เมื่อการโยกย้ายบริษัทลูกของ“ซีพี ออลล์” เป็นแค่ขั้นตอนตามระเรียบ ภาพรวมกลายเป็นแค่ปัจจัยกดดันระยะสั้น ฐานะการเงินยังแข็งแกร่ง นักวิเคราะห์แนะมองข้ามความผันผวน เพื่อหาจังหวะรับการบริโภคภายในประเทศที่ฟื้นตัว และการรุกตลาดออนไลน์ และขยายสาขาในต่างประเทศ ที่เริ่มส่งสัญญาณบวกที่ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ จนหนุนฐานกำไรระยะยาวมั่นคง
หลังมีข่าว บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) (CPALL) อาจต้องสละบริษัทลูก 3 บริษัทในเครือเข้าไปรวมกับธุรกิจการเงินของ Virtual Bank ของบริษัท เอซีเอ็ม โฮลดิ้ง จำกัด เครือซีพีนั้น แม้จะเป็นเพียงแนวคิดหรือแผนงานที่ยังไม่ชัดเจน แต่ราคาหุ้น CPALL ก็ลดลงอย่างมีนัยสำคัญแล้ว 5-6% จากราคาซื้อขายช่วงก่อนหยุดสงกรานต์ที่ประมาณ 47.00 บาท/หุ้น และล่าสุดปิดที่ 44.75 บาท/หุ้น สะท้อนว่าราคาหุ้นลดลงไปแล้วประมาณ 2.50 บาท หรือประมาณ 5.29%
การที่หุ้น CPALL ร่วงลงมาประมาณ 2.50 บาทต่อหุ้น ถือว่ารุนแรง เพราะ CPALL มีหุ้นจดทะเบียนทั้งหมดประมาณ 8,983 ล้านหุ้น นั่นหมายความว่ามูลค่าตลาด (Market Cap) หายไปประมาณ 20,212 ล้านบาท เพียงในช่วงเวลาไม่กี่วันหลังสงกรานต์ เหลืออยู่ที่ 4.01 แสนล้านบาท(24เม.ย.) จากช่วงก่อนสงกรานต์ที่ระดับ 4.22 แสนล้านบาท
การลดลงเกิน5% ของหุ้นระดับ Blue Chip ภายในเวลา 1 สัปดาห์ สะท้อนว่าตลาดกังวลอย่างหนัก ต่อความไม่ชัดเจนของธรรมาภิบาลและการปรับโครงสร้างธุรกิจ และหากความเชื่อมั่นยังไม่กลับมา หรือผลประกอบการไตรมาสแรกปี 2569 ออกมาไม่สวย จะยิ่งทำให้ราคามีดอกาสจะทดสอบแนวรับถัดไป
ศุภชัย”ยืนยันแค่ทำตามระเบียบธปท.
แต่แล้วท่าทางสถานการณ์วิตกต่อหุ้น CPALL น่าจะคลี่คลายลงได้สักที เมื่อ นายศุภชัย เจียรวนนท์ รองประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ และ ประธานกรรมการ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TRUE ออกมาแสดงความเห็นเกี่ยวกับกรรมการอิสระของ CPALL คัดค้านแผนรวมพอร์ต เคาน์เตอร์เซอร์วิส,ไทยสมาร์ทคาร์ด และ ซีพี แอ็กซ์ตร้า เข้าไปอยู่กลุ่มธุรกิจการเงินธนาคารพาณิชย์ของบริษัท เอซีเอ็ม โฮลดิ้ง จำกัด (เครือซีพี) ว่า เรื่องดังกล่าวเป็นไปตามเกณฑ์ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ซึ่งระบุว่า หากกลุ่มทุนใดจะขอใบอนุญาต Virtual Bank จะต้องนำบริษัทที่มีอำนาจควบคุม (Controlling Interest) มารวมอยู่ในโครงสร้างเดียวกัน
นายศุภชัย กล่าวเพิ่มเติมว่า ประเด็นดังกล่าวทำให้กรรมการอิสระได้แสดงความไม่เห็นด้วย เพราะเคาน์เตอร์เซอร์วิสมีโมเดลธุรกิจหลักที่เน้นการให้บริการชำระค่าสินค้าและบริการ (Retail) ซึ่งต้องดูแลธุรกรรมค่าน้ำ ค่าไฟ และบริการทางการเงินกับทุกธนาคาร ดังนั้นหากต้องไปรวมอยู่ใต้ Virtual Bank อาจทำให้ความสำคัญของธุรกิจเดิมลดลงและเกิดผลเสียต่อ CPALL เนื่องจากปัจจุบันเคาน์เตอร์เซอร์วิสทำหน้าที่เป็น "คนกลาง" ที่ดีลกับทุกธนาคาร หากกลายเป็นส่วนหนึ่งของธนาคารใดธนาคารหนึ่งโดยตรง อาจเกิดความขัดแย้งทางธุรกิจกับกลุ่มธนาคารพาณิชย์เดิมที่เป็นพันธมิตร
แต่ที่ต้องเดินหน้า นั้นเป็นไปตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กำหนดให้กลุ่มบริษัทดำเนินการตามขั้นตอนให้ถึงที่สุดเสียก่อนเพื่อให้เกิดความโปร่งใสในการดำเนินการ โดยในช่วงปลายเดือนพฤษภาคมนี้ จะมีการประชุมผู้ถือหุ้น CPALL ซึ่งทางกลุ่มจะดำเนินการที่ธปท.กำหนด แต่ถ้าผลโหวตผู้ถือหุ้นไม่เห็นด้วย ทางกลุ่มก็จะนำไปรายงานต่อธปท.ถึงความจำเป็น ขณะที่ธปท.นั้นก็จะยอมรับผลนั้นว่าเป็นการตัดสินใจของผู้ถือหุ้น จึงกล่าวได้ว่าเป็นไปตามกระบวนการและกฎระเบียบของธปท.เท่านั้น พร้อมมั่นใจว่า Virtual Bank ภายใต้ เอซีเอ็ม โฮลดิ้ง จะเปิดให้บริการได้ภายในกำหนดเดือนมิถุนายนนี้
เสียงเท่าใดจึงสำเร็จ?
สำหรับ CPALL มีมติให้กำหนดวันประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 1/2569 ในวันศุกร์ที่ 29 พฤษภาคม 2569 เวลา 14.00 น. เพื่อพิจารณาในหลักการว่าจะให้เคาน์เตอร์เซอร์วิส, ไทยสมาร์ทคาร์ด และ CPAXT เข้ามาอยู่ในกลุ่มธุรกิจทางการเงินฯ ของ Virtual Bank ของ ACMH ซึ่งเป็นบริษัทในกลุ่ม CPG หรือไม่ โดยต้องผ่านมติอนุมัติด้วยคะแนนไม่ต่ำกว่า 3 ใน 4 ของจำนวนเสียงทั้งหมดของผู้ถือหุ้นที่มาประชุมและมีสิทธิออกเสียงลงคะแนน โดยไม่นับคะแนนเสียงของผู้มีส่วนได้เสียในการพิจารณาวาระดังกล่าว ซึ่งผู้ถือหุ้นที่มีส่วนได้เสียที่ไม่มีสิทธิออกเสียงลงคะแนนในวาระนี้ มีสัดส่วนการถือหุ้นรวมกันร้อยละ 36.20
หลายฝ่ายชื่นชมกรรมการฯ
สำหรับการที่ กรรมการผู้ไม่มีส่วนได้เสียมีมติไม่เห็นด้วย การให้บริษัท เคาน์เตอร์เซอร์วิส จำกัด บริษัท ไทยสมาร์ทคาร์ด จำกัด และบมจ. ซีพี แอ็กซ์ตร้า (CPAXT) ซึ่ง 3 บริษัทย่อยของ CPALL โอนย้ายรวมเข้าไปอยู่ในกลุ่ม CP ซึ่งเป็นความเห็นสอดคล้องกับความเห็นของคณะกรรมการตรวจสอบของบริษัท ฯนั้น
มีรายงานว่า เพราะกรรมการฯเห็นว่า 3 บริษัทย่อยของ CPALL มีบทบาทสำคัญและเชื่อมโยงกับธุรกิจหลักของบริษัท ฯ อย่างใกล้ชิด โดยเป็นกลไกหลักในการเสริมสร้างศักยภาพการแข่งขัน สร้างรายได้ และสนับสนุนการเติบโตของร้านค้า เซเว่นอีเลฟเว่น ซึ่งหากถูกนำรวมเข้าอยู่ในกลุ่ม CP อาจก่อให้เกิดข้อจำกัดด้านความคล่องตัว ความซับซ้อนด้าน กฎเกณฑ์ เนื่องจากเข้าข่ายเป็นการทำรายการกับบุคคลที่เกี่ยวโยงกัน และอาจส่งผลกระทบต่อความเป็นกลางและความสัมพันธ์ทางธุรกิจ ความโปร่งใส ความเป็นอิสระการดำเนินธุรกิจ การบริหารความเสี่ยง และการคุ้มครองประโยชน์ของผู้ถือหุ้น
อย่างไรก็ตาม ตามปกติแล้ว กรรมการบริษัทจดทะเบียน มักจะเห็นชอบกับแผนที่ฝ่ายบริหารบริษัท ฯ หรือผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัทฯ เสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการ โดยลงมติอนุมัติโดยไม่แข็งขืน
แต่ในกรณีของ CPALL นั้นกรรมการ และคณะกรรมการตรวจสอบ กำลังสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ในตลาดทุนไทย ในการขวางข้อเสนอการโยก 3 บริษัทย่อย ซึ่งเป็นธุรกิจที่สร้างรายได้สำคัญให้ CPALL เพื่อรักษาผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้นรายย่อย ถือว่าช่วยให้ประชาชนผู้ลงทุน มีความเชื่อมั่นในธรรมาภิบาลบริษัทจดทะเบียนมากขึ้น ทำให้การตัดสินใจครั้งนี้ได้รับความชื่นชมจากหลายฝ่าย
ส่องศักยภาพCPALL
ข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์ระบุว่า ในปี 2568 CPALL มีสินทรัพย์รวม 9.82 แสนล้านบาท ขณะเดียวกันมีหนี้สินรวม 6.51 แสนล้านบาท แบ่งเป็นหนี้สินหมุนเวียน 2.5 แสนล้านบาท และหนี้สินไม่หมุนเวียน 4 แสนล้านบาท โดยหากเปรียบเทียบกับผลประกอบการปี 2567 พบว่า เพิ่มขึ้นทั้งสินทรัพย์รวมและหนี้สิน ซึ่งในปีนี้อยู่ที่ 9.44 แสนล้านบาท และ 6.24 แสนล้านบาทตามลำดับ
นอกจากนี้พบว่า CPALL มีหุ้นกู้รวม 2.87 แสนล้านบาท แบ่งเป็น ส่วนที่ถึงกำหนดชำระเกินกว่าหนึ่งปี 2.45 แสนล้านบาท และหุ้นกู้ส่วนที่ถึงกำหนดชำระภายในหนึ่งปี 4.18 หมื่นล้านบาท
ขณะที่รายได้รวมปี 2567 อยู่ที่ 9.87 แสนล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 2.53 หมื่นล้านบาท ต่อมาในปี 2568 บริษัทมีรายได้รวม 1.02 ล้านล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 2.82 หมื่นล้านบาท นั่นทำให้ตัวเลข ROA และ ROE ในปี 2568 ขยับมาอยู่ที่ 5.59% และ 21.29% จากปี 2567 ซึ่งอยู่ที่ 5.49% และ 21.31% ตามลำดับ
โดยในปี 2568 บริษัทมีอัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น 1.96 เท่า และอัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยต่อกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย 4.83 เท่า
ทริสประเมินการโยกย้ายCPALL
มีรายงานว่า ทริสเรทติ้ง มีความเห็นว่า ธุรกรรมที่เสนอโดย บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด (CPG) ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ เพื่อรวมบริษัทย่อย 3 แห่งของ CPALL เข้าไว้ในกลุ่มธุรกิจทางการเงินของธนาคารเสมือนของ บริษัท เอซีเอ็ม โฮลดิ้ง จำกัด (ACMH) จะไม่ส่งผลกระทบในทันทีต่ออันดับเครดิตของ CPALL
ทั้งนี้ CPALL ถือหุ้นทั้งหมดในบริษัทเคาน์เตอร์เซอร์วิสและบริษัทไทยสมาร์ทคาร์ด และถือหุ้น 60% ใน CPAXT อ้างอิงจากงบการเงินรวมของ CPALL ในปี 2568 โดยบริษัทย่อยทั้งสามแห่งดังกล่าวมีสัดส่วนประมาณ 60% ของสินทรัพย์รวม และประมาณ 50% ของรายได้รวม
ขณะเดียวกัน แม้ว่าคณะกรรมการบริษัทจะมีมติคัดค้านข้อเสนอ แต่ธุรกรรมนี้ยังคงต้องนำเสนอต่อที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นเพื่อพิจารณา ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นในวันที่ 29 พฤษภาคม 2569
ดังนั้น ในมุมมองของทริสเรทติ้ง การเปิดเผยข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับธุรกรรมที่เสนอยังคงมีอยู่อย่างจำกัด และความเป็นไปได้ในการดำเนินธุรกรรมดังกล่าวยังอยู่ในระดับต่ำ เนื่องจากจะต้องได้รับอนุมัติด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า 3 ใน 4 ของจำนวนเสียงทั้งหมดของผู้ถือหุ้นที่เข้าร่วมประชุมและมีสิทธิออกเสียง โดยไม่รวมเสียงของผู้ถือหุ้นที่มีส่วนได้เสีย
อย่างไรก็ดี หากธุรกรรมดังกล่าวได้รับการอนุมัติตามเกณฑ์ที่กำหนด ทริสเรทติ้งจะดำเนินการประเมินอันดับเครดิตของทั้ง CPALL และ CPAXT อย่างครอบคลุม โดยจะพิจารณาถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อกลยุทธ์ทางธุรกิจ ภาระผูกพันทางการเงิน โครงสร้างเงินทุน และการกำกับดูแลกิจการ รวมถึงการกำกับดูแลธุรกรรมระหว่างบุคคลที่เกี่ยวโยงกัน และการกำกับดูแลตามกฎเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง
มองข้ามความผันผวนเพื่อจังหวะ
บล. กสิกรไทย (KS) ประเมินว่า CPALL ยังคงเป็นหุ้นที่มีฐานรากแข็งแกร่งที่สุดในกลุ่มค้าปลีก โดยเฉพาะความสามารถในการสร้างกระแสเงินสดจากสาขา 7-Eleven กว่า 14,000 แห่งทั่วประเทศ แม้ในช่วงที่ผ่านมาตลาดจะมีความกังวลเรื่องการปรับโครงสร้างธุรกิจของเครือซีพี แต่ในเชิงพื้นฐานแล้วกำไรจากการดำเนินงานหลักยังคงเติบโตได้
อย่างต่อเนื่องตามการบริโภคภายในประเทศที่ฟื้นตัว สะท้อนให้เห็นว่าบริษัทมีเกราะป้องกันจากสภาวะเศรษฐกิจผันผวนได้ดีกว่าคู่แข่งในอุตสาหกรรมเดียวกัน
ประเด็นที่น่าสนใจคือ Valuation หรือการประเมินมูลค่าหุ้นในปัจจุบันที่ซื้อขายกันในระดับ P/E ที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตอย่างมาก ทำให้นี่คือจังหวะที่ Downside หรือโอกาสที่ราคาจะร่วงลงต่อนั้นมีอยู่อย่างจำกัด โดยปัจจัยลบต่างๆ ได้สะท้อนไปในราคาหุ้นหมดแล้ว ขณะที่โอกาสในการเติบโตจากการรุกตลาดออนไลน์ผ่าน All Online และการขยายสาขาไปยังประเทศเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชาและลาว เริ่มส่งสัญญาณบวกที่ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งจะเป็นตัวช่วยหนุนฐานกำไรในระยะยาวให้มีความมั่นคงมากขึ้น
ส่วนการคาดการณ์ในอนาคต กสิกรไทยยังคงให้น้ำหนักความเชื่อมั่นว่า CPALL จะสามารถบริหารจัดการต้นทุนทางการเงินได้ดียิ่งขึ้น หลังจากการรีไฟแนนซ์หนี้ในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งจะช่วยลดภาระดอกเบี้ยจ่ายและเพิ่มบรรทัดสุดท้ายของกำไรสุทธิได้อย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้นทิศทางของหุ้นในมุมมองของสถาบันนี้จึงยังคงเป็น "ขาขึ้น" ที่รอนักลงทุนเข้ามาสะสมเพื่อรับการฟื้นตัวที่ชัดเจนในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2569
ด้าน บล. พาย (Pi) วิเคราะห์ว่าปัจจัยขับเคลื่อนหลัก (Key Driver) ของ CPALL ในปีนี้ไม่ได้มาจากเพียงแค่การขายสินค้าอุปโภคบริโภคทั่วไป แต่มาจากภาคการท่องเที่ยวที่กลับมาคึกคักอย่างเต็มรูปแบบ โดยเฉพาะสาขาในพื้นที่ยุทธศาสตร์ เช่น แหล่งท่องเที่ยวสำคัญและสนามบิน ซึ่งมียอดขายต่อบิลสูงกว่าสาขาทั่วไปอย่างมาก
ทั้งนี้ นักวิเคราะห์มองว่าสัดส่วนรายได้จากนักท่องเที่ยวจะกลายเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้กำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin) ของบริษัทดีขึ้นอย่างก้าวกระโดดในปีนี้
นอกจากนี้ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐที่เน้นการเพิ่มเงินในกระเป๋าประชาชน ยังเป็นอานิสงส์โดยตรงต่อธุรกิจร้านสะดวกซื้อที่มีความถี่ในการเข้าใช้บริการสูง โดย บล. พาย คาดการณ์ว่ายอดขายจากสาขาเดิม (SSSG) จะรักษาระดับการเติบโตที่เป็นบวกได้อย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี 2569 ประกอบกับการจัดกิจกรรมทางการตลาดที่ตรงจุดและการใช้ Big Data จากฐานสมาชิก All Member มาวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภค ยิ่งช่วยให้บริษัทสามารถเพิ่มยอดขายผ่านการเสนอขายสินค้าแบบ Cross-selling ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ทำให้ ในเชิงกลยุทธ์การลงทุน บล. พาย มองว่าราคาหุ้น CPALL มีโอกาสที่จะ Re-rating ขึ้นไปได้อีกไกลหากสภาพคล่องในตลาดกลับมาสมบูรณ์ แม้ในระยะสั้นอาจจะมีแรงกดดันจากการปรับพอร์ตของนักลงทุนสถาบันบ้าง แต่หากพิจารณาจากอัตราการเติบโตของกำไรต่อหุ้น (EPS Growth) ที่ยังคงรักษามาตรฐานได้ดี นักวิเคราะห์จึงมองว่านี่คือหุ้น Growth Stock ที่ยังมีปันผลตอบแทนในระดับที่น่าพอใจสำหรับนักลงทุนที่เน้นคุณค่า
ขณะที่ บล. ฟินันเซีย ให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับประเด็นเรื่องการจัดตั้ง Virtual Bank ของกลุ่มผู้ถือหุ้นใหญ่ โดยวิเคราะห์ว่าแม้จะมีความกังวลเรื่องการโยกย้ายบริษัทย่อยอย่าง Counter Service ไปรองรับธุรกิจใหม่ แต่ในภาพรวมแล้ว CPALL ยังคงมีอำนาจต่อรองที่สูงมากในฐานะพันธมิตรหลัก
นักวิเคราะห์มองว่าการเปลี่ยนแปลงนี้อาจจะเป็นโอกาสในการเข้าถึงฐานข้อมูลลูกค้าที่กว้างขวางขึ้น และช่วยต่อยอดธุรกิจทางการเงินแบบดิจิทัลให้กับบริษัทในเครือได้ในอนาคต ซึ่งจะช่วยลดการพึ่งพารายได้จากขายสินค้าหน้าร้านเพียงอย่างเดียว
ขณะเดียวกัน ธุรกิจในเครืออย่าง CPAXT (แม็คโคร-โลตัส) เริ่มเห็นผลลัพธ์จากการควบรวมกิจการที่ชัดเจนขึ้น ทั้งในด้านการลดต้นทุนการบริหารจัดการและการเพิ่มช่องทางการจำหน่ายแบบ Omni-channel ฟินันเซียระบุว่าการ Synergy กันระหว่าง 7-Eleven และ CPAXT จะสร้างความได้เปรียบด้านต้นทุน (Economy of Scale) ที่ยากจะมีใครเลียนแบบได้ ทำให้ CPALL สามารถรักษาตำแหน่งผู้นำในตลาดค้าปลีกไทยได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด
ท้ายที่สุด ฟินันเซียประเมินว่าผลประกอบการในไตรมาสต่อๆ ไปจะได้รับแรงหนุนจากราคาพลังงานและค่าไฟฟ้าที่เริ่มทรงตัว ซึ่งเป็นต้นทุนคงที่หลักของร้านสะดวกซื้อ เมื่อต้นทุนส่วนนี้ลดลงประกอบกับยอดขายที่เพิ่มขึ้น จะส่งผลให้ Operating Leverage ทำงานได้อย่างเต็มที่และส่งผลดีต่อกำไรสุทธิในที่สุด นักวิเคราะห์จึงยังคงแนะนำให้ "ลงทุนเพิ่ม" โดยมองข้ามความผันผวนระยะสั้นจากประเด็นข่าวการปรับโครงสร้างธุรกิจไปสู่เป้าหมายการเติบโตที่ยั่งยืน


