นับตั้งแต่ช่วงสงกรานต์ ตลาดหุ้นเพิ่งจะฟื้นคืนสู่ความคึกคักสุดขีดเป็นวันแรก ในการซื้อขายวันที่ 27 เมษายนที่ผ่านมา โดยดัชนี ฯ พุ่งทะยานอย่างร้อนแรง จากแรงกระตุ้นหุ้นบริษัท เดลต้า อีเล็กโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ DELTA ซึ่งจะเป็นหัวหอกในการขับเคลื่อนแล้ว และยังมีแรงหนุนจากหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่เข้ามาอีกด้วย
ดัชนี ฯ หุ้นวิ่งขึ้นมาปิดที่ 1,479.13 จุด เพิ่มขึ้น 23.03 จุด โดยหลังจากเทศกาลสงกรานต์ หุ้นปรับฐานมาตลอด เนื่องจากนักลงทุนต่างชาติเทขาย และเพิ่งดีดกลับแรงเป็นครั้งแรก
DELTA ได้รับอานิสงส์จากหุ้นเทคโนโลยีในตลาดหุ้นแนสแด็ก ซึ่งประกาศผลประกอบการไตรมาสแรกปีนี้ออกมาดี ทำให้คาดหมายว่าผลประกอบการไตรมาสแรกของ DELTA จะเติบโตตาม จึงเกิดการไล่ซื้อหุ้นเพื่อดักเก็งกำไร จนราคาหุ้นพุ่งทะยานปิดที่ 310 บาท เพิ่มขึ้น 20 บาท
ส่วนกลุ่มธนาคารขนาดใหญ่ ได้รับการปรับมุมมองจากมูดี้ส์ อินเวสท์เมนท์ เซอร์วิส บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือชั้นนำของโลก โดยเดิมมีมุมมองในเชิงลบ ปรับสู่มุมมองเป็นเสถียรภาพ เช่นเดียวกับการปรับมุมมองประเทศไทยเป็นเสถียรภาพเมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา
การปรับตัวขึ้นแรงของ DELTA และการที่ธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่มีข่าวดีจากมูดี้ส์ กระตุ้นให้ราคาปรับตัวขึ้น จนเป็นปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนการฟื้นของดัชนีฯ
อย่างไรก็ตาม แม้ดัชนี ฯ จะพุ่งแรง แต่ไม่นับเป็นสัญญาณของการปรับตัวสู่ขาขึ้นของตลาดหุ้น เพราะยังมีสถานการณ์สงครามตะวันออกกลางที่ไม่แน่นอนเป็นตัวกดดันอยู่ และการเทขายของนักลงทุนต่างชาติ โดยทั้งสองปัจจัยต้องจับตาความเคลื่อนไหววันต่อวัน
ดังนั้นจึงไม่ง่ายที่ดัชนี ฯ จะตีฝ่าขึ้นไปยืนเหนือ 1,500 จุดได้ เพราะหุ้นกลุ่มธนาคารขนาดใหญ่ปรับตัวขึ้นซึมซับข่าวดีของมูดี้ส์ไปแล้ว ขณะที่หุ้น DELTA จะต้องรอลุ้นผลประกอบการที่จะประกาศในวันที่ 28 เมษายนนี้ ซึ่งแม้นักวิเคราะห์โบรกเกอร์ทุกสำนักจะคาดหมายว่าไตรมาสแรกกำไรยังเติบโตต่อเนื่อง แต่ถ้าเติบโตต่ำกว่าความคาดหมาย หุ้นอาจถูกเทขาย และฉุดให้ดัชนี ฯ ร่วงลงตาม
ส่วนมาตรการกำกับการซื้อขายหุ้น DELTA ที่จะสิ้นสุดการบังคับใช้ในวันที่ 30 เมษายนนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ อาจขยายเวลามาตรการกำกับการซื้อขายต่อไปอีก เพราะราคาหุ้นยังเคลื่อนไหวร้อนแรง สวนกับปัจจัยพื้นฐาน โดยเฉพาะค่าพี/อี เรโชที่พุ่งเกิน 150 เท่า
ในระยะสั้น แนวโน้มตลาดยังมีเสี่ยงที่จะเกิดความผันผวน เพราะสงครามยังไม่จบ และไม่มีข่าวดีชี้นำ การดีดตัวแรงเมื่อวันจันทร์ไม่ได้เกิดจากสถานการณ์แวดล้อมเปลี่ยน แต่เป็นเพราะหุ้นขนาดใหญ่ นำโดยหุ้น DELTA และหุ้นแบงก์ใหญ่เป็นตัวดึงขึ้นเท่านั้น
นักลงทุนควรชิงโอกาสระบายหุ้นออก ลดความเสี่ยงในจังหวะที่หุ้นขึ้น โดยเฉพาะเมื่อวันพุธที่ผ่านมา เพราะภาวะตลาดพร้อมพลิกผันได้ในแต่ละวัน ยิ่งดัชนีฯ ดีดตัวแรง ถ้าเกิดการปรับฐาน หากไม่มีข่าวดีเข้ามาหนุนต่อ ดัชนี ฯ อาจทรุดหนักลงมาใหม่ โดยเฉพาะหากผลประกอบการหุ้น DELTA ไม่เป็นไปดั่งใจหวัง แรงขายอาจทะลักเข้าใส่หุ้นพี่ใหญ่ และทำให้ดัชนีฯ ปักหัวลง
ความเคลื่อนไหวที่ต้องเฝ้าจับตาวันต่อวัน นอกเหนือจากสงครามตะวันออกกลางและการซื้อขายของนักลงทุนต่างชาติแล้ว ยังต้องเฝ้าลุ้นระทึกผลประกอบการ DELTA ด้วย เพราะล้วนเป็นปัจจัยที่จะกำหนดทิศทางตลาด
ขณะที่สัญญาณข่าวดีชิ้นใหญ่กระตุ้นให้หุ้นวิ่งยาว ๆ ยังไม่มี นักลงทุนจึงยังไม่ควรทุ่มน้ำหนักการลงทุน หลีกเลี่ยงการช้อนเก็บหุ้นเพิ่ม แต่ให้น้ำหนักกับการหาจังหวะทำกำไรระยะสั้นไปก่อน
DELTA ลากดัชนีฯ มาไกลมาก แต่อิทธิฤทธิ์ของหุ้นตัวเขื่องในกลุ่มชิ้นส่วนอีเล็กโทรนิคส์น่าจะใกล้หมดเต็มทีแล้ว เพราะแม้ประกาศผลกำไรไตรมาสแรกออกมาดีตามความคาดหมาย แต่ราคาระดับนี้ไม่จูงใจให้ซื้อแล้ว และถ้าราคาขยับขึ้นต่อ จะกระตุ้นการเทขายทำกำไร ซึ่งทำให้ภาพรวมตลาดหุ้นแปรปรวนได้
เป้า 1,500 จุดอยู่เพียงแค่เอื้อม แต่รอบนี้คงไปไม่ต่ออีกไกล และไม่ถึงเป้าที่ฝันกันไว้ เพราะปัจจัยที่ครอบงำตลาดหุ้นยังไม่เปลี่ยน จึงต้องลงทุนอย่างระมัดระวัง หรือยืนคุมเชิงดูเหตุการณ์ต่อไปเท่านั้น
หรืออย่างน้อยก็ควรรอดูผลงานของหุ้นพี่เบิ้ม DELTA ว่าผลประกอบการไตรมาสแรกจะออกมางดงามขนาดไหน และจะถึงธงนำหุ้นไปต่อหรือทุบดัชนีฯ ถอยหลังกลับลงมาอีกครั้ง


