CryptoQuant ชี้ภาวะกระทิงทางเทคนิคของบิทคอยน์กำลังเผชิญแรงเสียดทานจากแรงขายทำกำไรที่ก่อตัวหนาแน่น หลังราคาพุ่งแตะระดับสูงสุดในรอบสองเดือนจากปัจจัยดอลลาร์อ่อนค่าและความตึงเครียดสหรัฐฯ-อิหร่านที่คลี่คลายลงชั่วคราว ตัวชี้วัดออนเชนบ่งชี้ปริมาณเหรียญที่ถูกย้ายเข้ากระดานเทรดรายชั่วโมงทะยานแตะ 11,000 BTC ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปลายปี 2568 นำโดยวาฬรายใหญ่ที่ฝากเงินครั้งละกว่า 1,000 BTC เข้าสู่ไบแนนซ์ สร้างแรงกดดันให้แนวต้านทางจิตวิทยาบริเวณต้นทุนเฉลี่ยของเทรดเดอร์ที่ 76,800 ดอลลาร์ กลายเป็นสมรภูมิชี้ชะตาว่าการดีดกลับรอบนี้จะจบลงด้วยการพักฐานรุนแรงเฉกเช่นต้นปี 2569 หรือไม่
การปรับตัวขึ้นอย่างร้อนแรงของราคาบิทคอยน์ในช่วงที่ผ่านมากำลังเผชิญหน้ากับความเสี่ยงจากแรงขายทำกำไรที่ขยายวงกว้างขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยตัวชี้วัดออนเชนหลายรายการจากแพลตฟอร์มวิเคราะห์ข้อมูล CryptoQuant ต่างส่งสัญญาณเตือนถึงแรงกดดันด้านอุปทานที่พร้อมจะสกัดการพุ่งทะยานเหนือแนวต้านสำคัญทางเทคนิคได้ทุกเมื่อ
รายงานวิเคราะห์เชิงลึกซึ่งเผยแพร่เมื่อวันพุธที่ผ่านมา โดย จูลิโอ โมเรโน หัวหน้าฝ่ายวิจัยของ CryptoQuant ระบุว่า ราคาบิทคอยน์สามารถทะลุระดับ 76,000 ดอลลาร์สหรัฐขึ้นไปแตะจุดสูงสุดนับตั้งแต่ต้นเดือนกุมภาพันธ์ได้สำเร็จในวันอังคารที่ผ่านมา การเคลื่อนไหวดังกล่าวได้รับแรงหนุนจากมูลค่าที่แท้จริงของสินทรัพย์ซึ่งก่อนหน้านี้อยู่ในภาวะต่ำกว่าพื้นฐาน (Undervaluation) การผ่อนคลายลงชั่วคราวของความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน และการอ่อนค่าลงของสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งทั้งหมดนี้ทำหน้าที่เสมือนฟืนไฟชั้นดีที่เติมเชื้อให้กับตลาดกระทิงระยะสั้น
อย่างไรก็ดี แม้ราคา ณ ปัจจุบันจะย่อตัวลงมาเคลื่อนไหวอยู่ที่ประมาณ 74,800 ดอลลาร์สหรัฐ แต่สิ่งที่ตลาดกำลังจับจ้องอย่างไม่วางตาคือระดับแนวต้านทางจิตวิทยาบริเวณ "ต้นทุนที่เกิดขึ้นจริงของเทรดเดอร์" (Traders' Onchain Realized Price) ซึ่งตั้งอยู่ที่ระดับ 76,800 ดอลลาร์สหรัฐ โมเรโนมองว่าแนวต้านเส้นนี้ถือเป็นเส้นแบ่งเขตแดนสำคัญของตลาดขาลง (Bear-Market Resistance) ในเชิงประวัติศาสตร์ โดยมันทำหน้าที่เป็นเพดานเหล็กที่คอยกดดันไม่ให้การดีดตัวกลับของราคาสามารถทะลุผ่านไปได้อย่างยั่งยืน เนื่องจากนักลงทุนที่ถือครองเหรียญใกล้ถึงจุดคุ้มทุนมักมีแรงจูงใจสูงในการเทขายเพื่อลดความเสี่ยง ส่งผลให้โมเมนตัมขาขึ้นสะดุดลงอย่างรวดเร็ว
"เส้นค่าเฉลี่ยดังกล่าวเคยทำหน้าที่สกัดการดีดตัวของตลาดขาลงในเดือนมกราคม 2569 ได้อย่างแม่นยำ ก่อนที่ราคาจะพลิกกลับทิศทางและร่วงลงอย่างรุนแรง และมีความเป็นไปได้สูงที่พลวัตแบบเดียวกันนี้จะหวนกลับมาเกิดซ้ำอีกครั้ง หากแรงกดดันด้านการขายจากระดับราคาปัจจุบันเริ่มก่อตัวขึ้นอย่างหนาแน่น" โมเรโนระบุในรายงาน พร้อมตอกย้ำถึงนัยสำคัญของระดับแนวรับระยะใกล้ โดยชี้ว่า "เส้นค่าเฉลี่ยขอบล่างที่ระดับประมาณ 67,600 ดอลลาร์สหรัฐ จะกลายมาเป็นแนวป้องกันด่านแรกที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง หากแนวต้านดังกล่าวยังคงแข็งแกร่งพอจะต้านทานแรงซื้อเอาไว้ได้"
สัญญาณเตือนที่ชัดเจนที่สุดกำลังปรากฏให้เห็นผ่านปริมาณธุรกรรมบนเชน โดยข้อมูลจาก CryptoQuant บ่งชี้ว่าปริมาณการโอนเหรียญบิทคอยน์เข้ากระดานเทรดคริปโตรายชั่วโมงพุ่งสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญสู่ระดับประมาณ 11,000 BTC ซึ่งเป็นระดับสูงสุดที่เคยบันทึกไว้นับตั้งแต่ช่วงปลายเดือนธันวาคม 2568 การเคลื่อนย้ายสินทรัพย์จำนวนมหาศาลสู่แพลตฟอร์มซื้อขายในลักษณะนี้ ถูกตีความโดยนักวิเคราะห์ว่าเป็น "สัญญาณเตือนระยะใกล้" เพราะตามปกติแล้ว นักลงทุนมักย้ายเหรียญขึ้นเทรดก็ต่อเมื่อต้องการเตรียมสภาพคล่องสำหรับคำสั่งขาย
เมื่อย้อนกลับไปเปรียบเทียบกับเหตุการณ์ในอดีต โมเรโนตั้งข้อสังเกตว่า "ในช่วงเดือนมีนาคม 2569 ปริมาณการโอนเข้ารายชั่วโมงแตะระดับ 9,000 BTC โดยในจำนวนนั้นร้อยละ 63 เป็นเงินฝากก้อนใหญ่จากวาฬ ซึ่งนำไปสู่การปรับฐานของราคาในระยะสั้นในเวลาต่อมา"
อย่างไรก็ดีสิ่งที่สร้างความกังวลให้กับตลาดมากยิ่งขึ้นคือแหล่งที่มาของแรงขายดังกล่าว ข้อมูลระบุว่าการเพิ่มขึ้นของกระแสเงินโอนเข้ากระดานเทรดในรอบนี้ถูกขับเคลื่อนโดยผู้ถือครองรายใหญ่หรือที่รู้จักกันในนาม "วาฬ" อย่างมีนัยสำคัญ โดยค่าเฉลี่ยของขนาดการฝากบิทคอยน์ต่อหนึ่งรายการบนกระดานเทรดพุ่งสูงขึ้นสู่ระดับ 2.25 BTC ซึ่งนับเป็นระดับสูงสุดรายวันนับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2567 โดยมีหลักฐานสำคัญคือการตรวจพบธุรกรรมเงินฝากรายบุคคลขนาดใหญ่ที่โอนเข้าสู่แพลตฟอร์ม Binance ในปริมาณที่มากกว่า 1,000 BTC ต่อครั้ง
"รูปแบบที่ปรากฏในตอนนี้ สะท้อนให้เห็นถึงพลวัตเดียวกันกับที่เราเคยสังเกตเห็นในเดือนมกราคม 2569 ซึ่งเป็นช่วงที่ขนาดเงินฝากโดยเฉลี่ยพุ่งขึ้นไปแตะเกือบ 2 BTC ก่อนที่ราคาบิทคอยน์จะทรุดตัวลงอย่างรุนแรงจากระดับ 100,000 ดอลลาร์สหรัฐ เหลือเพียง 60,000 ดอลลาร์สหรัฐ" นักวิเคราะห์จาก CryptoQuant กล่าวย้ำเตือน
นอกจากนี้ สัดส่วนของเงินฝากขนาดใหญ่เมื่อเทียบกับปริมาณเงินโอนเข้าทั้งหมดก็ปรับตัวสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด โดยพุ่งจากระดับต่ำกว่าร้อยละ 10 ไปแตะที่ระดับสูงกว่าร้อยละ 40 ภายในระยะเวลาเพียงไม่กี่วัน โมเรโนวิเคราะห์ว่า "จากสถิติในอดีต เมื่อใดก็ตามที่สัดส่วนเงินฝากขนาดใหญ่ทะลุระดับร้อยละ 40 ขึ้นไป มักจะตามมาด้วยแรงกดดันด้านการขายที่เพิ่มสูงขึ้นในช่วงเวลาสั้น ๆ เสมอ"
ขณะเดียวกัน แม้ตลาดจะปรับตัวขึ้นร้อนแรง แต่ข้อมูลยังชี้อีกว่ายอดการทำกำไรที่เกิดขึ้นจริง (Realized Profits) ยังไม่ได้แตะจุดสูงสุดที่แท้จริง โดยตัวเลขกำไรที่เกิดขึ้นจริงรายวันยังคงอยู่ที่ประมาณ 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งต่ำกว่าระดับเส้นแบ่งทางจิตวิทยาที่ 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐอย่างมีนัยสำคัญ โดยในเชิงประวัติศาสตร์ ระดับ 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่บ่งชี้ถึงการทะลักของแรงขายทำกำไรขนานใหญ่ในวัฏจักรตลาดขาลง
โมเรโนทิ้งท้ายบทวิเคราะห์ด้วยข้อสรุปที่น่าสนใจว่า "หากราคาบิทคอยน์ยังคงสามารถยืนเหนือระดับ 76,000 ดอลลาร์สหรัฐได้อย่างมั่นคง หรือสามารถไต่ระดับสูงขึ้นไปทดสอบแนวต้านต้นทุนของเทรดเดอร์ที่ 76,800 ดอลลาร์สหรัฐอีกครั้ง ตัวเลขผลกำไรที่เกิดขึ้นจริงรายวันมีแนวโน้มที่จะเร่งตัวขึ้นอย่างมีความหมายสู่และเหนือระดับ 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งจะเป็นการเติมเชื้อไฟให้กับแรงกดดันด้านการขาย และเพิ่มโอกาสที่การดีดตัวของตลาดในรอบนี้จะต้องหยุดชะงักหรือพลิกกลับทิศทางลงในที่สุด"


