเงิน (FIU)

เมื่อวันที่ 9 เมษายน บริษัท Dunamu ผู้บริหารจัดการกระดานเทรด Upbit เพิ่งคว้าชัยชนะในการพิจารณาคดีศาลชั้นต้น ซึ่งมีคำพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งพักใบอนุญาตประกอบธุรกิจบางส่วนเป็นเวลา 3 เดือน อันเนื่องมาจากข้อกล่าวหาเรื่องการละเมิดกระบวนการตรวจสอบเพื่อทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับลูกค้า และการทำธุรกรรมกับผู้ให้บริการสินทรัพย์เสมือนต่างชาติที่ไม่ได้จดทะเบียน อย่างไรก็ดี สำนักข่าว Yonhap รายงานว่า ทางการได้ยื่นอุทธรณ์คำตัดสินดังกล่าวไปเมื่อวันที่ 30 เมษายนที่ผ่านมา

ในขณะเดียวกัน เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา กระดานเทรดคริปโตอย่าง Bithumb ก็ได้รับความคุ้มครองจากศาลเช่นกัน หลังศาลปกครองโซลมีคำสั่งทุเลาการบังคับใช้บทลงโทษสั่งพักการประกอบธุรกิจบางส่วนเป็นเวลา 6 เดือน ไปจนกว่าคดีหลักจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด บทลงโทษดังกล่าวถูกกำหนดโดย FIU ภายหลังการตรวจสอบพบข้อกล่าวหาการละเมิดพระราชบัญญัติข้อมูลทางการเงินของเกาหลีใต้ ซึ่งรวมถึงความบกพร่องที่เกี่ยวเนื่องกับการทำธุรกรรมกับผู้ให้บริการที่ไม่ได้จดทะเบียน

ทางด้าน Coinone ซึ่งเผชิญกับบทลงโทษพักการประกอบธุรกิจบางส่วนเป็นเวลา 3 เดือน พร้อมกับค่าปรับมหาศาลถึง 5.2 พันล้านวอน จากข้อกล่าวหาความล้มเหลวในการปฏิบัติตามกฎหมาย AML ก็ได้รับการบรรเทาโทษชั่วคราวเช่นกัน หลังจากเดินหน้าต่อสู้ทางกฎหมายเพื่อคัดค้านมาตรการลงโทษดังกล่าว โดยรายงานข่าวในพื้นที่ระบุว่า คดีของ Coinone มีความเชื่อมโยงกับปัญหาการยืนยันตัวตนลูกค้าและการทำธุรกรรมกับผู้ให้บริการสินทรัพย์เสมือนต่างชาติที่ไม่ได้จดทะเบียนเช่นเดียวกัน