สำนักงาน ก.ล.ต. เดินหน้าเปิดรับฟังความคิดเห็นต่อหลักการจัดตั้ง crypto ETF ในไทยอย่างเป็นทางการ หลังบอร์ดทั้งสองชุดไฟเขียวตั้งแต่ปลายปี 2568 ถึงต้นปี 2569 โดยกำหนดให้บิทคอยน์และอีเธอเรียมเป็นสินทรัพย์นำร่องในระยะแรก ภายใต้โครงสร้าง passive management ที่บลจ. บริหาร พร้อมกำกับดูแลการเก็บรักษาโดย DA Custodian ในประเทศเป็นหลัก ขณะเดียวกัน ยังล็อกประตูสกัดผลิตภัณฑ์อ้างอิง crypto ETF ต่างประเทศในช่วงเริ่มต้น เพื่อปกป้องพื้นที่ให้ผู้ประกอบการไทยได้พัฒนาขีดความสามารถของตนก่อน การเปิดรับฟังความคิดเห็นสิ้นสุดวันที่ 11 พฤษภาคม 2569
สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ออกสัญญาณเดินหน้าอย่างเป็นรูปธรรมในการยกระดับตลาดทุนไทยสู่ยุคสินทรัพย์ดิจิทัล ด้วยการเปิดรับฟังความคิดเห็นสาธารณะต่อหลักการจัดตั้งและแนวทางการกำกับดูแล crypto ETF ในประเทศไทย ครอบคลุมทั้งการมอบหมายงานจัดการลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลของกองทุนรวม และหลักการว่าด้วยการเป็นผู้ดูแลผลประโยชน์ของ crypto ETF
การเคลื่อนไหวครั้งนี้มิได้เกิดขึ้นในสุญญากาศ หากแต่เป็นผลจากการติดตามพัฒนาการของตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลในระดับสากลอย่างต่อเนื่อง โดยหน่วยงานกำกับดูแลชั้นนำทั่วโลก ทั้งสหรัฐอเมริกา แคนาดา ออสเตรเลีย และเขตบริหารพิเศษฮ่องกงแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ต่างได้ออกกรอบกฎเกณฑ์รองรับการจัดตั้ง crypto ETF ภายใต้การกำกับดูแลที่ชัดเจนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่าคริปโตกำลังได้รับการยอมรับในฐานะสินทรัพย์เพื่อการลงทุนอย่างแท้จริงในสายตาของผู้กำกับดูแลระดับโลก
การตัดสินใจเดินหน้ากำหนดหลักเกณฑ์ครั้งนี้ได้รับการรับรองจากคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ในการประชุมเมื่อเดือนธันวาคม 2568 และจากคณะกรรมการกำกับตลาดทุนในการประชุมเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ก่อนที่ ก.ล.ต. จะนำแนวทางดังกล่าวมาขยายรายละเอียดและเปิดกว้างรับฟังความเห็นจากภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง
สาระสำคัญของหลักการที่เสนอแบ่งออกเป็นสามส่วนหลัก ได้แก่ หลักเกณฑ์การจัดตั้ง crypto ETF หลักเกณฑ์การมอบหมายงานจัดการลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัล และหลักเกณฑ์ว่าด้วยผู้ดูแลผลประโยชน์ของ crypto ETF
ในส่วนแรก ก.ล.ต. วางกรอบให้ชัดเจนว่าในระยะแรกจะส่งเสริมการจัดตั้งเฉพาะ spot crypto ETF ซึ่งเป็นกองทุนรวมที่ลงทุนโดยตรงในคริปโต โดยมีโครงสร้างที่ไม่ซับซ้อน เพื่อให้ผู้ลงทุนสามารถเข้าใจลักษณะและความเสี่ยงของผลิตภัณฑ์ได้อย่างถ่องแท้ กองทุนจะอยู่ภายใต้การบริหารของบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ที่มีผู้เชี่ยวชาญดูแลด้านการเก็บรักษาคริปโตโดยเฉพาะ
ข้อกำหนดที่น่าจับตาคือ บลจ. ที่ประสงค์จัดตั้ง crypto ETF ต้องพิสูจน์ความพร้อมด้านบุคลากร ระบบงาน และผู้ให้บริการที่เกี่ยวข้องก่อน เพื่อให้มั่นใจได้ว่าการดำเนินงานของกองทุนจะมีความมั่นคงและปลอดภัย ขณะที่ crypto ETF ต้องบริหารในรูปแบบ passive management เพื่อสะท้อนการเคลื่อนไหวของราคาคริปโตตามความเป็นจริง โดยต้องดำรง crypto net exposure ในสกุลใดสกุลหนึ่งโดยเฉลี่ยตลอดรอบปีบัญชีไม่ต่ำกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ ในระยะแรก ก.ล.ต. กำหนดให้ลงทุนได้เฉพาะบิทคอยน์และอีเธอเรียม ซึ่งเป็นสินทรัพย์ดิจิทัลที่มีสภาพคล่องสูงและได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในระดับสากล
ด้านการเก็บรักษาคริปโตของกองทุน ก.ล.ต. กำหนดให้ต้องอยู่กับ DA Custodian ที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ ก.ล.ต. เป็นหลัก เพื่อยกระดับมาตรฐานการคุ้มครองผู้ลงทุนและเพิ่มประสิทธิภาพในการบังคับใช้กฎหมาย นอกจากนี้ crypto ETF จะจดทะเบียนซื้อขายได้เฉพาะในตลาดหลักทรัพย์ พร้อมมาตรการคุ้มครองผู้ลงทุนเพิ่มเติม ครอบคลุมการให้ความรู้แก่ผู้ลงทุน การยืนยันความเข้าใจความเสี่ยงก่อนเริ่มทำธุรกรรม และการย้ำเตือนหลักการลงทุนที่ไม่กระจุกตัวในสินทรัพย์ดิจิทัลมากเกินไป
ที่น่าสนใจอีกประการหนึ่ง คือการปรับปรุงหลักเกณฑ์ให้กองทุนรวม (MF) และกองทุนส่วนบุคคล (PF) สามารถลงทุนใน crypto ETF ของไทยได้ จากเดิมที่กำหนดให้ลงทุนได้เฉพาะ crypto ETF ต่างประเทศเท่านั้น โดยยังคงอยู่ภายใต้อัตราส่วนการลงทุนตามหลักเกณฑ์ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน
สำหรับยุทธศาสตร์สำคัญในการพัฒนาอุตสาหกรรม ก.ล.ต. ระบุชัดเจนว่าในระยะแรกจะยังไม่อนุญาตให้มีการออก จัดตั้ง หรือเสนอขายผลิตภัณฑ์ทางเลือกที่เกี่ยวข้องกับ crypto ETF ต่างประเทศ ซึ่งรวมถึงตราสารแสดงสิทธิในหลักทรัพย์ต่างประเทศ (DR) ที่อ้างอิง crypto ETF และการที่บริษัทหลักทรัพย์นำลูกค้าที่มิใช่ผู้ลงทุนสถาบันหรือผู้ลงทุนรายใหญ่พิเศษไปลงทุนใน crypto ETF ต่างประเทศ มาตรการนี้สะท้อนเจตนารมณ์ที่ชัดเจนของหน่วยงานกำกับในการเปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบธุรกิจไทยได้สร้างรากฐานและพัฒนาขีดความสามารถก่อนเผชิญกับการแข่งขันจากตลาดต่างประเทศ
ในส่วนที่สอง หลักเกณฑ์การมอบหมายงานจัดการลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลของกองทุนรวม ก.ล.ต. กำหนดให้ผู้รับมอบหมายงานดังกล่าวต้องเป็นผู้จัดการเงินทุนสินทรัพย์ดิจิทัล (DA Fund Manager) เท่านั้น เพื่อสร้างความมั่นใจว่าผู้ที่รับผิดชอบการตัดสินใจลงทุนมีความเชี่ยวชาญและความพร้อมที่เหมาะสมกับลักษณะเฉพาะของสินทรัพย์ประเภทนี้
ส่วนที่สาม ว่าด้วยผู้ดูแลผลประโยชน์ของ crypto ETF ก.ล.ต. เสนอให้ขยายคุณสมบัติให้ผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลที่มีความพร้อมทั้งด้านบุคลากรและระบบงาน สามารถทำหน้าที่เป็นผู้ดูแลผลประโยชน์ของ crypto ETF ได้ โดยต้องผ่านการรับรองจาก ก.ล.ต. ตามมาตรา 121 แห่งพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 ขณะที่ผู้ดูแลผลประโยชน์ที่เป็น DA Custodian หรือผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลประเภทอื่น จะมีขอบเขตหน้าที่จำกัดเฉพาะการดูแลผลประโยชน์ของ crypto ETF เท่านั้น พร้อมข้อกำหนดให้ต้องดำรงคุณสมบัติตลอดระยะเวลาที่ปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าว
ในประเด็นการเก็บรักษาสินทรัพย์ดิจิทัล ก.ล.ต. ให้ความสำคัญกับการใช้บริการ DA Custodian ในประเทศไทยเป็นหลัก แม้จะเปิดช่องให้ผู้ดูแลผลประโยชน์สามารถแต่งตั้งผู้ให้บริการรับฝากสินทรัพย์ดิจิทัลต่างประเทศได้ แต่ผู้ให้บริการดังกล่าวจะต้องมีคุณสมบัติเทียบเท่ากับมาตรฐานที่กำหนดสำหรับผู้รับฝากสินทรัพย์ดิจิทัลภายในประเทศ และต้องอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของหน่วยงานที่มีอำนาจตามที่กำหนดไว้อย่างเคร่งครัด
ทั้งนี้ก.ล.ต. เปิดให้ผู้ที่เกี่ยวข้องและผู้สนใจแสดงความคิดเห็นผ่านเว็บไซต์ ก.ล.ต. และระบบกลางทางกฎหมาย รวมถึงทางอีเมล chavisa@sec.or.th, thanunya@sec.or.th, pattarav@sec.or.th, nut@sec.or.th และ thapanee@sec.or.th ภายในวันที่ 11 พฤษภาคม 2569


