รายงานข่าวจากธนาคารพาณิชย์ 11 แห่ง ได้แก่ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน)(KBANK),ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)(BBL),บริษัท เอสซีบีเอกซ์ จำกัด (มหาชน)(SCB),ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)(KTB),ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)(BAY),ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน)(TTB), บริษัท ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป จำกัด (มหาชน)(TISCO), ธนาคารเกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน)(KKP),ธนาคารไทยเครดิต จำกัด (มหาชน)(CREDIT), บริษัท แอล เอช ไฟแนนซ์เชียล กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)(LHFG) และธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด (มหาชน)(CIMBT)แจ้งผลการดำเนินประจำไตรมาส 1 ปี 2569 จำนวนรวมทั้งสิ้น 68,680 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 414 ล้านบาท จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ 68,266 ล้านบาท หรือคิดเป็น 0.61%
โดยธนาคารพาณิชย์ส่วนใหญ่ยังคงได้รับผลกระทบการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ตามการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)ตั้งแต่ปีก่อนจนถึงต้นปีนี้ ส่งผลให้ส่วนใหญ่ยังรายได้จากดอกเบี้ยยังคงลดลง หรือเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยในบางแห่ง ประกอบกับภาพรวมสินเชื่อของระบบยังหดตัวตามภาวะเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม ด้านคุณภาพหนี้ยังคงอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ โดยหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้(NPL)ค่อนข้างทรงตัวหรือเพิ่มขึ้น-ลดลงเพียงเล็กน้อย เนื่องมาจากธนาคารยังคงระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อ
**อัดสำรองฯเพิ่ม-ห่วงศก.ฟุบ-ผลสงครามฯซ้ำเติม**
พร้อมกันนั้น ธนาคารพาณิชย์ยังให้ความสำคัญกับการกันสำรองฯเพิ่มขึ้นในไตรมาสนี้ อันเนื่องมาจากแนวโน้มเศรษฐกิจที่แม้ว่าในไตรมาสแรกจะมีสัญญาณที่เริ่มดีขึ้น แต่เนื่องจากช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาได้เกิดเหตุความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่าน จนลุกลามสู่สงครามในภูมิภาคตะวันออก ซึ่งส่งผลให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกให้สูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และกระทบเป็นกว้างต่อเศรษฐกิจทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยที่จะกระทบทั้งในด้านของต้นทุนธุรกิจ และค่าครองชีพของประชาชน รวมไปถึงกลุ่มเปราะบางที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่หลังจากสถานการณ์โควิดฯ นอกจากนี้ ในอนาคตยังไม่มีความชัดเจนถึงจุดสิ้นสุดของความขัดแยังดังกล่าว จึงเห็นถึงสัญญาณในความเป็นห่วงของธนาคารในด้านของคุณภาพหนี้ผ่านการเพิ่มอัตราส่วนเงินสำรองต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพ(Coverage Ratio)ในไตรมาสนี้


