สำนักงาน ก.ล.ต. งัดตัวเลขผลงานไตรมาสแรกปี 2569 กวาดค่าปรับทางแพ่งและเงินชดใช้คืนเข้ารัฐกว่า 1,135 ล้านบาท อัตราชนะคดีในชั้นศาลทะลุ 99% ตอกย้ำความเชื่อมั่นนักลงทุน ด้านพฤติกรรมสู้คดีแทนการยอมรับผิดกลับลงเอยด้วยโทษหนักสองเท่า พร้อมตัดสิทธิกรรมการบริหารถาวร 10 ปี ส่งสัญญาณเตือนถึงตลาดคริปโตเคอร์เรนซีในฐานะหน่วยงานกำกับดูแลว่าเกมบิดเบือนกลไกตลาดและใช้วงในไม่ว่าจะเกิดขึ้นบนกระดานใด ปลายทางคือความพ่ายแพ้ที่ต้องชดใช้ด้วยมูลค่ามหาศาล
รายงานผลการดำเนินงานด้านการบังคับใช้กฎหมายจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หรือ ก.ล.ต. ประจำไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 2569 ได้เผยให้เห็นถึง "อำนาจรัฐ" ในมิติของตลาดทุนไทยที่กำลังถูกใช้งานอย่างเข้มข้น ภายใต้ภาพลักษณ์ของหน่วยงานกำกับดูแลที่หลายฝ่ายมักมองว่าดำเนินการเชื่องช้า ตัวเลขการเรียกเก็บค่าปรับทางแพ่งและเงินชดใช้ผลประโยชน์รวมกันกว่า 1,135 ล้านบาทในระยะเวลาเพียงสามเดือน กลับเป็นประจักษ์พยานชั้นดีที่หักล้างภาพจำเก่าแก่ออกไปจากการรับรู้ และที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้นคือสถิติในชั้นศาลที่บ่งชี้ว่า หากผู้กระทำผิดเลือกที่จะไม่ยอมรับมาตรการลงโทษทางแพ่งและเลือกเดินหน้า "สู้คดี" โอกาสที่พวกเขาจะรอดพ้นจากเงื้อมมือกฎหมายนั้นแทบจะเป็นศูนย์
นายเอนก อยู่ยืน รองเลขาธิการ และโฆษก ก.ล.ต. เปิดเผยถึงผลการดำเนินคดีในห้วงเวลาดังกล่าวด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นอันสะท้อนถึงความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมทางเลือกของตลาดทุน โดยในช่วงเดือนมกราคมถึงมีนาคม 2569 ที่ผ่านมา ก.ล.ต. ได้ดำเนินการกล่าวโทษผู้กระทำผิดในคดีทุจริตและการกระทำอันไม่เป็นธรรมเกี่ยวกับการซื้อขายหลักทรัพย์ไปแล้วจำนวน 2 กรณี ขณะเดียวกันก็ได้ใช้มาตรการลงโทษทางแพ่งกับผู้กระทำผิดรวม 3 กรณี ซึ่งพฤติการณ์ในคดีเหล่านี้ล้วนเป็น "อาชญากรรมคอปกขาว" ในโลกการเงินที่สร้างความเสียหายต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนรายย่อยอย่างร้ายแรง ประกอบด้วย การสร้างราคาหลักทรัพย์ (Market Manipulation) จำนวน 2 กรณี และการใช้ข้อมูลภายในเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตน หรือที่รู้จักกันดีในนาม อินไซเดอร์เทรดดิ้ง (Insider Trading) อีกจำนวน 1 กรณี
ในมิติของตัวเลขทางการเงินนั้น นับเป็นการตอกย้ำถึงหลักการสำคัญของกฎหมายที่มุ่งเน้นให้ผู้กระทำผิดไม่สามารถคงไว้ซึ่ง "ทรัพย์สินอันมิควรได้" โดยในจำนวนเงินรวม 1,135 ล้านบาทที่ถูกเรียกคืนนั้น แบ่งออกเป็นค่าปรับทางแพ่งตามมาตรการของ ก.ล.ต. เป็นจำนวนเงินสูงถึง 633 ล้านบาท และเงินที่ผู้กระทำผิดต้องชดใช้คืนอันเป็นผลประโยชน์ที่ได้รับจากการกระทำผิดกฎหมายอีกจำนวน 502 ล้านบาท โดยเงินจำนวนมหาศาลดังกล่าวจะถูกนำส่งคืนเป็นรายได้แผ่นดินแก่กระทรวงการคลังในท้ายที่สุด
นอกเหนือจากนี้ ผู้กระทำผิดยังต้องรับภาระชดใช้ค่าใช้จ่ายอันเกิดจากการตรวจสอบและสืบสวนสอบสวนของสำนักงาน ก.ล.ต. เป็นจำนวนเงินอีกกว่า 1 ล้านบาท ซึ่งนับเป็นการปิดช่องโหว่มิให้ผู้กระทำผิดผลักภาระค่าใช้จ่ายในการบังคับใช้กฎหมายไปให้ภาครัฐและผู้เสียภาษีโดยรวม
การวิเคราะห์เชิงลึกต่อกรณีการใช้ข้อมูลภายใน หรือ Insider Trading ซึ่งเป็นหนึ่งในเหลี่ยมลึกของผู้บริหารสีเทาดำในตลาดทุน แสดงให้เห็นถึงวิวัฒนาการของบทลงโทษที่เฉียบขาดและมีชั้นเชิงยิ่งขึ้น ก.ล.ต. มิได้เพียงแต่ต้องการลงโทษจำคุกเพื่อข่มขวัญ หากแต่ต้องการตัดวงจรการเข้าถึงข้อมูลที่เอื้อประโยชน์อย่างถาวร หลักเกณฑ์การคำนวณโทษทางแพ่งในกรณีนี้มีความน่าสนใจตรงที่เปิดโอกาสให้ผู้กระทำผิดเลือกทางเดินได้สองสาย เส้นทางแรกคือการให้ความร่วมมือและยอมรับมาตรการลงโทษทางแพ่ง ซึ่งโดยปกติคณะกรรมการเปรียบเทียบจะกำหนดค่าปรับในอัตราที่สมเหตุสมผล กล่าวคือประมาณหนึ่งเท่าของมูลค่าผลประโยชน์ที่ได้รับ เพื่อให้คดีสามารถยุติได้อย่างรวดเร็ว ลดภาระค่าใช้จ่ายและกำลังคนของภาครัฐที่ต้องสูญเสียไปกับกระบวนการต่อสู้คดีในชั้นศาลอันยาวนาน
ทว่า เส้นทางที่สองสำหรับผู้ที่ประสงค์จะ "วัดดวง" หรือใช้ทรัพยากรทางกฎหมายของตนต่อสู้จนถึงที่สุด ดูเหมือนจะเป็นหนทางที่เต็มไปด้วยขวากหนามและปลายทางคือความเจ็บปวดทางการเงินที่เพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ ข้อมูลจากฝ่ายบังคับใช้กฎหมายระบุว่า สำหรับคดีที่เข้าสู่กระบวนการพิจารณาของศาลยุติธรรมและถึงที่สุดแล้วนั้น ก.ล.ต. มีอัตราชนะคดีถล่มทลายถึงร้อยละ 99 และที่น่าสังเกตคือ ในการพิพากษาของศาลนั้น ศาลมิได้ลดหย่อนผ่อนโทษให้แก่ผู้กระทำผิดที่เลือกใช้สิทธิต่อสู้คดีแต่อย่างใด ตรงกันข้ามศาลกลับมีคำพิพากษาให้ปรับในอัตราสูงสุดตามที่กฎหมายกำหนด คือไม่เกินสองเท่าของผลประโยชน์ที่ได้รับจากการกระทำผิด สะท้อนให้เห็นถึงนัยยะทางกฎหมายที่ชัดเจนว่าการยอมรับผิดและให้ความร่วมมือกับทางการตั้งแต่ต้นย่อมได้รับการปฏิบัติที่ต่างจากการดื้อดึงสู้คดีโดยไม่มีมูล
นอกจากบทลงโทษทางการเงินที่สาหัสสากรรจ์แล้ว ยังมีมิติของการตัดสิทธิในการประกอบวิชาชีพในระดับสูงซึ่งมีความสำคัญไม่แพ้ค่าปรับ สำหรับผู้กระทำผิดฐานใช้ข้อมูลภายในนั้น ก.ล.ต. ได้กำหนดมาตรการเสริมด้วยการห้ามบุคคลดังกล่าวดำรงตำแหน่งกรรมการหรือผู้บริหารสูงสุดในบริษัทจดทะเบียนใดๆ เป็นระยะเวลายาวนานถึง 10 ปี มาตรการนี้ถือเป็น "ใบแดง" ทางวิชาชีพที่รุนแรงและทรงประสิทธิภาพ เพราะเป็นการตัดโอกาสในการกลับเข้าสู่วงจรเดิมที่สามารถเข้าถึงข้อมูลสำคัญภายในองค์กรได้อีกครั้ง อันเป็นการป้องปรามมิให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยในอนาคต ซึ่งกระบวนการทางแพ่งที่ใช้เวลาเฉลี่ยในชั้นศาลเพียง 3 ถึง 4 ปีนั้น ถือว่ามีประสิทธิภาพเหนือกว่ากระบวนการทางอาญาที่ยังคงต้องพึ่งพาพนักงานสอบสวนและอาจยืดเยื้อกว่าเป็นเท่าตัว
ในอีกด้านหนึ่ง แม้ว่าผลงานดังกล่าวจะมุ่งเน้นไปที่ตลาดหลักทรัพย์และบริษัทจดทะเบียนแบบดั้งเดิม แต่นัยยะทางการกำกับดูแลย่อมส่งแรงสั่นสะเทือนไปถึงอีกอาณาจักรหนึ่งที่อยู่ภายใต้ร่มเงาการกำกับดูแลของ ก.ล.ต. เช่นกัน นั่นคือตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลซึ่งอยู่ภายใต้พระราชกำหนดการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล พ.ศ. 2561 การที่ ก.ล.ต. ส่งสัญญาณว่าเครื่องจักรกลด้านการบังคับใช้กฎหมายกำลังทำงานอย่างเต็มสมรรถนะ ย่อมหมายความรวมถึงการเฝ้าระวังพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ ในโลกของคริปโตเคอร์เรนซีด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบของการสร้างราคาเหรียญดิจิทัลอย่างเป็นขบวนการ (Pump and Dump) หรือการใช้ข้อมูลภายในจากการลิสต์เหรียญใหม่บนกระดานเทรด ซึ่งสถิติการชนะคดี 99% และการฟันค่าปรับระดับพันล้านบาท จึงไม่ใช่เพียงตัวเลขทางบัญชีของหน่วยงานรัฐ แต่คือจดหมายเปิดผนึกที่ส่งตรงถึงบรรดา "สายปั่นหุ้น" และ "สายอินไซด์" ว่าด้วยพลวัตทางกฎหมายที่เปลี่ยนไป การกระทำผิดในตลาดการเงินยุคใหม่ แม้จะซับซ้อนด้วยเทคโนโลยีเพียงใด ปลายทางของการฝ่าฝืนกฎเกณฑ์ก็คือการถูกบังคับใช้กฎหมายอย่างไร้ความปรานี และประโยคที่ว่า "สู้ไปก็ไม่รอด" ไม่ใช่คำขู่ หากแต่เป็นสัจธรรมทางสถิติที่ได้รับการพิสูจน์แล้วด้วยผลงานในไตรมาสแรกของปีพุทธศักราช 2569 นี้


