นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้(29เม.ย.69)ที่ระดับ 32.48 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลง”จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 32.52 บาทต่อดอลลาร์ และมองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32.30-32.75 บาท/ดอลลาร์ โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) เคลื่อนไหวไร้ทิศทางที่ชัดเจนในกรอบ Sideways แถวโซน 32.50 บาทต่อดอลลาร์ (แกว่งตัวในกรอบ 32.47-32.57 บาทต่อดอลลาร์) หลังผู้เล่นในตลาดต่างรอลุ้น ผลการประชุมของบรรดาธนาคารกลางหลัก โดยเฉพาะ FED (ที่จะรับรู้ในช่วงเช้าตรู่ของวันพฤหัสบดีนี้ ตามเวลาประเทศไทย) รวมถึงรายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน ทำให้ผู้เล่นในตลาดต่างยังไม่รีบปรับสถานะถือครองสินทรัพย์อย่างมีนัยสำคัญ
สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่ ผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินของ FED (FOMC) ที่จะทยอยรับรู้ในช่วงราว 1.00 น. ของเช้าวันพฤหัสฯ นี้ ตามเวลาประเทศไทย โดยเรามองว่า FED อาจเลือก “คงดอกเบี้ย” ที่ระดับ 3.50%-3.75% ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่อาจหนุนให้เงินเฟ้อสหรัฐฯ เร่งตัวสูงขึ้น ขณะเดียวกัน ตลาดแรงงานสหรัฐฯ แม้จะชะลอตัวลงบ้าง แต่ยังไม่ได้ชะลอตัวลงหนัก ทำให้ บรรดาเจ้าหน้าที่ FED ส่วนใหญ่ เลือกคงดอกเบี้ยนโยบาย เพื่อเปิดกว้างแนวทางในการดำเนินนโยบายตามการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์ใอนาตให้เหมาะสม อนึ่ง บรรดาผู้เล่นในตลาดมองว่า FED มีโอกาสเพียง 24% ที่จะลดดอกเบี้ย 1 ครั้ง ในปีนี้ แต่มีโอกาส 110% ที่จะลดดอกเบี้ย 1 ครั้ง ในปี 2027 สะท้อนมุมมองของผู้เล่นในตลาดที่ยังคงคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ FED อยู่
ส่วนในฝั่งไทย ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น ผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) โดยเราประเมินว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) อาจมีมติเป็นเอกฉันท์ “คงดอกเบี้ย” นโยบายที่ระดับ 1.00% เพื่อประคับประคองเศรษฐกิจไทย ท่ามกลางผลกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ทว่า ผู้เล่นในตลาดประเมินว่า กนง. มีโอกาส 47% ที่จะขึ้นดอกเบี้ย 1 ครั้ง ในปีนี้ และมีโอกาสขึ้นดอกเบี้ย 1-2 ครั้ง ในปี 2027
และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ที่ยังมีความไม่แน่นอนอยู่สูง โดยเฉพาะแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงรอบที่ 2 ระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน พร้อมทั้งรอลุ้น รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน
สำหรับ แนวโน้มของค่าเงินบาท (USDTHB) เราคงมุมมองเดิมว่า เงินบาทยังคงเสี่ยงเผชิญ Two-way risk ในช่วงระยะสั้น ขึ้นกับ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนอยู่สูง ทำให้เงินบาทอาจผันผวนในกรอบ Sideways ที่กว้างได้
เรามองว่า ผู้เล่นในตลาดควรระวังความผันผวนในช่วงตลาดทยอยรับรู้ ผลการประชุม FOMC ของ FED รวมถึง รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน อย่าง บรรดาหุ้นเทคฯ ใหญ่ สหรัฐฯ ที่อาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อการเคลื่อนไหวของเงินดอลลาร์ ส่วนผลการประชุม กนง. ของไทย อาจพอช่วยหนุนเงินบาทได้บ้าง ในกรณีที่ กนง. ย้ำจุดยืนคงดอกเบี้ยนโยบาย หรืออาจมีการส่งสัญญาณพร้อมลดดอกเบี้ยเพิ่มเติม เพื่อช่วยประคับประคองเศรษฐกิจ ซึ่งในภาพดังกล่าว อาจทำให้ผู้เล่นในตลาดทยอยปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ กนง. และอาจเริ่มเห็นการทยอยกลับเข้าซื้อบอนด์ไทยจากนักลงทุนต่างชาติ (และผู้เล่นในประเทศ) ได้


