เจเรมี อัลแลร์ แม่ทัพใหญ่ Circle ส่งสัญญาณจับตาตลาดจีนอย่างใกล้ชิด ประเมินว่า "สเตเบิลคอยน์อิงหยวน" คือหมากเด็ดในเกมกระดานการเงินโลกที่จีนไม่อาจมองข้าม หากปักกิ่งหวังปลดแอกค่าเงินหยวนจากอ้อมกอดดอลลาร์สหรัฐฯ ด้านธนาคารกลางจีนยังคงเดินเกมคุมเข้มห้ามออกนอกชายฝั่ง ขณะที่ฮ่องกงเดินหน้าสวนทางแจกใบอนุญาต เปิดทาง HSBC และ Anchorpoint Financial ผงาดนำร่อง วิเคราะห์เจาะลึกถึงโอกาสและกับดักในสมรภูมิ "คริปโต" ที่จีนกำลังถูกบีบให้เลือกข้างระหว่างการควบคุมเบ็ดเสร็จและการปรับตัวเพื่ออยู่รอดในระเบียบโลกการเงินใหม่
เจเรมี อัลแลร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Circle บริษัทผู้ออกเหรียญสเตเบิลคอยน์ USDC ยักษ์ใหญ่แห่งวงการคริปโตเคอร์เรนซี ได้จุดประเด็นร้อนในตลาดการเงินโลกด้วยการให้สัมภาษณ์พิเศษกับสำนักข่าวรอยเตอร์เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา โดยระบุว่าเขามองเห็น "โอกาสอันมหาศาล" สำหรับการเกิดขึ้นของสเตเบิลคอยน์ที่อ้างอิงมูลค่ากับเงินหยวนของจีน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากทางการจีนมีเจตจำนงอันแน่วแน่ที่จะยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของสกุลเงินหยวนในเวทีการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศ
บทวิเคราะห์ของอัลแลร์สะท้อนให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของระบบการเงินโลกที่เงินตราไม่ได้จำกัดอยู่เพียงธนบัตรในกระเป๋าอีกต่อไป แต่กำลังวิวัฒน์เข้าสู่ยุคแห่ง "เงินตราดิจิทัลที่ตั้งโปรแกรมได้" โดยเขาเน้นย้ำว่า สเตเบิลคอยน์ได้กลายสภาพเป็นช่องทางใหม่ที่ทรงพลังสำหรับสกุลเงินต่างๆ ในการขยายอิทธิพลและยึดครองพื้นที่การใช้งานระดับโลก ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายระยะยาวของจีนในการผลักดันให้เงินหยวนมีความเป็นสากล หรือที่รู้จักกันในนาม "การทำให้เงินหยวนเป็นสกุลเงินหลักของโลก"
"มีโอกาสมหาศาลรออยู่เบื้องหน้าสำหรับสเตเบิลคอยน์ที่อ้างอิงกับเงินหยวน" อัลแลร์กล่าวกับรอยเตอร์ พร้อมกับตอกย้ำถึงบริบทการแข่งขันที่ดุเดือดยิ่งขึ้น "ถ้ามันคือสงครามการแข่งขันระหว่างสกุลเงิน คุณก็ย่อมต้องการให้สกุลเงินของคุณมีคุณสมบัติที่ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เรื่องนี้กำลังกลายเป็นการแข่งขันทางเทคโนโลยีอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้"
ซีอีโอของ Circle ยังได้คาดการณ์ว่า จีนอาจตัดสินใจเปิดตัวสเตเบิลคอยน์ที่หนุนหลังด้วยเงินหยวนอย่างเป็นทางการภายในระยะเวลา 3 ถึง 5 ปีนับจากนี้ ซึ่งตรงกับช่วงปี พ.ศ. 2572 ถึง 2572 ท่าทีดังกล่าวจากหนึ่งในผู้เล่นเบอร์ต้นๆ ของโลกสเตเบิลคอยน์ นับเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่าตลาดกำลังจับจ้องไปที่ท่าทีของธนาคารกลางจีนอย่างใจจดใจจ่อ โดยผู้สื่อข่าวได้พยายามติดต่อขอความเห็นเพิ่มเติมจาก Circle เกี่ยวกับประเด็นนี้แล้ว
อย่างไรก็ดี มุมมองของอัลแลร์ยังคงเต็มไปด้วยความคลุมเครือและจากำแพงกำกับดูแลที่แข็งกร้าวของรัฐบาลปักกิ่ง ท่ามกลางกระแสข่าวลือที่หนาหูขึ้นเรื่อย ๆ เกี่ยวกับการถือกำเนิดของสเตเบิลคอยน์หยวน โดยเมื่อเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2568 มีรายงานข่าวระบุว่า Ant Group และ JD สองยักษ์ใหญ่แห่งวงการเทคโนโลยีของจีน ได้ร่วมกันส่งเสียงเรียกร้องไปยังธนาคารกลางจีนให้พิจารณาอนุญาตให้มีการออกสเตเบิลคอยน์ที่อิงกับเงินหยวน นอกเหนือไปจากที่ผูกติดกับเงินดอลลาร์ฮ่องกง
ขณะที่ภาพความเคลื่อนไหวในฮ่องกงกลับสวนทางกับจีนแผ่นดินใหญ่อย่างสิ้นเชิง เมื่อทางการฮ่องกงได้พลิกบทบาทครั้งสำคัญด้วยการมอบใบอนุญาตสเตเบิลคอยน์ชุดแรกไปเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยสำนักงานการเงินฮ่องกง (HKMA) ได้ออกใบอนุญาตผู้ให้บริการสเตเบิลคอยน์แก่ HSBC ธนาคารยักษ์ใหญ่สัญชาติอังกฤษ-ฮ่องกง และ Anchorpoint Financial ซึ่งเป็นการร่วมทุนระหว่าง Standard Chartered, Animoca Brands และ Hong Kong Telecommunications (HKT) ตามข้อมูลที่เผยแพร่บนเว็บไซต์ทางการ
อย่างไรก็ดีการเดินหมากที่แตกต่างกันสุดขั้วระหว่างจีนแผ่นดินใหญ่และเขตปกครองพิเศษฮ่องกง สะท้อนให้เห็นถึงภาวะสองบุคลิกของแดนมังกรในยุคดิจิทัล ในขณะที่จีนแผ่นดินใหญ่ยังคงยึดมั่นในนโยบาย "ห้ามเด็ดขาด" ต่อการซื้อขายคริปโตเคอร์เรนซี โดยในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 ธนาคารประชาชนจีนและหน่วยงานกำกับดูแลหลักได้ออกประกาศเตือนภัยครั้งสำคัญ โดยมีเนื้อหาชัดเจนในการห้ามการออกสเตเบิลคอยน์ที่อิงกับเงินหยวนนอกประเทศ (Offshore) หากไม่ได้รับอนุญาตล่วงหน้า
"สเตเบิลคอยน์ที่ผูกติดกับเงินตราที่ชำระหนี้ได้ตามกฎหมายนั้น โดยสภาพแล้วมันทำหน้าที่บางประการของเงินที่ชำระหนี้ได้ตามกฎหมายในการหมุนเวียน" แถลงการณ์ร่วมของทางการจีนเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ระบุไว้อย่างเฉียบขาด "หากไม่ได้รับการอนุมัติจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามกฎหมายและข้อบังคับแล้ว ไม่ว่านิติบุคคลหรือบุคคลธรรมดาทั้งในและต่างประเทศจะดำเนินการออกสเตเบิลคอยน์ที่อิงกับเงินหยวนในต่างประเทศมิได้"
ความเคลื่อนไหวล่าสุดนี้ชี้ให้เห็นถึงสมรภูมิทางความคิดและยุทธศาสตร์ของจีน ที่กำลังเผชิญกับโจทย์หินว่า จะควบคุมเสถียรภาพทางการเงินด้วยมาตรการปิดกั้น หรือจะใช้ฮ่องกงเป็นสนามทดลองสำหรับนวัตกรรมทางการเงินแห่งอนาคตเสียเอง ความเห็นของอัลแลร์จาก Circle จึงไม่ใช่เพียงแค่การหยั่งเชิงทางธุรกิจ แต่มันคือกระจกสะท้อนให้เห็นถึงการต่อสู้ทางภูมิรัฐศาสตร์การเงิน ที่จีนจำต้องค้นหาจุดสมดุลระหว่างการรักษาอำนาจอธิปไตยทางการเงิน กับการไม่ตกขบวนรถไฟขบวนสุดท้ายของวิวัฒนาการทางการเงินโลก


