ตลาดคริปโตเริ่มส่งสัญญาณ “หายใจโล่ง” หลังความตึงเครียดสหรัฐ - อิหร่านคลี่คลายชั่วคราว กดราคาน้ำมันร่วงแรง หนุนเซนติเมนต์การลงทุนฟื้น แต่ความเสี่ยงยังไม่จาง โดยเฉพาะไฟขัดแย้งตะวันออกกลางที่ยังคุกรุ่น เมอร์เคิล แคปปิตอล ชี้จุดชี้ชะตาตลาดอยู่ที่ดอกเบี้ย เงินเฟ้อ และแรงเงินทุนสถาบัน ขณะที่บิทคอยน์เริ่มเข้าโซนสะสมสำคัญ นักลงทุนระยะยาวทยอยเก็บของ แม้สัญญาณบวกเริ่มก่อตัว แต่ความผันผวนยังสูง เปิดทางทั้ง “ขึ้นแรง-ลงลึก” ในเวลาเดียวกัน
บริษัท เมอร์เคิล แคปปิตอล จำกัด ผู้จัดการเงินทุนสินทรัพย์ดิจิทัลรายแรกของไทยภายใต้การกำกับของสำนักงาน ก.ล.ต. เปิดเวทีสัมมนาพิเศษ “เจาะลึกจุดต่ำสุด ไตรมาส 2/2569: บิทคอยน์ ผ่าน Bottom ไปแล้วหรือยัง?” สะท้อนภาพตลาดคริปโตที่กำลังเดินอยู่บน “เส้นบาง” ระหว่างการฟื้นตัวกับความเปราะบางเชิงโครงสร้าง
นายวรเมธ จันทร์เสน Investment Consultant บริษัท เมอร์เคิล แคปปิตอล จำกัด ระบุว่า จุดเปลี่ยนสำคัญในระยะสั้นมาจากพัฒนาการด้านภูมิรัฐศาสตร์ หลังสหรัฐและอิหร่านสามารถบรรลุข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวราว 2 สัปดาห์ พร้อมเงื่อนไขให้อิหร่านกลับมาเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบร่วงลงอย่างรวดเร็วกว่า 20 ดอลลาร์ภายในเวลาเพียง 2 วัน สะท้อนแรงคลายความตื่นตระหนกของตลาดโลก
อย่างไรก็ตาม ภาพดังกล่าวยังเป็นเพียง “การพักรบ” มากกว่าการยุติความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง เนื่องจากความขัดแย้งในฝั่งอิสราเอลยังไม่สิ้นสุด และมีศักยภาพจะปะทุซ้ำได้ทุกเมื่อ ขณะที่ข้อมูลการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซเริ่มฟื้นตัว โดยจำนวนเรือเพิ่มขึ้นแตะระดับประมาณ 15 ลำต่อวัน แม้ยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในภาวะปกติ สะท้อนเศรษฐกิจโลกที่กำลัง “ค่อย ๆ ลุกขึ้น” มากกว่าจะฟื้นตัวเต็มรูปแบบ
นอกจากนี้เขาประเมินว่า หากสถานการณ์ไม่ลุกลาม ราคาน้ำมันและกิจกรรมการขนส่งจะทยอยกลับเข้าสู่สมดุล ซึ่งจะเป็นแรงหนุนสำคัญต่อบรรยากาศการลงทุนทั่วโลก แต่ในอีกด้านหนึ่ง หากความตึงเครียดกลับมารุนแรง ตลาดอาจเผชิญแรงกระแทกซ้ำ ทั้งจากต้นทุนพลังงานที่พุ่งขึ้นและความไม่แน่นอนที่กดดันสินทรัพย์เสี่ยง
ในมิติของเศรษฐกิจมหภาค ตลาดเริ่ม “รีโฟกัส” กลับไปยังปัจจัยพื้นฐาน โดยเฉพาะทิศทางอัตราดอกเบี้ย เงินเฟ้อ และตลาดแรงงาน หลังธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ส่งสัญญาณคงอัตราดอกเบี้ยในระดับต่ำราว 3% และมีแนวโน้มปรับลดในปีถัดไป ซึ่งถือเป็นปัจจัยบวกต่อสินทรัพย์เสี่ยงในกรอบระยะกลางถึงระยะยาว
สำหรับตลาดคริปโต ภาพการเคลื่อนไหวในช่วงที่ผ่านมาเป็นไปตาม “อารมณ์ตลาด” อย่างชัดเจน เมื่อความกังวลเพิ่มขึ้น แรงขายจะเร่งตัว แต่ทันทีที่แรงกดดันคลายตัว เงินทุนจะไหลกลับอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในบิทคอยน์ ซึ่งเริ่มแสดงสัญญาณการสะสมบริเวณระดับราคาใกล้ 70,000 ดอลลาร์ อันเป็นจุดต้นทุนสำคัญของผู้เล่นหลายกลุ่มในตลาด
ด้านข้อมูล On-chain สนับสนุนภาพดังกล่าว โดยสะท้อนว่าต้นทุนเฉลี่ยของนักลงทุนอยู่ในระดับที่เอื้อต่อการทยอยสะสม ขณะเดียวกันเริ่มเห็นการกลับเข้ามาของนักลงทุนระยะยาว รวมถึงนักลงทุนสถาบันที่ยังคงสะสมสินทรัพย์อย่างต่อเนื่อง สะท้อนความเชื่อมั่นต่อปัจจัยพื้นฐานในระยะยาวที่ยังไม่สั่นคลอน
อย่างไรก็ดี เมื่อพิจารณาโครงสร้างตลาดในเชิงลึก สัดส่วนการถือครองบิทคอยน์ของนักลงทุนสถาบันยังอยู่ในระดับต่ำเพียงประมาณ 0.66% ของสินทรัพย์รวม หรือคิดเป็นราว 7% ของมูลค่าตลาดบิทคอยน์ทั้งหมด ตัวเลขดังกล่าวชี้ให้เห็น “ช่องว่างของโอกาส” ที่ยังเปิดกว้าง หากเม็ดเงินสถาบันไหลเข้าสู่ตลาดมากขึ้นในอนาคต
ในขณะเดียวกัน ตัวชี้วัดสำคัญอย่าง Open Interest ที่ยังอยู่ในระดับต่ำ กลับสะท้อนภาพสองด้านอย่างชัดเจน กล่าวคือ ตลาดยังขาดแรงเก็งกำไรเชิงรุก แต่ในอีกมุมหนึ่งก็หมายความว่า หากมีแรงซื้อหรือแรงขายก้อนใหญ่ไหลเข้ามา ราคาสามารถผันผวนได้รุนแรง และมีศักยภาพจะ “เร่งตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว” หากดีมานด์แท้จริงเข้าสู่ตลาด
บทสรุปของเมอร์เคิลจึงไม่ได้ชี้ไปในทางใดทางหนึ่งอย่างสุดโต่ง หากแต่สะท้อนภาพตลาดที่กำลัง “ตั้งหลัก” หลังผ่านช่วงแรงกดดันหนัก โดยมีความเป็นไปได้ว่าจุดต่ำสุดในเชิงเซนติเมนต์อาจผ่านไปแล้ว แต่เส้นทางข้างหน้ายังเต็มไปด้วยตัวแปรที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะภูมิรัฐศาสตร์และนโยบายเศรษฐกิจของประเทศมหาอำนาจ ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดทิศทางของตลาดคริปโตในระยะถัดไปอย่างมีนัยสำคัญ
หมายเหตุ คริปโตเคอร์เรนซีและโทเคนดิจิทัลมีความเสี่ยงสูง ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนได้ทั้งจำนวน ควรศึกษาข้อมูลและประเมินความเสี่ยงให้เหมาะสมก่อนตัดสินใจลงทุน


