xs
xsm
sm
md
lg

ต่างชาติเชื่อมั่นหุ้นอาเซียน ไทย-มาเลย์-เวียดนามกอดคอโต

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



  ส่องภาพรวมตลาดหุ้นไทย แม้จะได้รับแรงกดดันจากสงครามในตะวันออกกลาง ยังได้รับความไว้วางใจจากต่างประเทศ ให้เป็นแหล่งปลอดภัยต่อเม็ดเงิน นำไปสู่การเข้าเก็บหุ้นใหญ่เพื่อป้องกันความเสี่ยง ด้วยความเชื่อได้รับความเสี่ยงจากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ในระดับต่ำ แถมราคาหุ้นและปันผลยังโดดเด่น ไม่เพียงเท่านี้ในอาเซียน ตลาดหุ้นเวียดนาม และมาเลเซีย ยังปรับตัวขึ้นจากเม็ดเงินต่างชาติไหลเข้าไม่แพ้ไทย จนเกิดปรากฏการณ์ตลาดหุ้นอาเซียนโตยกแผง ฟันด์โฟลว์ไม่หนีหาย 


เป็นที่เรื่องที่ชวนน่าแปลกใจ เมื่อเปิดสถิติตลาดหุ้นไทย (SET Index) นับตั้งแต่เข้าสู่ปี 2569 ตลาดหุ้นไทยกลายเป็นหนึ่งในเป้าหมายของเม็ดเงินลงทุนต่างชาติ (Fund Flow) ท่ามกลางความกังวลของนักลงทุนทั่วโลกต่อสงครามในตะวันออกกลาง ที่เกิดขึ้นจาก สหรัฐอเมริกาและอิสราเอล กับ อิหร่าน โดยดัชนีมีการขยับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องจากสิ้นปีก่อนหน้าไปแล้วร่วม 217 จุด หรือประมาณ 17% อีกทั้ง Set Index เคยสร้างจุดสูงสุดที่ระดับ 1,510 จุดในช่วงกลางเดือนเมษายน ก่อนจะเริ่มเผชิญแรงขายทำกำไร

ขณะที่วออลุ่มการซื้อขายเฉลี่ยรายเดือน พบว่า เดือนมีนาคม มีปริมาณการซื้อขายหนาแน่นสูงถึง 7.5 หมื่นล้านบาท ต่อวัน เติบโตต่อเนื่องจากกุมภาพันธ์ ซึ่งมีวอลุ่มซื้อขายเฉลี่ย 7.3 หมื่นล้านบาทต่อวัน หลังเดือนแรกของปีมีวอลุ่มซื้อขายเฉลี่ย 4.6 หมื่นล้านบาทต่อวัน ทำให้ทั้งไตรมาส1/69 มีวอลุ่มซื้อขายเฉลี่ย 6.5 หมื่นล้านบาท ขณะที่เมษายน เริ่มชะลอตัวลงเล็กน้อย โดยมีวอลุ่มเฉลี่ย 4.2 -4..5 หมื่นล้านบาทต่อวัน






 Fund Flow & War" ปัจจัยเปลี่ยนเกม

จากข้อมูลพบว่า แรงขับเคลื่อนหลักมาจากนักลงทุนต่างชาติที่เข้ามาถือครองหุ้นไทยเพิ่มขึ้นเป็น 37% เพิ่มขึ้นจากปี 2568 ที่อยู่ระดับ 30% โดยเฉพาะในช่วงเดือนมีนาคมที่มียอดซื้อสุทธิสูงสุดในรอบ 4 ปี โดยเน้นหนักไปที่หุ้นกลุ่มพลังงานอย่าง PTTEP ที่ได้อานิสงส์จากราคาน้ำมันดิบเบรนต์พุ่งแรง และหุ้นขนาดใหญ่อย่าง BBL รวมถึง DELTA ที่ยังคงเป็นขวัญใจสายเก็งกำไร

ส่วนปัจจัยที่จะช่วยผลักดันให้ Set Index ปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องได้อีก หลายฝ่ายให้น้ำหนักไปที่การประกาศผลประกอบการ Q1/2569 ของกลุ่มธนาคารและพลังงาน โดยหากออกมาดีกว่าที่ตลาดคาด ดัชนีมีโอกาสกลับไปทดสอบแนวต้านจิตวิทยาที่ 1,500 จุด อีกครั้ง

อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยสำคัญที่พร้อมจะฉุดให้ Set Index ปรับตัวลงมา นั่นคือ ความยืดเยื้อของสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่าน และการปิดช่องแคบฮอร์มุซที่อาจลากยาวถึง 6 เดือน เป็นปัจจัยลบที่อาจกดดันให้ดัชนีถอยลงไป






พอร์ต NVDR พลังงาน-แบงก์ ทะยาน

จากข้อมูล กระแสเงินทุนต่างชาติที่ไหลเข้าสู่ตลาดหุ้นไทยในช่วงกว่าสองเดือนที่ผ่านมาสะท้อนให้เห็นถึงการปรับทิศทางกลยุทธ์ของนักลงทุนสถาบันระดับโลกอย่างมีนัยสำคัญ นับตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ จนถึงวันที่ 15 เมษายน 2569 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ข้อมูลจาก Thai NVDR บ่งชี้ว่ากลุ่มอุตสาหกรรมต้นน้ำและกลุ่มสถาบันการเงินขนาดใหญ่กลายเป็นเป้าหมายหลักในการเข้าสะสมหุ้นเพื่อใช้เป็นเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงและสร้างผลกำไรจากวิกฤตพลังงานโลก

นั่นทำให้ หุ้นในกลุ่มพลังงานอย่าง PTTEP กลายเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่นักลงทุนต่างชาติเลือกเข้าสะสมมากที่สุดเป็นอันดับหนึ่ง ด้วยมูลค่าซื้อสุทธิสะสมสูงถึง 12,450 ล้านบาท ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ทะยานสูงขึ้นจากการคาดการณ์เรื่องการหยุดชะงักของอุปทาน ขณะที่กลุ่มธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่อย่าง BBL มียอดซื้อสะสมตามมาเป็นอันดับสองที่มูลค่า 5,120 ล้านบาท สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นในฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่งและความสามารถในการรองรับความผันผวนของระบบเศรษฐกิจในช่วงที่อัตราดอกเบี้ยยังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูง

อย่างไรก็ตาม   สิ่งที่น่าจับตาคือการหวนกลับมามีบทบาทของหุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์อย่าง DELTA ซึ่งในช่วงแรกของความขัดแย้งอาจดูเงียบเหงาไปบ้าง แต่ในช่วงต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมากลับพบแรงซื้อคืนอย่างหนาแน่นจนมียอดสะสมพุ่งขึ้นมาอยู่ที่ 3,890 ล้านบาท โดยนักวิเคราะห์มองว่าเป็นผลมาจากการเก็งกำไรในกลุ่มอุตสาหกรรมเทคโนโลยีที่เริ่มฟื้นตัวตามความต้องการในตลาดโลก สวนทางกับหุ้นกลุ่มค้าปลีกรายใหญ่อย่าง CPALL ที่ต้องเผชิญกับแรงเทขายสุทธิกว่า 2,300 ล้านบาท เนื่องจากความกังวลเรื่องต้นทุนการดำเนินงานและกำลังซื้อที่อาจได้รับผลกระทบจากภาวะเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้นตามราคาพลังงาน  

นอกจากนี้ หุ้นในกลุ่มสื่อสารอย่าง ADVANC เป็นอีกหนึ่งตัวละครสำคัญที่ต่างชาติใช้เป็นแหล่งพักเงินในช่วงต้นของวิกฤต โดยในช่วงรอยต่อระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ถึงมีนาคม ADVANC มียอดซื้อสุทธิสะสมผ่าน NVDR เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากเป็นหุ้นที่มีกระแสเงินสดแข็งแกร่งและจ่ายปันผลสม่ำเสมอ ซึ่งทำหน้าที่เป็น "Defensive Stock" หรือหุ้นตั้งรับได้ดีในช่วงที่ตลาดมีความผันผวนสูง

แต่ทิศทางเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงในช่วงกลางเดือนเมษายนที่ผ่านมา เมื่อราคาหุ้นเริ่มขยับเข้าใกล้เป้าหมายสำคัญประกอบกับบรรยากาศการลงทุนทั่วโลกที่ตึงเครียดขึ้น ทำให้นักลงทุนต่างชาติเริ่มสลับมาเป็นการขายทำกำไรบางส่วน ส่งผลให้ราคาหุ้นมีการปรับฐานลงแรงกว่าร้อยละ 3.5 ในช่วงวันล่าสุด

การเคลื่อนไหวดังกล่าวสอดคล้องกับพฤติกรรมของ Fund Flow ที่มักจะเข้าสะสมหุ้นกลุ่มสื่อสารในจังหวะที่ต้องการความปลอดภัย แต่จะมีการ "Rotation" หรือหมุนเวียนเงินออกเพื่อไปเข้าเก็งกำไรในกลุ่มที่ได้อานิสงส์จากสงครามโดยตรงอย่าง PTTEP ที่ และกลุ่มธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่อย่าง BBL

อย่างไรก็ตาม แม้ในภาพรวม ADVANC จะเริ่มเห็นแรงขายออกมาบ้าง แต่นักวิเคราะห์มองว่าเป็นเพียงการขายทำกำไรตามรอบทางเทคนิคและปัจจัยภายนอกที่เข้ามากระทบชั่วคราว ไม่ได้เกิดจากการเปลี่ยนแปลงด้านปัจจัยพื้นฐานที่แย่ลงแต่อย่างใด สอดคล้องกับภาพรวมยอดถือครองของนักลงทุนต่างชาติในตลาดหุ้นไทยที่ยังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูง ซึ่งสะท้อนว่าแม้จะมีการสลับตัวเล่น แต่เม็ดเงินลงทุนต่างชาติยังไม่ได้ถอนตัวออกไปจากตลาดหุ้นไทยอย่างถาวรท่ามกลางวิกฤตภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังไม่คลี่คลาย


 เจาะปัจจัยต่างชาติเข้าถือหุ้นไทย

สำหรับสาเหตุที่นักลงทุนต่างชาติถึงเลือกเข้าถือหุ้นไทยในช่วงสงคราม สามารถประเมินได้จากปัจจัยสนับสนุนดังนี้ 1. กลไกการป้องกันความเสี่ยง (Hedging Mechanism): เหตุผลที่ PTTEP มียอดซื้อสะสมสูงนั้น ไม่ใช่แค่การเก็งกำไรส่วนต่างราคาน้ำมันเพียงอย่างเดียว แต่ต่างชาติใช้หุ้นกลุ่มพลังงานต้นน้ำของไทยเป็น "เครื่องมือป้องกันความเสี่ยงจากเงินเฟ้อและสงคราม" (Commodity Hedge) เพราะในขณะที่หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีหรือกลุ่มส่งออกในประเทศอื่นอาจพังทลายจากต้นทุนพลังงาน แต่หุ้นพลังงานไทยกลับสร้างกระแสเงินสดเพิ่มขึ้นตามราคาน้ำมันโลก

2. ความผันผวนต่ำในเชิงภูมิรัฐศาสตร์ (Low Geopolitical Beta):เมื่อเทียบกับตลาดหุ้นในยุโรปตะวันออกหรือแม้แต่บางประเทศในเอเชียเหนือที่มีความตึงเครียดสูง ไทยถูกมองว่าเป็นพื้นที่ "Safe Zone" ในเชิงภูมิศาสตร์ การที่ต่างชาติเข้าซื้อ BBL และ ADVANC (ในช่วงแรก) สะท้อนว่าเขาต้องการพักเงินในธุรกิจที่มี "คูเมือง" แข็งแกร่ง (Strong Moat) มีรายได้ในประเทศที่แน่นอน และไม่ได้รับผลกระทบโดยตรงหากเส้นทางขนส่งในยุโรปหรือตะวันออกกลางถูกตัดขาด
และ 3. จุดสมดุลของราคาและปันผล (Valuation & Yield): ความน่าสนใจที่สำคัญที่สุดคือ "ความถูก" ในช่วงต้นปี 2569 ตลาดหุ้นไทยถูกมองว่า Underperform หรือโตช้ากว่าชาวบ้านมานาน ทำให้ค่า P/E ไม่แพง เมื่อเกิดสงครามต่างชาติจึงมองว่าเป็นโอกาสในการ "ย้ายเงินจากตลาดที่แพงไปสู่ตลาดที่ถูกและปลอดภัย" โดยมีเงินปันผลระดับ 4-5% เป็นประกันความเสี่ยง (Margin of Safety) นี่นับเป็นการ "Rebalance" พอร์ตระดับภูมิภาค






สแกนตลาดหุ้นอาเซียนเทียบกับไทย

ขณะที่ตลาดหุ้นไทย (SET Index) กลายเป็นเป้าหมายหลักของ Fund Flow ต่างชาติในฐานะหลุมหลบภัยที่ได้อานิสงส์จากกลุ่มพลังงาน แต่เมื่อหันไปมองตลาดหุ้นเพื่อนบ้านในภูมิภาคอาเซียนในช่วงเวลาเดียวกัน กลับพบภาพการลงทุนที่สะท้อนกลยุทธ์ที่แตกต่างกันออกไปตามโครงสร้างเศรษฐกิจและความอ่อนไหวต่อปัจจัยภายนอก แต่โดยรวมดูเหมือนจะไปในทิศทางเดียวกัน 

โดย ตลาดหุ้นเวียดนาม (VN-Index) พบว่า ตลาดหุ้นเวียดนามเป็นหนึ่งในตลาดที่คึกคักที่สุดในอาเซียน โดย ณ กลางเดือนเมษายน 2569 ดัชนี VN-Index ทะยานขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 1,819.83 จุด (ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างโดดเด่นจากฐานปีที่ผ่านมา) อย่างไรก็ตาม ความร้อนแรงนี้มาพร้อมกับความผันผวนสูง เนื่องจากตลาดเวียดนามได้รับแรงขับเคลื่อนหลักจากหุ้นกลุ่มอสังหาริมทรัพย์และเทคโนโลยี ซึ่งมีความอ่อนไหวต่อต้นทุนโลจิสติกส์โลกและการเปลี่ยนแปลงของนโยบายดอกเบี้ยสหรัฐฯ มากกว่ากลุ่มพลังงานของไทย

 
ด้าน ตลาดหุ้นสิงคโปร์ (STI Index) ดัชนี Straits Times เคลื่อนไหวในลักษณะทรงตัวค่อนข้างนิ่ง โดยล่าสุดแกว่งตัวอยู่ที่ประมาณ 5,000 จุด แม้มูลค่าการซื้อขายจะอยู่ในระดับสูง แต่ความสนใจของนักลงทุนต่างชาติถูกจำกัดอยู่ในกลุ่มธนาคารและสื่อสาร ซึ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากต้นทุนการดำเนินงานที่สูงขึ้นตามราคาพลังงาน ทำให้สิงคโปร์ในช่วงนี้ถูกมองว่าเป็น "ที่พักเงิน" เพื่อความปลอดภัยมากกว่าจะเป็นแหล่งสร้างกำไรส่วนต่าง (Capital Gain) ที่หวือหวา
ส่วน ตลาดหุ้นอินโดนีเซีย (JCI Index) แม้จะได้ประโยชน์จากการเป็นผู้ส่งออกทรัพยากรธรรมชาติ แต่ดัชนีล่าสุดอยู่ที่ประมาณ 7,638 จุด ซึ่งเติบโตในอัตราที่ช้ากว่าตลาดหุ้นไทย นักวิเคราะห์มองว่าเป็นเพราะโครงสร้างดัชนีมีสัดส่วนของหุ้นกลุ่มบริโภคในประเทศสูง ซึ่งกำลังเผชิญกับแรงกดดันจากภาวะเงินเฟ้อและการชะลอตัวของกำลังซื้อภายในประเทศ ทำให้ Fund Flow บางส่วนไหลออกจากอินโดนีเซียเพื่อมาเข้าหุ้นพลังงานในไทยแทน

ด้าน ตลาดหุ้นฟิลิปปินส์ (PSEi) ภาพรวมตกอยู่ในสภาวะระมัดระวังตัว (Cautious) อย่างชัดเจน ดัชนี PSEi แกว่งตัวอยู่ที่ระดับ 6,063.69 จุด ในลักษณะทรงตัว นักลงทุนในตลาดมะนิลาส่วนใหญ่ยังคงเลือกถือเงินสดเพื่อรอดูความชัดเจนของการเจรจาสันติภาพในตะวันออกกลาง เนื่องจากฟิลิปปินส์เป็นประเทศที่ต้องนำเข้าพลังงานเกือบทั้งหมด ทำให้ความเสี่ยงด้านต้นทุนเชื้อเพลิงกลายเป็นปัจจัยลบหลักที่ฉุดรั้งบรรยากาศการลงทุน

ขณะที่ ตลาดหุ้นมาเลเซีย (FBM KLCI) กลับได้รับแรงหนุนจากตัวเลขเศรษฐกิจในประเทศ (GDP Q1/69) ที่คาดว่าจะเติบโตถึง 5.3% ส่งผลให้ดัชนี KLCI ยืนเหนือระดับ 1,690 จุด ได้อย่างแข็งแกร่ง โดยได้แรงหนุนจากกลุ่มบริการทางการเงินและกลุ่มเกษตรแปรรูป (Plantation) ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งตลาดที่ต่างชาติเริ่มให้ความสนใจควบคู่ไปกับไทย

นั่นทำให้ ภาพรวมตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในช่วงไตรมาสแรกจนถึงเดือนเมษายน 2569 กำลังกลายเป็นเป้าหมายหลักของนักลงทุนทั่วโลกอย่างแท้จริง โดยไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ประเทศไทยเท่านั้น แต่เป็นการปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในทุกตลาดสำคัญ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในไม่กี่ภูมิภาคที่สามารถสร้างผลตอบแทนเป็นบวกได้อย่างแข็งแกร่งท่ามกลางความตึงเครียดของสงครามในตะวันออกกลาง

โดย ปัจจัยที่ทำให้ตลาดหุ้นอาเซียนเติบโตพร้อมกันทั้งภูมิภาค (Bullish ASEAN) มาจากการที่เงินทุนไหลออกจากฝั่งตะวันตกที่เผชิญกับภาวะเงินเฟ้อรุนแรงและค่าเงินที่ผันผวน โดยนักลงทุนต่างชาติมองว่าอาเซียนมีเสถียรภาพมากกว่า
และหากพิจารณาตัวเลขการเปลี่ยนแปลงตั้งแต่ต้นปี 2569 จะพบว่าค่าเฉลี่ยของดัชนีหลักในภูมิภาคมีการขยับตัวเพิ่มขึ้นในระดับ 10-20% เกือบทุกตลาด สะท้อนว่า Fund Flow ไม่ได้เลือกเข้าเพียงประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่เป็นการเพิ่มน้ำหนักการลงทุน (Overweight) ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทั้งระบบ เพื่อกระจายความเสี่ยงจากวิกฤตภูมิรัฐศาสตร์ในซีกโลกเหนือ
ปรากฏการณ์ "โตยกแผง" ของอาเซียนในปีนี้ ยืนยันว่าภูมิภาคนี้ไม่ได้เป็นเพียงหลุมหลบภัยชั่วคราว แต่กลายเป็นศูนย์กลางการเติบโตใหม่ (New Growth Engine) ของโลกที่นักลงทุนไม่อาจมองข้าม แม้ไทยจะมียอดซื้อสะสมผ่าน NVDR ในกลุ่มพลังงานที่หนาแน่น แต่เพื่อนบ้านอย่างเวียดนามและมาเลเซียต่างก็มียอดเงินทุนไหลเข้าในระดับที่น่าประทับใจไม่แพ้กัน


 


ส่องมุมมองยักษ์ใหญ่การเงินต่อ"ASEAN"

ในช่วงสัปดาห์ที่สองของเดือนเมษายน 2569 ท่ามกลางบรรยากาศการลงทุนที่เต็มไปด้วยความกดดันจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ เหล่านักวิเคราะห์และสถาบันการเงินระดับโลกได้ออกรายงานวิจัย (Research Note) ที่ระบุถึงทิศทางใหม่ของเม็ดเงินลงทุน โดยพุ่งเป้ามาที่ภูมิภาคอาเซียนและประเทศไทยอย่างมีนัยสำคัญ

เริ่มที่ Goldman Sachs สถาบันการเงินยักษ์ใหญ่จากวอลล์สตรีท ได้ระบุในรายงานกลยุทธ์การลงทุนฉบับล่าสุดว่า "ภูมิภาคอาเซียนกำลังก้าวเข้าสู่ยุคแห่งความทนทาน (Resilience)" โดยนักวิเคราะห์ของโกลด์แมน แซคส์ มองว่าปัจจัยบวกจากการที่ธนาคารกลางหลายประเทศเริ่มส่งสัญญาณผ่อนคลายนโยบายการเงิน ผสมผสานกับฐานกำไรของบริษัทจดทะเบียนในอาเซียนที่ขยายตัวอย่างมีเสถียรภาพ ทำให้ภูมิภาคนี้มีค่า P/E Ratio ที่น่าดึงดูดใจที่สุดเมื่อเทียบกับตลาดเกิดใหม่อื่นๆ ทั่วโลก
เช่นเดียวกับ ทางด้าน Morgan Stanley ได้ออกบทวิเคราะห์ที่เน้นย้ำถึงความโดดเด่นของตลาดหุ้นไทยและอินโดนีเซีย โดยระบุว่าประเทศไทยมียอดซื้อสะสมสุทธิจากนักลงทุนสถาบันต่างชาติเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากแผนการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและกระแสการลงทุนใน Data Center จากบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกที่เริ่มเห็นผลเป็นรูปธรรม นักวิเคราะห์ของ Morgan Stanley ให้ความเห็นว่า "ประเทศไทยไม่ได้เป็นเพียงหลุมหลบภัยชั่วคราว แต่กำลังสร้างฐานการเติบโตใหม่ (New Growth S-Curve) ที่จะส่งผลดีต่อราคาหุ้นในระยะยาว

นอกจากนี้ HSBC ได้เผยแพร่มุมมองผ่านสัมมนาวิเคราะห์เศรษฐกิจเอเชีย โดยระบุว่าในภาวะที่ตลาดโลกมีความผันผวนสูง นักลงทุนสถาบันต่างชาติเลือกที่จะพักเงินในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนแน่นอน (Yield Play) ซึ่งตลาดหุ้นอาเซียน โดยเฉพาะไทยและมาเลเซีย มีอัตราการจ่ายปันผล (Dividend Yield) ที่สูงและสม่ำเสมอที่สุดในเอเชีย ซึ่ง HSBC คาดการณ์ว่าเม็ดเงินประเภท "Long-term Fund" จะยังคงไหลเข้าสู่ตลาดหุ้นไทยอย่างต่อเนื่องตลอดช่วงไตรมาสที่ 2 ของปีนี้

ไม่เพียงเท่านี้ ข้อมูลยืนยันจากการปรับน้ำหนักการลงทุน (Rebalancing) ของ MSCI เมื่อช่วงต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา พบว่ามีการเพิ่มสัดส่วนหุ้นไทยและเวียดนามเข้าไปในดัชนีอ้างอิงสะท้อนความเชื่อมั่นว่าผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนในภูมิภาคนี้จะเติบโตได้ดีกว่าค่าเฉลี่ยของโลกในสภาวะสงคราม

และจากหลักฐานรายงานวิจัยของทั้ง Goldman Sachs และ Morgan Stanley ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ยืนยันชัดเจนว่า "เงินนอก" ที่ไหลเข้าอาเซียนไม่ใช่เพียงกระแสชั่วคราว แต่เป็นการปรับพอร์ตเชิงกลยุทธ์ที่มองเห็นมูลค่า (Value) และโอกาสเติบโตในระยะยาว ซึ่งแตกต่างจากช่วงวิกฤตครั้งก่อนๆ อย่างสิ้นเชิง ขณะเดียวกัน น่าจะทำให้นักลงทุนในประเทศผ่อนคลายความกังวลที่มีต่อตลาดหุ้นไทยลงได้บ้าง เพราะตลาดหุ้นอาเซียนรวมถึงไทยในตอนนี้ กำลังได้รับความสนใจจากเม็ดเงินลงทุนรอบโลก