xs
xsm
sm
md
lg

ยักษ์การเงินโลกเร่งเกม “Stablecoin” พลิกโครงสร้างชำระเงิน ส่อแตะ 719 ล้านล้านดอลลาร์ ท้าชนอำนาจ Visa–Mastercard

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



สมรภูมิการเงินยุคใหม่ไม่ได้อยู่ที่หน้าจอจ่ายเงิน แต่กำลังเดือดใน “ชั้นโครงสร้างหลังบ้าน” Visa, Mastercard และ Stripe เร่งอัดเม็ดเงินยึดฐาน Stablecoin หวังครองเศรษฐศาสตร์การชำระเงินรอบใหม่ Chainalysis คาดธุรกรรม Stablecoin อาจพุ่งแตะ 719 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปี 2578 ขณะที่กฎหมายสหรัฐเริ่มเปิดทาง หนุนสถาบันการเงินกระโจนเข้าสู่เกมเต็มตัวแม้สัดส่วนยังต่ำ แต่แรงเร่งจากทุนสถาบันอาจเปลี่ยนดุลอำนาจระบบการเงินโลกในทศวรรษหน้า

กระแส “คริปโต” กำลังเคลื่อนจากการเก็งกำไรสู่การเป็นโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินอย่างเงียบเชียบ โดยเฉพาะในกลุ่ม Stablecoin ที่กำลังกลายเป็น “ชั้นชำระราคาและสภาพคล่อง” ใต้ระบบการเงินดั้งเดิม ซึ่งอาจเปลี่ยนวิธีการเคลื่อนย้ายเงินทั่วโลกในระดับโครงสร้าง

อย่างไรก็ดีแม้ผู้บริโภคปลายทางยังไม่รู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน แต่เบื้องหลังนั้น บรรดาบริษัทการเงินยักษ์ใหญ่กำลังเปิดศึกชิงความได้เปรียบใน “สแต็กการชำระเงินยุคใหม่” อย่างเข้มข้น

ตลอดสองปีที่ผ่านมา การถกเถียงเกี่ยวกับ Stablecoin มักโฟกัสไปที่จุดชำระเงิน (checkout) ว่าผู้บริโภคจะหันมาใช้กระเป๋าเงินดิจิทัลแทนบัตรหรือไม่ ทว่าในเชิงยุทธศาสตร์ ผู้เล่นรายใหญ่กลับ “เดิมพันคนละจุด” โดยมุ่งยึดครองโครงสร้างหลังบ้านแทน

โดย Visa เริ่มชำระเงินด้วย USDC แล้ว, Stripe เข้าซื้อ Bridge และ Mastercard เดินเกม M&A เข้าซื้อ BVNK ทุกความเคลื่อนไหวสะท้อนวิสัยทัศน์เดียวกันว่า Stablecoin จะกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้าน Settlement และ Liquidity ของระบบการเงิน และผู้ที่ควบคุมชั้นนี้ จะเป็นผู้กำหนด “เศรษฐศาสตร์ของการชำระเงิน” ในรอบถัดไป

Chainalysis ประเมินว่า มูลค่าธุรกรรม Stablecoin ในปี 2568 อยู่ที่ประมาณ 28 ล้านล้านดอลลาร์ และมีแนวโน้มเติบโตแบบ Organic แตะระดับ 719 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปี 2578 ขณะที่กรณีเร่งตัวอาจพุ่งแตะ 1.5 ควอดริลเลียนดอลลาร์

อย่างไรก็ดี ตัวเลขดังกล่าวยังต้องพิจารณาบนฐานข้อมูลจริง โดย McKinsey และ Artemis ประเมินมูลค่าการใช้ Stablecoin ในภาคการชำระเงินจริงอยู่ที่ประมาณ 390,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี สอดคล้องกับ BCG ที่ประเมินไว้ในช่วง 350,000–550,000 ล้านดอลลาร์ โดยไม่รวมธุรกรรมที่ไม่เกี่ยวกับเศรษฐกิจจริงหรือการเทรด

เมื่อเทียบกับมูลค่าการชำระเงินของ Visa ที่ประมาณ 17 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2568 Stablecoin ยังมีสัดส่วนเพียง 2.3% เท่านั้น แต่แม้ตัวเลขจะดูเล็กในเชิงสัดส่วน กลับมีนัยสำคัญเชิงโครงสร้าง เนื่องจากระบบ Settlement และ Checkout ใช้โครงสร้างพื้นฐานคนละชุด

ในทางปฏิบัติธุรกรรม Stablecoin จำนวนมากไม่ปรากฏบน On-chain ในฐานะธุรกรรมร้านค้า เนื่องจากการใช้ “คริปโตการ์ด” ยังคงวิ่งผ่านระบบบัตรแบบดั้งเดิม ขณะที่บล็อกเชนทำหน้าที่เพียงบันทึกการไหลเข้า-ออกของเงินในระดับผู้ออกบัตร

นั่นหมายความว่า Stablecoin สามารถ “ขยายตัวเชิงพาณิชย์” ได้โดยไม่จำเป็นต้องปรากฏให้ผู้บริโภคเห็น ณ จุดชำระเงิน

สามยักษ์ใหญ่ หนึ่งศึกสมรภูมิ

ก่อนหน้านี้ Visa เปิดตัวระบบ Settlement ด้วย USDC ในสหรัฐเมื่อเดือนธันวาคม 2568 และภายในวันที่ 25 มีนาคม 2569 มูลค่าการดำเนินการแบบ Annualized แตะ 4,600 ล้านดอลลาร์ ครอบคลุมโปรแกรมบัตรที่เชื่อมกับ Stablecoin มากกว่า 130 รายการ ในกว่า 50 ประเทศ

แกนยุทธศาสตร์ของ Visa อยู่ที่ “การยกระดับระบบบริหารเงินคลัง (Treasury)” และเพิ่มประสิทธิภาพการ Settlement โดยโครงการ Canton Network ถูกออกแบบให้รองรับการใช้งานในภาคธนาคาร ครอบคลุมทั้งการชำระเงิน การเคลียร์ธุรกรรม และการบริหารสภาพคล่องสะท้อนความพยายามยึด “ชั้น orchestration” ของระบบ Stablecoin ระดับสถาบัน

ขณะที่ในฝั่ง Stripe รายงานประจำปี 2568 ระบุว่า ปริมาณการชำระเงินผ่าน Stablecoin เพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 400,000 ล้านดอลลาร์ โดยกว่า 60% เป็นธุรกรรมแบบ B2B ขณะที่ปริมาณธุรกรรมของ Bridge เติบโตมากกว่า 4 เท่า

Bridge ยังได้รับการอนุมัติแบบมีเงื่อนไขจาก OCC ให้จัดตั้งธนาคาร Trust ระดับประเทศ ครอบคลุมบริการรับฝากทรัพย์สิน การออกเหรียญ การควบคุมระบบ และการบริหารเงินสำรอง ซึ่งถือเป็น “ใบเบิกทาง” สำคัญสู่การยอมรับในระดับสถาบัน

ด้าน Mastercard ประกาศเข้าซื้อ BVNK ในเดือนมีนาคม 2569 มูลค่าสูงสุด 1,800 ล้านดอลลาร์ พร้อมระบุว่าการใช้งานสกุลเงินดิจิทัลในระบบการชำระเงินแตะอย่างน้อย 350,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2568 โดยโอกาสการเติบโตอยู่ในธุรกรรมข้ามพรมแดน การโอนเงิน การจ่ายเงิน และ B2B

โดย Mastercard เน้นจุดแข็งด้าน “ความเร็ว” และ “ความสามารถในการตั้งโปรแกรมได้” เพื่อตอบโจทย์ pain point ในการบริหารเงินคลังและกระแสเงินสดเชิงพาณิชย์

แม้กลยุทธ์ต่างกัน แต่ทั้งสามบริษัทกำลังเดิมพันบน “สแต็กเดียวกัน” นั่นคือ Stablecoin จะฝังตัวในโครงสร้างการชำระเงิน ก่อนที่การเปลี่ยนแปลงจะปรากฏต่อสายตาผู้บริโภค

แรงหนุนจากนโยบายและสถาบัน

ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ระบุในรายงานวันที่ 8 เมษายน 2569 ว่า มูลค่าตลาด Stablecoin อยู่ที่ 317,000 ล้านดอลลาร์ ณ วันที่ 6 เมษายน เพิ่มขึ้นกว่า 50% จากต้นปี 2568

ขณะที่สภาคองเกรสสหรัฐออกกฎหมาย GENIUS Act ในเดือนกรกฎาคม 2568 ซึ่งกลายเป็นกรอบกฎหมายสำคัญที่เปิดทางให้สถาบันการเงินเข้าสู่ตลาดได้อย่างเป็นทางการ

Citi ประเมินว่า ภายในปี 2573 มูลค่าการออก Stablecoin อาจแตะ 1.9 ล้านล้านดอลลาร์ รองรับธุรกรรมปีละกว่า 100 ล้านล้านดอลลาร์ และอาจสร้างดีมานด์ต่อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐเพิ่มขึ้นมากกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์

เมื่อเทียบกับมูลค่าปัจจุบันที่ 317,000 ล้านดอลลาร์ ตลาดยังอยู่ที่เพียง 16.7% ของเป้าหมายดังกล่าว สะท้อนว่า “เกมยังเพิ่งเริ่มต้น” แต่ผู้เล่นรายใหญ่ได้วางเดิมพันล่วงหน้าแล้ว

ฉากทัศน์อนาคต ระหว่าง “เปิด” กับ “ปิด”

ฝั่งมุมมองเชิงบวกขึ้นอยู่กับความเร็วในการพัฒนาโครงสร้าง Compliance ให้รองรับ Stablecoin ในระดับองค์กร หากบริษัทสามารถใช้งาน Stablecoin เป็นส่วนหนึ่งของ Treasury ได้อย่างราบรื่น ธุรกรรมข้ามพรมแดน การจ่ายเงิน และ B2B จะย้ายขึ้นสู่ On-chain เร็วกว่าที่คาด

ในกรณีดังกล่าว ตัวเลข 1.9 ล้านล้านดอลลาร์ของ Citi อาจเป็นเพียง “ขั้นต่ำ” และบริษัทที่ควบคุม orchestration, compliance, reserves และ interoperability จะเป็นผู้กุมอำนาจทางเศรษฐกิจของระบบใหม่

ในทางกลับกัน ความเสี่ยงอยู่ที่โครงสร้างแบบเปิด (open rails) อาจยังคงกระจัดกระจาย เปิดโอกาสให้ผู้เล่นดั้งเดิมดูดซับเทคโนโลยีไปเป็นฟีเจอร์เฉพาะของตน

ขณะที่ธนาคารกลางสหรัฐหรือ Fed เตือนถึงความซับซ้อนของห่วงโซ่ตัวกลาง ความไม่โปร่งใส และความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง (run risk) ซึ่งอาจผลักให้สถาบันเลือกใช้ระบบแบบปิด (permissioned systems)

Citi ยังประเมินว่า “เงินโทเคนที่ออกโดยธนาคาร” อาจมีปริมาณธุรกรรมสูงกว่า Stablecoin แบบเปิดในภาคสถาบัน โดยเฉพาะในตลาดทุนและ Treasury ที่ต้องการความสอดคล้องด้านกฎระเบียบ

จุดตัดสินเกมการเงินโลกอนาคต

Visa, Stripe และ Mastercard กำลังแบ่งสนามรบกันคนละมุม โดย Visa โฟกัสที่ Settlement และการออกบัตร, Stripe และ Bridge เน้น API และโครงสร้าง B2B รวมถึง Custody ที่มีการกำกับดูแล ขณะที่ Mastercard มุ่งไปยังธุรกรรมข้ามพรมแดนและ Treasury เชิงพาณิชย์

แต่แกนกลางของการแข่งขันอยู่ที่การควบคุม “จุดยุทธศาสตร์” ได้แก่ orchestration, compliance, reserves, การจัดการอัตราแลกเปลี่ยน และมาตรฐาน interoperability

Chainalysis คาดว่า ปริมาณธุรกรรม Stablecoin อาจไล่ทันธุรกรรมแบบ off-chain ของ Visa และ Mastercard ในช่วงปี 2574–2582 แต่จุดเปลี่ยนที่แท้จริงได้เริ่มขึ้นแล้ว

เมื่อเครือข่ายบัตรรายใหญ่เริ่ม “ออกแบบระบบใหม่” รอบ Stablecoin ทั้งที่สัดส่วนยังต่ำกว่า 3% ของระบบทั้งหมด

คำถามจึงไม่ใช่ว่า Stablecoin จะมาแทนที่หรือไม่ แต่คือ “ใคร” จะเป็นผู้ควบคุมโครงสร้างใหม่

และในอีก 36 เดือนข้างหน้า ผู้ที่ยึดพื้นที่ในชั้น orchestration และ compliance ได้ก่อน อาจเป็นผู้เขียนกติกาของระบบการเงินยุคถัดไปทั้งหมด