xs
xsm
sm
md
lg

ขีดเส้นตาย‘เฮียม้อ’พร้อมพวก2ราย 22เม.ย.ฟังคำสั่งฟ้องปั่นหุ้นMORE

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



จับตา 22 เม.ย.นี้ อัยการสูงสุดขีดเส้นตาย “เฮียม้อ - อมฤทธิ์ กล่อมจิตเจริญ” พร้อมพวก 2 ราย ฟังคำสั่งฟ้องคดีมหากาพย์ปั่นหุ้น MORE หลังล่วงเลยมาร่วม 3ปีครึ่ง แต่ทั้ง3รายกลับบ่ายเบี่ยงขอเลื่อนเข้ารับฟังกว่า 10 ครั้ง จนต้องมีคำสั่งห้ามเลื่อนนัด พร้อมปิดประตูร้องขอความเป็นธรรม ฟากคนในแวดวงตลาดทุนเฝ้าติดตามอย่างใกล้ชิด เพื่อพิสูจน์กระบวนการยุติธรรมจะเอาผิดคนปั่นหุ้นได้หรือไม่

รายงานข่าวแจ้งว่า วันที่ 22 เมษายน 2569 นี้ อัยการสูงสุดได้กำหนดเป็นเส้นตายเด็ดขาดสำหรับคดีปั่นหุ้นมหากาพย์ของบริษัท มอร์ รีเทิร์น จำกัด (มหาชน) หรือ MORE ซึ่งเป็นคดีอาชญากรรมทางเศรษฐกิจที่สร้างความสั่นสะเทือนต่อตลาดทุนไทย แม้จะมีการดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องมาต่อเนื่อง แต่เป็นเวลากว่า 3 ปี 5 เดือนแล้วที่เรื่องนี้ยังไม่สามารถยุติได้ โดยเฉพาะผู้เกี่ยวข้องหลัก

ที่ผ่านมา คดีนี้ไม่เพียงแต่เผยให้เห็นช่องโหว่ในระบบการซื้อขายหลักทรัพย์ แต่ยังสะท้อนถึงความซับซ้อนของกระบวนการยุติธรรม เมื่อกลุ่มผู้ต้องหาคนสำคัญ โดยเฉพาะ "เฮียม้อ" นายอมฤทธิ์ กล่อมจิตเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร MORE ยังคงใช้สิทธิทางกฎหมายในการประวิงเวลาและหลีกเลี่ยงการเข้าสู่กระบวนการพิจารณาคดีในชั้นศาลมาอย่างยาวนาน ด้วยการเลื่อนนัดมากกว่า 10 ครั้งจนถึงปัจจุบัน

ทั้งนี้ คดีหุ้น MORE ถือเป็นการกระทำความผิดในลักษณะการสร้างราคาหรือปริมาณการซื้อขายหลักทรัพย์ (ปั่นหุ้น) โดยอาศัยความรู้และความชำนาญในระบบการซื้อขาย เพื่อลวงให้บุคคลทั่วไปเข้าใจผิดและบิดเบือนกลไกตลาด ทำให้สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กล่าวโทษผู้ร่วมกระทำความผิดรวมทั้งสิ้น 42 ราย โดยการดำเนินคดีถูกแบ่งออกเป็น 3 สำนวน

ได้แก่ 1 คดีฉ้อโกง มีมูลค่าความเสียหายประมาณ 4,500 ล้านบาท ซึ่งศาลได้มีคำสั่งให้คืนหรือชดใช้ทรัพย์สินแก่บริษัทหลักทรัพย์ผู้เสียหายจำนวน 10 ราย

 
2. คดีอั้งยี่ มีมูลค่าความเสียหาย 129 ล้านบาท ซึ่งจะถูกนำไปคืนให้แก่บริษัทหลักทรัพย์ทั้ง 10 ราย และ3. คดีสร้างราคาหุ้น (ปั่นหุ้น) เป็นการดำเนินการตามมาตรการทางแพ่ง มูลค่าความเสียหายราว 226 ล้านบาท โดยจะเรียกเก็บเป็นค่าปรับเพื่อให้เงินตกเป็นของแผ่นดิน

 สถานะผู้ต้องหาที่ไม่เท่าเทียม

มีรายงานว่า ปัจจุบัน ยังคงมีผู้ต้องหาคนสำคัญที่หลบหนีหรือยังไม่เข้าสู่กระบวนการฟ้องร้องต่อศาล โดยผู้ต้องหา 42 ราย แบ่งเป็นกลุ่มที่ถูกฟ้องเป็นจำเลยแล้ว (32-33 ราย) อยู่ระหว่างการพิจารณาคดีในศาลอาญา โดยรวม 4 สำนวนเป็นคดีเดียว หมายเลขดำ อ.2184/2568 ถัดมาคือ กลุ่มที่ได้รับการประกันตัว (5 ราย) กลุ่มที่ยังหลบหนี(6 ราย) และ อีกกลุ่มคือกลุ่มที่ยังไม่ถูกฟ้อง (3 ราย) ยังคงขอเลื่อนฟังคำสั่งฟ้องของอัยการ ได้แก่ เฮียม้อ, นายสมนึก, และ น.ส.ปุณฑรีก์

  “เฮียม้อ”จากนักลงทุนสูงสู่ผู้ต้องหา


สำหรับ นายอมฤทธิ์ กล่อมจิตเจริญ หรือ "เฮียม้อ" ถือเป็นบุคคลสำคัญในวงการตลาดทุนไทย ที่มีประวัติการลงทุนและบริหารธุรกิจที่ยาวนาน เหตุการณ์ที่สร้างชื่อ เช่น การเข้าไปลงทุนใน บมจ. เอเซีย จอยท์ พาโนราม่า (AJP) ซึ่งเป็นบริษัทที่ดำเนินธุรกิจด้านสื่อ การจัดหา ผลิต และร่วมผลิตสื่อโฆษณา โดยหลังจากที่เฮียม้อเข้าไปถือหุ้น ราคาหุ้น AJP ได้ขึ้นไปอย่างรวดเร็วและสูงชัน ถือเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งสำหรับเฮียม้อเมื่อเข้าไปลงทุนในหุ้นใดๆ ทำให้เกิดคำพูดในวงการว่า "หากได้ยินชื่อเฮียม้อ เข้าไปถือหุ้นตัวไหน หุ้นตัวนั้นก็จะวิ่งกระฉูด"

ส่วนการเข้ามาใน MORE ของเฮียม้อ เกิดขึ้นจากการเข้าไปลงทุนในบมจ. ดีเอ็นเอ 2002 หรือ DNA ในช่วงปี 2561 ในช่วงเวลาดังกล่าว หุ้น DNA ร่วงหนัก และมีข่าวอื้อฉาวเกี่ยวกับการเข้าไปพัวพันกับการฉ้อโกง "บิตคอยน์" ของนักธุรกิจชาวฟินแลนด์ ประมาณ 800 ล้านบาท แต่พอเมื่อเฮียม้อเข้ามาลงทุนและบริหารงาน ราคาหุ้น DNA ก็วิ่งกระฉูดเช่นเดียวกับ AJP และต่อมา DNA ได้เปลี่ยนชื่อเป็น บมจ.มอร์ รีเทิร์น (MORE) โดยเฮียม้อได้ดำรงตำแหน่ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) ของบริษัท





เริ่มกระบวนการปั่นราคา

เมื่อบริหารงานได้ 3-4 เดือน เฮียม้อก็เริ่มทำการปรับปรุงโครงสร้างของบริษัท โดยในเดือนพฤศจิกายน 2565 บริษัทได้ออกหุ้นเพิ่มทุนจำนวน 300 ล้านหุ้น เสนอขายให้แก่ตัวเอง ในราคาหุ้นละ 44 สตางค์ วงเงินทั้งสิ้น 132 ล้านบาท ทำให้สัดส่วนการถือหุ้นของเฮียม้อเพิ่มขึ้นเป็น 25.74% และต่อเขาได้ขอผ่อนผันไม่ต้องจัดทำคำเสนอซื้อหุ้นจากผู้ถือหุ้นรายอื่น (เทนเดอร์ ออฟเฟอร์)

เหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 10 พ.ย.65 เกิดการซื้อขายหุ้น MORE ที่ผิดปกติไปจากช่วงก่อนหน้า โดยมีการซื้อขายเข้าจำนวน 1,531 ล้านหุ้น วงเงินประมาณ 4,500 ล้านบาท ในราคาเปิดตลาด ซึ่งถูกตั้งปมว่าเป็นการสมคบคิดระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายในการโยนคำสั่งซื้อขายเพื่อสูบเงินจากบริษัทโบรกเกอร์
 
ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้ราคาหุ้น MORE ถูกถล่มขายจนรูดติดฟลอร์ (ตกต่ำสุดติดพื้น 30%) ต่อเนื่อง 5 วันทำการ และลงไปต่ำสุดที่ 34 สตางค์ ก่อนจะดีดตัวกลับ แต่ถูกเทขายจนทรุดลงต่อ และในวันที่ 17 ม.ค.66ปิดที่ 39 สตางค์ ทำให้เมื่อวันที่ 10 ก.พ. 66 สำนักงานก.ล.ต. ได้กล่าวโทษ 18 ราย รวมถึงเฮียม้อ ในข้อหาเข้าข่ายเป็นฝ่าฝืนมาตรา 244/3 (1) ประกอบมาตรา 244/5 และมาตรา 244/6 แห่งพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 โดยตราโทษสูงสุด จำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับตั้งแต่ 1 ล้านบาทถึง 5 ล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

และหลังจากถูก ก.ล.ต. กล่าวโทษ เฮียม้อ ได้ตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งต่างๆ เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจและเข้าสู่กระบวนการสอบสวนเพื่อพิสูจน์ตนเอง โดยตำแหน่งที่ลาออกได้แก่ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร MORE, กรรมการบริหาร MORE, กรรมการ MORE, ประธานกรรมการ บมจ. โคแมนชี่ อินเตอร์เนชั่นแนล (COMAN), และกรรมการ COMAN

 อีก2ผู้ต้องหาเตรียมเข้าพบอัยการ




มีรายงานว่า นอกจากเฮียม้อ ยังมีผู้ต้องหาสำคัญอีกสองคนที่ต้องพบอัยการในวันที่ 22 เมษายนนี้ คือ นายสมนึก กยาวัฒนกิจ ประธานกรรมการบริษัท ตงฮั้ว โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) และประธานกรรมการบริษัท ตงฮั้วแคปปิตอล จำกัด และ ตงฮั้ว มีเดีย แล็บ จำกัด ซึ่งทำหน้าที่ป้อนคำสั่งซื้อขายผ่านโปรแกรมซื้อขายหลักทรัพย์ และ น.ส.ปุณฑรีก์ อิศรางกูร ณ อยุธยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัท GSC ซึ่งเป็นเจ้าของบัญชีที่ยินยอมให้นำบัญชีของตนไปใช้ในการสมคบคิดกระทำความผิด
สิ่งที่น่าสนใจคือ ตั้งแต่เหตุการณ์ปี 2566 ผู้ต้องหาทั้ง 3 ราย ได้ใช้สิทธิทางกฎหมายในการขอเลื่อนนัดฟังคำสั่งฟ้องมาแล้ว มากกว่า 10 ครั้ง โดยมักจะมอบอำนาจให้ทนายความมายื่นคำร้องแทนการปรากฏตัวด้วยตนเอง เหตุผลหลักที่มักใช้ในการขอเลื่อนนัด ได้แก่ อ้างติดภารกิจกับหน่วยงานอื่น เช่น ป.ป.ช. และการร้องขอความเป็นธรรมต่ออัยการสูงสุด




ประวิงเวลาและเทขายหุ้น COMAN

ขณะเดียวกันความเคลื่อนไหวผิดปกติที่เกิดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้คือการเทขายหุ้นของเฮียม้อในพอร์ตของตนเอง เมื่อวันที่ 2 เม.ย.69 บมจ.โคแมนชี่ อินเตอร์เนชั่นแนล (COMAN) ได้แจ้งเปลี่ยนแปลงโครงสร้างผู้ถือหุ้นรายใหญ่ โดยนายอมฤทธิ์ กล่อมจิตเจริญ ซึ่งเคยเป็นผู้ถือหุ้นอันดับ 1 ในสัดส่วน 13.97% ได้ขายหุ้นจำนวน 20 ล้านหุ้นออกไปทั้งหมด ทำให้ "บริษัท โอเล่ และหุ้นส่วน" ก้าวขึ้นมาเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับ 1 แทน ซึ่งเรื่องดังกล่าว ถูกมองว่าอาจเป็นการส่งสัญญาณเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ทางกฎหมายที่กำลังจะเกิดขึ้น หรืออาจเป็นการถ่ายเทสินทรัพย์เพื่อป้องกันการถูกอายัดเพิ่มเติม

 คำสั่งเด็ดขาดจากอัยการสูงสุด

หลังจากปล่อยให้คดียืดเยื้อมานานกว่าครึ่งปี ท่ามกลางกระแสกดดันจากสังคมและนักลงทุน ในที่สุดนายอิทธิพร แก้วทิพย์ อัยการสูงสุดคนปัจจุบัน ได้เข้ามาจัดการปัญหานี้อย่างเด็ดขาด โดยเมื่อปลายเดือนมีนาคม 2569 อัยการสูงสุดได้เรียกพบอธิบดีอัยการคดีพิเศษ และออกคำสั่งกำชับอย่างเข้มงวดเกี่ยวกับการจัดการกับกลุ่มผู้ต้องหาที่เหลือ โดยกำหนด "เส้นตาย" ในวันที่ 22 เมษายน 2569 สาระสำคัญของคำสั่งประกอบด้วย

1. ห้ามเลื่อนนัดอีกต่อไป หากผู้ต้องหามาพบอัยการในวันที่ 22 เมษายน 2569 จะต้องนำตัวส่งฟ้องต่อศาลอาญาทันที โดยห้ามอ้างเหตุผลใดๆ เพื่อขอเลื่อนนัดอีกเป็นอันขาด
 
2. ปิดประตูการร้องขอความเป็นธรรม: อัยการสูงสุดย้ำชัดเจนว่า ผู้ต้องหาไม่สามารถใช้ข้ออ้างเรื่องการร้องขอความเป็นธรรมต่ออัยการสูงสุดเพื่อประวิงเวลาได้อีก เนื่องจากอัยการสูงสุดคนก่อนหน้าได้มีคำสั่งฟ้องคดีนี้ไว้เสร็จสิ้นแล้ว
3. คำสั่งฟ้องเป็นที่สิ้นสุด: ไม่มีบุคคลใดสามารถเปลี่ยนแปลงคำสั่งฟ้องที่ได้ตัดสินใจไปแล้วได้ แม้กระทั่งอัยการสูงสุดคนปัจจุบันก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงคำสั่งดังกล่าวได้

ทั้งนี้ ผลกระทบของคดีนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแต่ในระดับบริษัทหรือผู้บริหาร แต่ยังส่งผลกระทบต่อผู้ถือหุ้นรายย่อยด้วยเช่นกัน โดยจำนวนผู้ถือหุ้น MORE เมื่อปิดสมุดทะเบียนวันที่ 30 ก.ย. 65 มีทั้งสิ้น 3,754 ราย ลดลงจากช่วงปิดสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นเมื่อวันที่ 16 มี.ค.65 ซึ่งมีผู้ถือหุ้นรายย่อยจำนวน 6,039 ราย แสดงว่าผู้ถือหุ้นรายย่อยจำนวนกว่า 3,000 คนได้เทขายหุ้น MORE ทิ้ง ระหว่างเดือนมีนาคมถึงเดือนกันยายน 2565 สะท้อนว่า ผู้ถือหุ้นรายย่อยเหล่านี้ได้รับความเสียหายจากการลดลงของราคาหุ้นอย่างรุนแรง จากราคาสูงสุด 2.98 บาท ลดลงมาเหลือ 34-39 สตางค์ แม้ว่าเฮียม้อเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ที่เพิ่งเติมเงินให้ MORE กว่า 132 ล้านบาท แต่เขาก็ต้องประสบความเสียหายจากการลดลงของราคาหุ้นเช่นเดียวกัน

สำหรับ คดีปั่นหุ้น MORE ถือเป็นบททดสอบสำคัญของกระบวนการยุติธรรมและหน่วยงานกำกับดูแลตลาดทุนไทย ในการจัดการกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจที่มีความซับซ้อนและผู้กระทำผิดมีอิทธิพลทางการเงิน เพราะตราบใดที่ "หัวขบวน" ยังไม่ถูกนำตัวขึ้นศาล คดีนี้ก็ยังไม่อาจถือว่าสิ้นสุด ทำให้วันที่ 22 เม.ย.นี้ ทุกฝ่ายในแวดวงตลาดทุนต่างจับตามอง ว่าอัยการจะสามารถบังคับใช้กฎหมาย นำตัวนายอมฤทธิ์ กล่อมจิตเจริญ และผู้ต้องหาคนสำคัญรายอื่นๆ ส่งฟ้องต่อศาลอาญาได้สำเร็จหรือไม่