xs
xsm
sm
md
lg

สงครามแผ่วงกว้างฉุดตลาดทุนระส่ำ Q2ยังผันผวนเลือกหุ้นปันผลฐานแกร่ง-กำเงินสด

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



  ตลาดหุ้นไตรมาส 2 ยังคงผันผวนตามภาวะสงครามตะวันออกกลางที่ยืดเนยื้อคุกรุ่น ส่งผลให้ราคาพลังงานทั่วโลกพุ่ง กังวลอุปทานขาดแคลน หากปิดช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลซ้ำเติมเงินเฟ้อและอาจชะลอการเติบโตของเศรษฐกิจโลกและไทยอย่างหนัก โบรกฯแนะหุ้นปันผล พื้นฐานแกร่ง เก็บเข้าพอร์ตจังหวะราคาต่ำ รวมท้ั้งตราสารหนี้สู้ภัยสงครามและกำเงินสด 30% พร้อมจับตารายงานภาวะเศรษฐกิจไทยโดย ธปท. , ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคของอียู, รายงานดัชนีการผลิต (PMI) ของสหรัฐฯ และจีน รวมถึงทิศทางเงินเฟ้อเบื้องต้นของยุโรป และตัวเลขตลาดแรงงาน (JOLTS) ของสหรัฐฯ 

สงครามในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงและยืดเยื้อมาระยะหนึ่งแล้ว กดดันหุ้นทั่วโลกและหุ้นไทยปรับตัวลดลงตามความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ ส่งผลต่อราคาน้ำมันโลกพุ่งทะลุ 100 เหรียญ/บาร์เรล จากความกังวลอุปทานขาดแคลน หากปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งส่งผลซ้ำเติมเงินเฟ้อและอาจชะลอการเติบโตของเศรษฐกิจโลกและไทยอย่างหนัก ซึ่งพบว่าราคาน้ำมัน (Oil Price) ราคาน้ำมัน Brent และ WTI พุ่งสูงขึ้นทันทีจากความกังวลสงครามยืดเยื้อและการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลังงาน อาจแตะระดับสูงกว่า 100 เหรียญต่อบาร์เรล ขณะที่ ตลาดหุ้น (Stock Market )หุ้นส่วนใหญ่ปรับตัวลดลง โดยเฉพาะหุ้นที่ได้รับผลกระทบจากต้นทุนพลังงานและห่วงโซ่อุปทาน

จากภาวะดังกล่าว ทำให้ตลาดหุ้นทั่วโลกผันผวนเซถลา ดัชนีฯปักหัวลงต่อเนื่องหลายวันทำการแล้ว เพราะความกังวลสงครามตะวันออกกลางจะยืดเยื้อ แต่ตลาดหุ้นไทย กลับดีดตัวขึ้นสวนทาง ดัชนีฯไม่มีความผันผวนรุนแรง และสามารถยืนทรงตัวได้ในระดับใกล้1,500 จุด โดยมีนักลงทุนต่างชาติเป็นกองหนุน ทยอยเข้ามาซื้อหุ้นคืนอีกครั้ง และการที่ตลาดหุ้นไทย ไม่ทรุดตัวลงตามตลาดหุ้นทั่วโลก ส่วนหนึ่งเป็นเพราะ ปัจจัยพื้นฐานมีความแข็งแกร่ง โดยสัดส่วนราคาต่อกำไรต่อหุ้นหรือค่าพี/อี เรโชอยู่ในระดับต่ำ คือประมาณ13 เท่า ถ้าหักค่าพี/อีเรโชหุ้นบริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์(ประเทศไทย) จำกัด(มหาชน)หรือDELTAออกจากการคำนวณดัชนีฯ อีกทั้งอัตราเงินปันผลตอบแทนเฉลี่ยของตลาดหุ้น อยู่ที่ประมาณ4.68% ซึ่งถือเป็นผลตอบแทนที่สูง จึงเป็นเหตุจูงใจให้นักลงทุนต่างชาติ หวนคืนกลับในปีนี้ หลังจาก 3 ปีก่อนหน้า ขายหุ้นทิ้งต่อเนื่องจำนวนรวมกว่า 4.5 แสนล้านบาท




 หลายปัจจัยลบรุมเร้า ส่งสัญญาณ Bear Market


 บล.เอเซียพลัส  ประเมินว่า ความกังวลต่อการขาดแคลนน้ำมัน (SUPPLY SHORTAGE) ยกระดับความรุนแรงมากขึ้น ซึ่งมีทั้งสงครามสหรัฐฯ อิหร่านยืดเยื้อเข้าสู่วันที่ 30 รวมถึงสงครามรัสเซีย ยูเครน ที่ลากยาวจนถึงปัจจุบัน (เริ่ม 24 ก.พ. 65) โดยมีปัจจัยกดดันเข้ามาเพิ่มเติม ได้แก่ กบฏฮูตีในเยเมนประกาศเข้าร่วมสงครามสหรัฐฯ อิหร่าน, สหรัฐฯ กำลังพิจารณาส่งทหารภาคพื้นดินสูงสุด 10,000 นาย ไปยังภูมิภาคตะวันออกกลาง, การส่งออกน้ำมันของรัสเซียหยุดชะงักอย่างน้อย 40% หลังจากถูกโดรนของยูเครนโจมตี และการยึดเรือบรรทุกน้ำมัน ขณะที่ราคาน้ำมันดิบWTI พุ่งขึ้นราว 3.2% ยืนเหนือ 102 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่วนตลาดหุ้นโลกยังคงผันผวน โดยเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาสหรัฐฯ -1.7% ถึง -2.2% ขณะที่เช้านี้เกาหลีใต้ -4.0% และญี่ปุ่น -4.6%

นอกจากนี้ ระยะถัดไปยังต้องจับตาผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ซึ่งจะมาพร้อมกับความกังวล RECESSION และแรงกดดันต่อตลาดหุ้น โดยล่าสุด BLOOMBERG ปรับคาดการณ์โอกาสเกิด RECESSION อีก 1 ปีข้างหน้าของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นเป็น 30% (เดิม 25%) สำหรับสภาวะตลาดปี 69 ที่มีความผันผวนจากปัจจัยสงครามตะวันออกกลาง จึงทำให้ตลาดหุ้นโลกผันผวน โดยตั้งแต่ต้นปี(YTD) ดัชนีสำคัญหลายแห่งร่วงลงเกิน 10% ถึง 20% จากจุดสูงสุด ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐฯ (NASDAQ ติดลบ -12.7%), ยุโรป, ญี่ปุ่น หรือแม้แต่ทองคำ

อย่างไรก็ตาม BRENT OIL เป็นหนึ่งในสินทรัพย์ที่ปรับตัวลดลงน้อยเพียง -3.0% ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่ง และเป็นสินทรัพย์ที่สามารถทนทานต่อสภาวะตลาดผันผวนได้ดีกว่ากลุ่มอื่นๆในยามเกิดสงคราม
ขณะที่ตลาดหุ้นเอเชียบางแห่ง เช่น จีน (-6.8%) และไทย (-6.4%) แม้จะติดลบแต่ก็ถือว่า OUTPERFORM กว่าตลาดหุ้นฝั่งตะวันตกอยู่พอสมควร อีกทั้งเชิงเทคนิค ตลาดหุ้นสำคัญเข้าสู่โซน BEAR MARKET ตัด SMA 200 ลงมา อาทิ อินโดนีเซีย อินเดีย สหรัฐฯ ฟิลิปปินส์ ฮ่องกง ยุโรป มีเพียง จีน ไทย ญี่ปุ่น ไต้หวัน เกาหลีใต้ ที่ยังแกร่ง ซึ่งถือเป็นเป้าหมาย FLOW ต่างชาติในอนาคต หากสงครามตะวันออกกลาง ส่งสัญญาณผ่อนคลายลง

ส่วนตลาดหุ้นโลกเข้าสู่โซน CORRECTION AND BEAR MARKET ระยะกลาง ตลาดหุ้นโลกอาจอาจลงต่อได้ หากเทียบเคียงช่วง 2Q22 (สงครามรัสเซียยูเครน) ปรับฐานราว -16% VS SET -7.5%, โอกาสการเกิด RECESSION สูงขึ้น, นโยบายการเงินที่เข้มขึ้นกดดันกองทุนมีโอกาสถือเงินสดสูงขึ้น เพราะยังถือต่ำกว่าปกติมาก และสุดท้ายเศรษฐกิจและกำไรบริษัทจดทะเบียนมีโอกาสค่อยถูกปรับลง
ดังนั้น กลยุทธ์แนะนำทยอยสะสมหุ้นปันผลสูง ที่มีปัจจัยเฉพาะตัวหนุน BBL, GUNKUL, GULF, BGRIM, ICHI, CPF, NER, OR




  นายสุทธิชัย คุ้มวรชัย Head of Research Department บล.อินโนเวสท์ เอกซ์  มองภาพการลงทุนในไตรมาส 2 ยังถูกปกคลุมด้วยสถานการณ์สงครามที่เป็นปัจจัยกดดันตลาดสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกตั้งแต่ช่วงปลายไตรมาส 1/69 พัฒนาการของสงครามยังเป็นปัจจัยหลักที่จะขับเคลื่อนตลาดต่อไปในระยะสั้น ความกังวลด้านอุปทานน้ำมัน นำไปสู่การพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วของราคา หากยืนในระดับสูงต่อเนื่อง ตามภาวะสงครามที่อาจยืดเยื้อและรุนแรงขึ้น จะส่งผลกระทบต่อประมาณการเศรษฐกิจโลกลดลง แรงกดดันเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น กระทบทิศทางดอกเบี้ยนโยบาย และการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงในที่สุด

โดยยังคงแนะนำให้ "Stay Invested, Stay Selective" การจัดสรรสินทรัพย์ (Asset Allocation) ยังมีความสำคัญ โดยเน้นการคัดเลือกสินทรัพย์คุณภาพ และเพิ่มบทบาทของสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยง เช่น ตราสารหนี้ระยะสั้นที่มีคุณภาพดี ขณะที่การถือทองคำในสัดส่วนที่เหมาะสม ยังมีบทบาทในการป้องกันความเสี่ยงทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ในระยะกลาง ถึงยาว แต่ระยะสั้นอาจถูกกระทบจากทิศทางดอกเบี้ยที่มีความเสี่ยงเปลี่ยนกลับมาเป็นขาขึ้น การลงทุนในระยะยาวมองหาอุตสาหกรรมที่ได้รับแรงหนุนจากการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจโลก AI, โครงสร้างพื้นฐานพลังงาน รวมถึงกลุ่มอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ (Defense)

สำหรับ กลยุทธ์การลงทุนในช่วงที่ตลาดมีความผันผวนยังคงเน้นแนวทาง Stay Invested, Stay Selective โดยมุ่งคัดเลือกสินทรัพย์ที่มีแนวโน้มการเติบโตของกำไรอย่างต่อเนื่องและมีปัจจัยสนับสนุนในระยะยาว ซึ่งธีมการลงทุนที่น่าสนใจ ได้แก่ กลุ่มเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่ได้รับแรงหนุนจากการขยายตัวของ Data Center กลุ่มพลังงานและโครงสร้างพื้นฐานไฟฟ้า ซึ่งเติบโตตามความต้องการใช้พลังงานที่เพิ่มขึ้น รวมถึงกลุ่ม Global Defense ที่ได้รับอานิสงส์จากการเพิ่มขึ้นของงบประมาณด้านความมั่นคง โดยหุ้นต่างประเทศที่แนะนำ ได้แก่ Alphabet, Amazon, TSMC, ASML, Palantir, Mitsubishi Heavy Industries, GE Vernova, Advantest, Goldman Saches

ขณะที่ประเมินเป้าหมายของ SET Index ในปี 69 ที่ระดับ 1,5001,530 จุด โดยมีกลุ่ม ICT กลุ่มท่องเที่ยว และกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์เป็นปัจจัยสนับสนุนหลัก โดยหุ้นที่แนะนำ ได้แก่ ADVANC, BBL, BDMS, BEM และ GULF ซึ่งเป็นบริษัทที่มีฐานะการเงินแข็งแกร่ง มีระดับมูลค่าที่เหมาะสมและมีแนวโน้มการเติบโตของกำไรในระยะต่อไป


 นางสาววิลาสินี บุญมาสูงทรง ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก จำกัด หรือ GBS  ประเมินทิศทางตลาดหุ้นไทยในสัปดาห์นี้มีแนวโน้มแกว่งตัวผันผวน โดยได้รับปัจจัยหนุนชั่วคราวจากการที่สหรัฐฯ ประกาศขยายเส้นตายการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของอิหร่านออกไปอีก 10 วัน เป็นวันที่ 6 เมษายนนี้ เพื่อเปิดทางให้มีการเจรจาผ่านตัวกลาง ขณะที่ปัจจัยกดดันหลักยังคงมาจากต้นทุนพลังงานในภาคธุรกิจที่ทรงตัวในระดับสูง หลังมีการปรับขึ้นราคาน้ำมันลิตรละ 6 บาท เมื่อวันที่ 25 มีนาคมที่ผ่านมา ส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ประกอบการ SMEs โดยคาดการณ์กรอบดัชนีที่ 1,420-1,480 จุด

ขณะที่ปัจจัยในประเทศได้รับแรงหนุนจากตัวเลขการใช้สิทธิประโยชน์ FTA เดือน ม.ค. 2569 ทางกรมการค้าต่างประเทศรายงานว่าเติบโต 6.55% คิดเป็นมูลค่ากว่า 7,614.65 ล้านเหรียญสหรัฐ รวมถึงความชัดเจนของมาตรการ “คนละครึ่ง” เฟสใหม่และการเร่งจัดทำงบประมาณรายจ่ายของรัฐบาล

นอกจากนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ ธปท. ยังยืนยันว่าประเทศไทยไม่เข้าสู่ภาวะเงินฝืด แม้เงินเฟ้อจะหลุดกรอบเป้าหมาย 1-3% จากราคาพลังงานและอาหารสดกดดัน พร้อมระบุสงครามตะวันออกกลางกระทุ้งเงินเฟ้อทั่วไปจ่อกลับเข้ากรอบเร็วกว่าคาด จากเดิมครึ่งหลังปี 2570 ตามราคาน้ำมันที่ปรับเพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ตามสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางยังคงเป็นปัจจัยหลักที่ต้องติดตาม หลังจากเกิดเหตุโดรนโจมตีเรือบรรทุกน้ำมัน "อัลทูรา" ของตุรกีในทะเลดำ และคำเตือนจากนายวลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย ที่ระบุว่าความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล และอิหร่านอาจสร้างความเสียหาย ต่อห่วงโซ่การผลิตโลกในระดับเดียวกับการแพร่ระบาดของโควิด-19 สอดคล้องกับรายงานของ ADB ที่ประเมินว่าความขัดแย้งนี้อาจฉุดการเติบโตของเศรษฐกิจเอเชียแปซิฟิกลดลงถึง 1.3% และดันเงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้นหากยืดเยื้อนานกว่า 1 ปี เมื่อเริ่มสัปดาห์นี้ (30 มี.ค.-3 เม.ย.)ประเด็นนี้ถูกซ้ำเติมจากราคาน้ำมัน WTI และน้ำมันเบรนท์พุ่งขึ้นหลังกองกำลังติดอาวุธฮูตีในเยเมนยิงขีปนาวุธหลายลูกโจมตี "เป้าหมายทางทหารที่สำคัญ" ทางตอนใต้ของอิสราเอลเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (28 มี.ค.) ซึ่งถือเป็นการโจมตีครั้งแรกของกลุ่มฮูตีนับตั้งแต่ที่อิสราเอลและสหรัฐอเมริกาเปิดปฏิบัติการโจมตีอิหร่านครั้งใหญ่

ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) ของไทยได้มีการปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2569 เหลือ 1.4% จากเดิม 1.8% จากผลกระทบของสงครามตะวันออกกลาง

สำหรับปัจจัยที่ต้องจับตาในสัปดาห์นี้ ได้แก่ การรายงานภาวะเศรษฐกิจไทยโดย ธปท. , ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคของอียู, รายงานดัชนีการผลิต (PMI) ของสหรัฐฯ และจีน รวมถึงทิศทางเงินเฟ้อเบื้องต้นของยุโรป และตัวเลขตลาดแรงงาน (JOLTS) ของสหรัฐฯ เพื่อประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจโลกในระยะถัดไป




นายวัชเรนทร์ จงยรรยง ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บล.โกลเบล็ก แนะนำกลยุทธ์การลงทุนในหุ้นกลุ่มที่ได้รับอานิสงส์จากตัวเลขการส่งออกเดือนกุมภาพันธ์ที่ยังขยายตัวได้ดี โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าเกษตรและอาหารแปรรูป แนะนำหุ้นเด่น ได้แก่ AAI, ITC (กลุ่มอาหารสัตว์เลี้ยง), GFPT, CPF (กลุ่มเนื้อไก่แปรรูป) และ TVO (กลุ่มไขมันและน้ำมันจากพืชและสัตว์)

 นายพิริยพล คงวาณิช นักกลยุทธ์ปัจจัยพื้นฐาน ฝ่าย Wealth Research บล.บัวหลวง   กล่าวว่า ผลกระทบของสงครามผ่านต้นทุนพลังงานเริ่มชัดเจนขึ้น อาจเพิ่มความเสี่ยงระยะสั้น โดยราคาน้ำมันดิบ Brent เพิ่มขึ้นราว +55% เดือนมี.ค. MTD สู่ระดับราว $106/bbl ขณะที่ราคาน้ำมันดีเซลในประเทศปรับขึ้นราว +30% MTD แตะระดับประมาณ 39 บาท/ลิตร สะท้อนแรงกดดันด้านต้นทุนที่อาจเริ่มส่งผ่านเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจจริง

นอกจากนี้ ราคาสินค้าโภคภัณฑ์โลกอื่นๆ ที่เชื่อมโยงกับต้นทุนการผลิตและการขนส่ง เช่น อลูมิเนียม, ข้าวโพด, น้ำตาล และกากถั่วเหลืองต่างปรับตัวขึ้นในทิศทางเดียวกัน สะท้อนความเสี่ยง cost-push inflation ที่อาจขยายวงกว้าง และกดดันทั้งอัตรากำไรของภาคธุรกิจและกำลังซื้อของผู้บริโภคในระยะถัดไป

สำหรับหุ้นที่รับผลกระทบ ช่วงราคาน้ำมันดิบ-ดีเซลขึ้นแรงในสงครามรัสเซีย-ยูเครนปี 2565 จากสถิติที่ผ่านมาหากเปรียบเทียบอัตรากำไรจากการดำเนินงาน (EBIT margins) ในช่วงราคาดีเซลยืนสูงเฉลี่ย 34.6 บาท/ลิตร (Brent เฉลี่ย $92.1/bbl) ช่วง ไตรมาส 2/65 - ไตรมาส 1/66 สะท้อนผลกระทบจากสงคราม เทียบกับช่วงก่อนหน้าสงครามที่ราคาดีเซลเฉลี่ยอยู่ที่ 29.7 บาท/ลิตร (Brent เฉลี่ย $84.8/bbl) ช่วง ไตรมาส 2/64 - ไตรมาส 1/65 พบว่า

กลุ่มอุตสาหกรรมที่ยังเห็นอัตรากำไรจากการดำเนินงาน (EBIT margins) ยังขยายตัวได้ ได้แก่ ธุรกิจรายได้เชื่อมโยงราคาพลังงาน (energy-linked earnings) และ/หรือ มีความสามารถในการส่งผ่านต้นทุน (cost pass-through ability) กลุ่มพลังงานต้นน้ำ PTTEP และโรงกลั่น TOP, SPRC, กลุ่มเกษตร/อาหาร CPF, BTG, TFG กลุ่มห้างสรรพสินค้า CPN, กลุ่มโรงพยาบาล BH, BDMS, กลุ่มนิคมฯ WHA AMATA

กลุ่มที่กระทบจำกัด อัตรากำไรทรงตัว มีความสามารถในการส่งผ่าน/บริหารต้นทุน ได้แก่ กลุ่มค้าปลีกของใช้จำเป็น CPALL กลุ่มสื่อสาร ADVANC กลุ่มธนาคาร KTB KBANK SCB BBL กลุ่มส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยง ITC และกลุ่มที่โดนกระทบแรง อัตรากำไรหดตัว ได้แก่ กลุ่มต้นทุนพลังงานสูง (energy cost-exposed) กลุ่มวัสดุก่อสร้าง SCC กลุ่มโรงไฟฟ้าขนาดเล็ก SPP BGRIM GPSC รวมถึงกลุ่มอ่อนไหวต่อกำลังซื้อในประเทศ (domestic demand-sensitive) อย่างกลุ่มค้าปลีกของฟุ่มเฟือย โดยเฉพาะค้าปลีกวัสดุก่อสร้าง DOHOME

ขณะที่ Selective plays: เน้นหุ้นที่ยังซื้อขายต่ำกว่าระดับก่อนเกิดสงคราม (pre-war level) สัดส่วนต้นทุนพลังงานต่ำ/ส่งผ่านต้นทุนได้ (pricing power) มี catalyst การฟื้นตัวหลังสงคราม โดยสามารถแบ่งเป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่

" Discount from pre-war level (ลงแรงเกินพื้นฐาน)" หุ้นที่ราคาปรับตัวลงแรงกว่าปัจจัยพื้นฐาน แต่มี exposure ต่อพลังงานต่ำ และได้อานิสงส์จากการฟื้นตัวของ demand หลังสงคราม เช่น BH ราคาต่ำกว่าก่อนสงคราม 23%, ราคาหุ้นสะท้อนการหายไปของรายได้ตะวันออกกลางไปแล้ว, proxy ของ medical tourism เมื่อ sentiment คลี่คลาย, MINT ราคาต่ำกว่าก่อนสงคราม 17.3%, กระทบน้อยสุดในกลุ่มโรงแรม, ฐานรายได้ยุโรปที่แข็งแรง (ลูกค้าภายในยุโรปมากกว่า 70%), ล็อกต้นทุนพลังงานไว้แล้วมากกว่า 70%, RevPar ไตรมาส 1/69 ยังเติบโต (ยุโรป +8%, ไทย +15%, Maldives +8%), ITC ราคาต่ำกว่าก่อนสงคราม 10.7%, กำไร ไตรมาส 1/69 ดีกว่าคาดเดิม, ยอดขายเติบโต 12-15% YoY และอัตรากำไรขั้นต้นสูงขึ้น YoY จากสัดส่วนสินค้า premium สูงขึ้นในไตรมาส 1 และความต้องการสินค้ายังแข็งแกร่งต่อใน ไตรมาส 2/69 หนุนการปรับราคาขายขึ้น, สต๊อกวัตถุดิบมีถึงประมาณเดือนพ.ค., GULF ราคาต่ำกว่าก่อนสงคราม 6%, คาดเห็นความชัดเจนแผน PDP ใหม่ หลังได้รัฐบาลเต็มรูปแบบเดือนเม.ย.

ส่วน " Dividend-supported recovery (มีเงินปันผลรองรับระยะสั้น)" หุ้นที่มี dividend yield ระยะสั้น (12 เดือน) ช่วยจำกัด downside พร้อมพื้นฐานไม่ได้รับผลกระทบจากต้นทุนพลังงานมาก เช่น BBL ราคาต่ำกว่าก่อนสงคราม 5.6%, อัตราผลตอบแทนเงินปันผล 4.8%, XD วันที่ 22 เม.ย., WHA ราคาต่ำกว่าก่อนสงคราม 5.5%, อัตราผลตอบแทนเงินปันผล 3.5%, XD วันที่ 11 พ.ค., KBANK ราคาต่ำกว่าก่อนสงคราม 5.0%, อัตราผลตอบแทนเงินปันผล 6.3%, XD วันที่ 21 เม.ย.
ทั้งนี้ ถ้าสงครามคลี่คลายใน 6 สัปดาห์ จบภายในกลางเดือนเม.ย. ยังคง SET target ปลายปีที่ 1,560 (base case) แต่ถ้าเกินกว่านั้น มีความเสี่ยง downside ลงไป 1,340 (worse case)

โดยสรุปจากข้อมูลเบื้องต้น ผลกระทบจากสงครามที่ยืดเยื้อและไม่มีกรอบเวลาที่จะยุติ ดังนั้น โบรกเกอร์ต่างประสานเสียงแนะนำลงทุนหุ้นหลบภัย เน้นกลุ่มสินค้าจำเป็น (consumer Staples ) กลุ่มสื่อสาร กลุ่มพลังงานต้นน้ำ(Oil & Gas) เช่น PTTEPและหุ้นปันผลสูงเพื่อลดความผันผวน หรือไม่ก็ให้ถือหุ้นเงินไว้ 30 % เพื่อรอจังหวะตลาดคลี่คลาย
และให้ระมัดระวังหุ้นหุ้นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบเชิงลบอย่างกลุ่มการบิน, ขนส่ง, ปิโตรเคมี และหุ้นที่แบกรับต้นทุนการผลิตสูงจากราคาน้ำมันและค่าระวางเรือที่เพิ่มขึ้น ทำให้ต้องมองปัจจัยที่ต้องจับตา ทั้งกขณะารขยายตัวของสงคราม, ความเสี่ยงต่อการขนส่งน้ำมันในช่องแคบฮอร์มุซ, และนโยบายลอยตัวราคาพลังงานของรัฐบาลที่อาจตามมาด้วยเงินเฟ้อสูง