ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ(SCB EIC)ระบุจากหนี้ครัวเรือนไทยในไตรมาส 4 ปี 2568 กลับมาขยายตัวเล็กน้อย 0.05%YOY หลังจากหดตัวติดต่อกัน 3 ไตรมาส ทำให้สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ณ สิ้นปี 2568 เพิ่มเป็น 86.7% จากการขยายตัวของหนี้เพื่อการอุปโภคบริโภคส่วนบุคคลเป็นหลัก ขณะที่สินเชื่อเพื่อการลงทุนและสินเชื่อเพื่อประกอบธุรกิจยังคงหดตัว โดยสินเชื่อผ่านสหกรณ์ออมทรัพย์ และโรงรับจำนำ ขยายตัวสูงขึ้นมาก สะท้อนว่าครัวเรือนไทยหันไปพึ่งพาแหล่งเงินกู้ที่เข้าถึงได้ง่ายและมีเงื่อนไขยืดหยุ่นมากขึ้น เนื่องจากสถาบันการเงินหลักยังเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ
ทั้งนี้ การขยายตัวของหนี้ครัวเรือนไตรมาส 4 ปีที่ผ่านมา มีแรงหนุนหลักจากสินเชื่อเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล ซึ่งเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 12.72 ล้านล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นราว 1.19 แสนล้านบาทจากไตรมาสก่อน สะท้อนว่าครัวเรือนยังจำเป็นต้องพึ่งพาเงินกู้เพื่อประคองการใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ท่ามกลางรายได้ที่ฟื้นตัวช้า ขณะที่สินเชื่อเพื่อซื้ออสังหาริมทรัพย์แม้ปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่ยังอยู่ในระดับต่ำต่อเนื่อง สำหรับสินเชื่อที่หดตัวจากไตรมาสก่อน ได้แก่ สินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์และจักรยานยนต์ สินเชื่อเพื่อการศึกษา และสินเชื่อเพื่อการประกอบธุรกิจ ซึ่งยังคงลดลงต่อเนื่อง
และเมื่อพิจารณาหนี้ครัวเรือนแยกตามประเภทผู้ให้สินเชื่อ พบว่า สินเชื่อจากสถาบันการเงินเอกชน ยังหดตัวต่อเนื่อง สะท้อนความระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อ โดยเฉพาะธนาคารพาณิชย์และบริษัทบัตรเครดิต ลิสซิ่ง และสินเชื่อส่วนบุคคล ซึ่งรวมกันคิดเป็นประมาณครึ่งหนึ่งของสินเชื่อภาคครัวเรือนทั้งหมด โดยยอดคงค้างสินเชื่อครัวเรือนของธนาคารพาณิชย์หดตัวราว -2%YOY หดตัวต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 7 ขณะที่ยอดคงค้างสินเชื่อครัวเรือนของบริษัทบัตรเครดิต ลิสซิ่ง และสินเชื่อส่วนบุคคลหดตัว -0.6%YOY ต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 5
ส่วนหนี้ครัวเรือนโดยรวมกลับมาขยายตัวได้จากสินเชื่อของสถาบันการเงินเฉพาะกิจและสถาบันการเงินของรัฐ ซึ่งยังคงเติบโตต่อเนื่องจากมาตรการช่วยเหลือภาครัฐที่มีส่วนพยุงเศรษฐกิจ ขณะเดียวกัน สินเชื่อผ่านสหกรณ์ออมทรัพย์ และโรงรับจำนำ เร่งตัวขึ้นมาก สะท้อนว่าครัวเรือนหันไปพึ่งพาแหล่งเงินกู้ที่เข้าถึงง่ายและมีเงื่อนไขยืดหยุ่นกว่าสินเชื่อจากสถาบันการเงินหลักที่ยังคงเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ แนวโน้มดังกล่าวชี้ให้เห็นว่า ครัวเรือนบางส่วนยังเผชิญปัญหารายได้ไม่พอรายจ่าย และต้องการเสริมสภาพคล่องระยะสั้นผ่านการก่อหนี้เพิ่มเติม ท่ามกลางเศรษฐกิจที่ขยายตัวช้า ซึ่งอาจนำไปสู่การสะสมภาระหนี้และเพิ่มความเสี่ยงในการชำระหนี้ในระยะข้างหน้า
**มาตรการัฐควรช่วยเหลือแบบTargeted+แก้เชิงโครงสร้างในระยะยาว**
ทั้งนี้ จากสถานการณ์ดังกล่าว SCB EIC ประเมินว่า ความเสี่ยงด้านการชำระหนี้ของครัวเรือนไทยในระยะข้างหน้ามีแนวโน้มเพิ่มขึ้น จาก 2 ปัจจัยสำคัญ คือ (1) ตลาดแรงงานที่เปราะบางมากขึ้น สะท้อนจากอัตราการว่างงานที่เริ่มปรับสูงขึ้น ขณะที่จำนวนผู้มีงานทำลดลงต่อเนื่อง (2) แรงกดดันเงินเฟ้อจากสงครามในตะวันออกกลาง ทำให้ค่าครองชีพสูงขึ้น กดดันรายได้ที่แท้จริงของแรงงาน และอาจกระทบการจ้างงานในบางธุรกิจ
ดังนั้น ในระยะสั้น ภาครัฐควรเร่งออกมาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพแบบมุ่งเป้า (Targeted) โดยเฉพาะด้านพลังงาน เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อครัวเรือนเปราะบางและกลุ่มรายได้น้อยที่มีสัดส่วนค่าใช้จ่ายด้านอาหารและพลังงานสูง มาตรการควรออกแบบให้ตรงกลุ่มและมีลักษณะชั่วคราว เพื่อช่วยประคองกำลังซื้อและลดความจำเป็นที่ครัวเรือนต้องก่อหนี้เพิ่มเพื่อใช้จ่ายสิ่งจำเป็นในชีวิตประจำวัน ขณะเดียวกัน ภาครัฐควรเดินหน้ามาตรการปรับโครงสร้างหนี้และลดภาระหนี้ของลูกหนี้กลุ่มเปราะบางควบคู่กัน เพื่อเสริมสภาพคล่องในช่วงที่รายได้ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่
ในระยะยาว การแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนอย่างยั่งยืนจำเป็นต้องมุ่งแก้ที่ต้นตอของปัญหา โดยเฉพาะการยกระดับรายได้และความสามารถในการหารายได้ของครัวเรือน ภาครัฐจึงควรเร่งพัฒนาทักษะแรงงานให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด ควบคู่กับการสร้างงานที่มีผลิตภาพสูง และขยายโอกาสในการเข้าถึงอาชีพและแหล่งรายได้ใหม่ นอกจากนี้ ควรพัฒนาระบบสวัสดิการให้รองรับสังคมสูงอายุได้ดีขึ้น และส่งเสริมวินัยและภูมิคุ้มกันทางการเงินของครัวเรือน เพื่อช่วยให้ครัวเรือนสามารถรับมือกับความผันผวนของรายได้และค่าครองชีพได้ดีขึ้นในอนาคต ซึ่งจะช่วยลดการพึ่งพาหนี้เพื่อการบริโภค และทำให้การแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนเกิดผลอย่างยั่งยืนมากขึ้น


