คลังเตรียมเสนอคณะรัฐมนตรี 11 เมษายน 2569 นี้ เรื่องมาตราการเร่งด่วน เติมเงินบัตรสวัสดิการฯ 100 บาท วงเงิน 1,300 ล้านบาท และ ภาคการขนส่ง ช่วยเหลือ กลุ่มได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันพุ่งขึ้น วงเงิน ประมาณ 1,600 กว่าล้านบาท เริ่มใช้เงินสงกรานต์นี้ พร้อมเตรียมเงินรองรับ 84,000 ล้านบาท ที่จะใช้ในโครงการของรัฐบาล
นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ประชุมผู้บริหารกระทรวงคลัง เกี่ยวกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการช่วยเหลือประชาชน มีประเด็นสำคัญดังนี้ 1. มาตรการเร่งด่วน 30 วัน ตามที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติเห็นชอบในหลักการแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการขออนุมัติงบประมาณเพื่อเบิกจ่าย โดยจะมีบางเรื่องเข้าที่ประชุม ครม. ในวันเสาร์ที่ 11 เมษายัน 2569 นี้
หลังรัฐบาลแถลงนโยบายต่อสภา คลังเตรียมเสนอ พ.ร.ก.โอนเงินงบประมาณจากปีก่อน ซึ่งไม่ได้เบิกจ่ายตามกำหนดวงเงิน 84,00 ล้านบาท และเสนอ พ.ร.ก.ค้ำประกันเงินกู้ กองทุนน้ำมัน ขณะนี้ฐานะติดลบ 5 หมื่นล้านบาท และขยายเพดานเงินกู้ของกองทุนฯ เป็น 1.5 แสนล้านบาท ในการเสนอ ครม. เพื่อออกมาตรการเติมเงินในบัตรสวัสดิการฯ ใช้งบกลาง วงเงิน 1,300 ล้านบาท เติมเงินให้เงินช่วยเหลือชั่วคราว 100 บาท คาดว่าเงินจะเข้าบัตรสวัสดิการฯ เร็วที่สุดในช่วงเทศกาล สงกรานต์ ภายใน 13 เมษายนนี้ ส่วนภาคการขนส่ง ช่วยเหลือรถบรรทุก ประมาณ 1,600 กว่าล้านบาท
“โครงการ "คนละครึ่ง" เฟสใหม่ เตรียมออกเป็นแพ็กเกจใหญ่กว่า มาตรการเร่งด่วน มั่นใจว่าประชาชนจะได้เริ่มใช้จ่ายในเดือนพฤษภาคม 2569 กลุ่มเป้าหมายรัฐบาลต้องการให้ครอบคลุมคนจำนวนมากกว่าครั้งก่อน เนื่องจากความเดือดร้อนขยายวงกว้างจากเดิม 20 ล้านคน นับเป็นอีกมาตรการถัดไปที่รัฐบาลต้องพิจารณาเพิ่มเติม”ปลัดกระทรวงคลังกล่าว
ส่วนมาตรการดูแลราคาน้ำมันและการบริหารจัดการกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ประกอบด้วย 1. มาตรการภาษีสรรพสามิตน้ำมัน ตามครม. นัดพิเศษมีมติเห็นชอบในหลักการให้ลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลลง 1 บาทต่อลิตร เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นทำให้รัฐสูญเสียรายได้ประมาณ 2,000 ล้านบาทต่อเดือน หากลดภาษีเบนซิน 1 บาทต่อลิตร จะสูญเสียรายได้ประมาณ 800 ล้านบาทต่อเดือน ในเบื้องต้น ครม. เห็นชอบเฉพาะดีเซล
“การใช้กองทุนน้ำมันฯ มีประสิทธิภาพและคล่องตัวกว่าการลดภาษี เพราะไม่ต้องผ่านขั้นตอนการออกกฎหมายที่ใช้เวลานาน สำหรับการเสริมสภาพคล่องกองทุนน้ำมันฯ เตรียมเสนอให้ออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้กระทรวงการคลังค้ำประกันเงินกู้ให้กองทุนน้ำมันฯ วงเงิน 1.5 แสนล้านบาท เพื่อรองรับความผันผวนของราคาน้ำมันโลก เพื่อลดวิกฤตการคลัง ที่จะตามมา หากใช้วิธีลดภาษีสรรพสามิตเพียงอย่างเดียว อาจทำให้รายได้ของประเทศหายไปจนเกิด วิกฤตการคลังซ้อนวิกฤตพลังงาน จึงต้องใช้กลไกกองทุนน้ำมันควบคู่ไปด้วย”


