เมื่อราคาน้ำมันกลายเป็นแรงกดดันต่อผลประกอบการหลายอุตสาหกรรม แต่หุ้นในกลุ่ม FMCG (Fast-Moving Consumer Goods) หรือสินค้าอุปโภคบริโภคที่ขยับตัวเร็ว กลับเป็น "หลุมหลบภัย" ที่ไม่ควรมองข้าม เพราะไม่ว่าของจะแพงแค่ไหน สบู่ ยาสีฟัน อาหาร และเครื่องดื่ม ยังเป็นสิ่งจำเป็น หนุนให้รายได้-กำไรมีโอกาสขยับเพิ่มแม้ต้นทุนผลิตและการขนส่งสูงขึ้น ด้านกูรูยก TFG , SNNP และ ICHI โดดเด่น
วิกฤตสถานการณ์ราคามันแพง สร้างผลกระทบในวงกว้างให้กับประเทศ เพราะนั่นหมายถึงแรงกดดันต่อการดำเนินชชีวิตของประชาชน และผลประกอบการของทุกภาคอุตสาหกรรม จนทำให้ นักวิเคราะห์เริ่มออกมาเตือนนักลงทุนให้หลีกเลี่ยงการลงทุนในหุ้นหลายกลุ่ม เพื่อลดความเสี่ยงขาดทุน ซึ่งในที่นี้รวมไปถึงหุ้นกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคด้วย
อย่างไรก็ตาม ในกลุ่มสินค้าอุปโภคและบริโภค ยังมีกลุ่มย่อยที่น่าสนใจ อย่างกลุ่ม Fast-Moving Consumer Goods หรือ FMCG (สินค้าอุปโภคบริโภคที่เคลื่อนไหวเร็ว) ด้วยเพราะถือเป็นกลุ่มธุรกิจที่มีความน่าสนใจ โดยเฉพาะในยามที่ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้น เนื่องจากสินค้าเหล่านี้จัดอยู่ในหมวดหมู่สินค้าจำเป็นที่ผู้บริโภคยังคงต้องกินต้องใช้ในชีวิตประจำวัน แม้ว่าค่าครองชีพจะดีดตัวสูงขึ้นจากวิกฤตพลังงานก็ตาม
นอกจากนี้เสน่ห์ของหุ้นกลุ่มนี้ยังอยู่ที่ความสามารถในการสร้างกระแสเงินสดที่สม่ำเสมอและมีความผันผวนของยอดขายน้อยกว่ากลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือย แต่ความน่าสนใจดังกล่าวต้องแลกมาด้วยการเผชิญหน้ากับบททดสอบด้านการบริหารจัดการต้นทุนที่หนักหน่วง เพราะราคาน้ำมันที่แพงขึ้นส่งผลกระทบโดยตรงต่อทั้งค่าขนส่งสินค้ากระจายไปยังร้านค้าทั่วประเทศ และต้นทุนบรรจุภัณฑ์ที่อ้างอิงราคาปิโตรเคมี
ดังนั้น หุ้น FMCG ที่น่าลงทุนที่สุดในสภาวะนี้จึงต้องเป็นบริษัทที่มี "อำนาจเหนือตลาด" หรือ Pricing Power ที่แข็งแกร่งพอจะส่งผ่านต้นทุนที่เพิ่มขึ้นไปยังราคาสินค้าได้โดยไม่ทำให้ปริมาณการขายลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
ใช้FMCGเป็นหุ้นหลบภัย
ในเชิงกลยุทธ์การลงทุน หุ้นกลุ่ม FMCG มักถูกใช้เป็น "หลุมหลบภัย" หรือ Defensive Stock เพื่อประคองพอร์ตโฟลิโอในช่วงที่ตลาดหุ้นเผชิญกับความผันผวนจากปัจจัยมหภาคหรือภาวะเงินเฟ้อรุนแรง เนื่องจากผลประกอบการของบริษัทเหล่านี้มักจะมีความยืดหยุ่นสูงต่อภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว
ดังนั้นหากนักลงทุนเลือกเฟ้นหุ้นที่มีโครงสร้างหนี้ต่ำและมีประสิทธิภาพในการผลิตที่ทันสมัย เช่น การมีโรงงานบรรจุภัณฑ์เป็นของตนเอง หรือมีระบบโลจิสติกส์อัจฉริยะที่ช่วยลดการใช้เชื้อเพลิง จะพบว่าหุ้นเหล่านี้สามารถรักษาอัตราการทำกำไรไว้ได้ดีกว่ากลุ่มอื่น และเมื่อสถานการณ์ราคาน้ำมันเริ่มคลี่คลายลง บริษัทที่ปรับราคาสินค้าขึ้นไปแล้วแต่มักจะไม่ค่อยปรับลดราคาลงตามต้นทุนที่ลดลง จะกลายเป็นผู้ที่ได้รับประโยชน์สูงสุดจาก "ส่วนต่างกำไร" ที่ขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด ทำให้กลุ่ม FMCG ยังคงเป็นทางเลือกที่ชาญฉลาดสำหรับการสร้างความมั่งคั่งในระยะยาว
ขยายความFMCG
สำหรับ คุณสมบัติของ FMCG นอกจากเป็นสินค้าอุปโภคบริโภคที่มีการเคลื่อนไหวเร็วแล้ว ยังมีลักษณะสำคัญคือเป็นสินค้าที่ใช้ในชีวิตประจำวัน มักจะมีราคาต่อหน่วยไม่สูงมากนัก และผู้บริโภคมีการตัดสินใจซื้อได้ง่ายโดยไม่ต้องใช้เวลานาน สินค้าเหล่านี้มักจะมีอายุการเก็บรักษาค่อนข้างสั้นหรือมีการหมุนเวียนออกจากชั้นวางสินค้าอย่างรวดเร็ว เช่น อาหารแห้ง เครื่องดื่ม สบู่ ยาสีฟัน ผงซักฟอก และของใช้ในครัวเรือนทั่วไปที่พบได้ตามร้านสะดวกซื้อหรือซูเปอร์มาร์เก็ต
ในแง่ของธุรกิจและการลงทุน กลุ่ม FMCG ถือเป็นอุตสาหกรรมที่มีการแข่งขันสูงมากเนื่องจากมีคู่แข่งจำนวนมากและผู้บริโภคสามารถเปลี่ยนไปใช้ยี่ห้ออื่นแทนได้ง่ายหากราคาหรือคุณภาพไม่ตอบโจทย์ ดังนั้นหัวใจสำคัญของบริษัทที่ทำธุรกิจประเภทนี้คือการบริหารจัดการระบบโลจิสติกส์และการกระจายสินค้าให้ครอบคลุมและรวดเร็วที่สุด รวมถึงการสร้างแบรนด์ให้แข็งแกร่งเพื่อรักษาฐานลูกค้าเดิมเอาไว้
ประเภทของ FMCG
ทั้งนี้ ในตลาดหุ้นไทย สินค้ากลุ่ม FMCG (Fast-Moving Consumer Goods) ไม่ได้ถูกจัดรวมอยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมเดียว แต่กระจายตัวอยู่ในหลายหมวดธุรกิจตามประเภทของสินค้า ซึ่งหากแบ่งตามเกณฑ์ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) และลักษณะการใช้งานของผู้บริโภคในปี 2569 นี้ สามารถแบ่งออกเป็น 4 ประเภท ได้แก่
กลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม (Food & Beverage) ถือเป็นกลุ่มที่ใหญ่ที่สุดและมีอิทธิพลต่อดัชนีตลาดมากที่สุด ครอบคลุมตั้งแต่เนื้อสัตว์แปรรูป อาหารสำเร็จรูป ขนมขบเคี้ยว ไปจนถึงเครื่องดื่มชูกำลังและน้ำผลไม้ ตัวอย่างหุ้นในกลุ่มนี้เช่น CPF, TFG, CBG, OSP, SAPPE, SNNP และ ICHI
ถัดมาคือ กลุ่มของใช้ส่วนตัวและเวชภัณฑ์ (Personal Care & Pharmaceutical) ที่เน้นสินค้าที่ใช้เพื่อสุขอนามัยและความงาม เช่น แชมพู สบู่ ผลิตภัณฑ์บำรุงผิว และยาสามัญประจำบ้าน ตัวอย่างหุ้นที่โดดเด่นคือ NEO (บริษัท นีโอ คอร์ปอเรท เจ้าของแบรนด์ BeNice, Fineline), DDD (Snail White) และ STGT (ในมิติของถุงมือยางเพื่อสุขอนามัย)
อีกกลุ่มได้แก่ กลุ่มของใช้ในครัวเรือน (Household Care) เป็นสินค้ากลุ่มน้ำยาทำความสะอาด ผงซักฟอก และอุปกรณ์ของใช้ในบ้านขนาดเล็ก ส่วนใหญ่จะเป็นบริษัทลูกในเครือสหพัฒน์ หรือบริษัทที่รับจ้างผลิตและจัดจำหน่าย เช่น S&J หรือกลุ่มพาณิชย์ที่ผันตัวมาทำสินค้า House Brand ของตัวเอง
และสุดท้าย กลุ่มสินค้าแฟชั่น (Fashion)แม้จะมีความถี่ในการซื้อน้อยกว่าอาหาร แต่สินค้าอย่าง ชุดชั้นใน เสื้อผ้าสำเร็จรูป หรือรองเท้า ที่มีการเปลี่ยนตามฤดูกาลก็ถูกจัดอยู่ในหมวดหมู่สินค้าอุปโภคบริโภคเช่นกัน ตัวอย่างเช่น SABINA และ WACOAL
หุ้นเด่นในFMCG ที่น่าจับตาในปี69
ท่ามกลางวิกฤตน้ำมันแพงและต้นทุนที่บีบคั้น พบว่ามี 5 บริษัทที่มีความโดดเด่นและมี "เกราะป้องกัน" ทางธุรกิจที่แข็งแกร่ง ได้แก่ บริษัท ไทยฟู้ดส์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)(TFG) ถือเป็นหุ้นที่โชว์ฟอร์มร้อนแรงที่สุดในปีนี้ โดยราคาหุ้นพุ่งทำสถิติสูงสุดใหม่ (All-time High) แตะระดับ 8.75 บาท (มีนาคม 2569) เนื่องจากบริษัทได้ปรับโครงสร้างธุรกิจจากผู้ผลิตเนื้อสัตว์ขายส่ง มาเป็น "ยักษ์ใหญ่ค้าปลีก" ผ่านร้าน Thai Food Fresh Market ซึ่งช่วยให้บริษัทสามารถคุมราคาขายปลีกและรักษา Margin ได้ดีกว่าคู่แข่ง แม้ต้นทุนขนส่งจะเพิ่มขึ้น แต่รายได้จากสาขาค้าปลีกที่ขยายตัวอย่างดุเดือดเป็นตัวช่วยพยุงกำไรสุทธิให้เติบโตอย่างมีนัยสำคัญ
ถัดมาคือ บริษัท ศรีนานาพร มาร์เก็ตติ้ง จำกัด (มหาชน) (SNNP) เจ้าของแบรนด์ "เจเล่" และ "เบนโตะ" ที่มีความโดดเด่นในเรื่องการกระจายความเสี่ยงไปยังต่างประเทศ โดยเฉพาะโรงงานในเวียดนามที่ช่วยลดต้นทุนค่าขนส่งข้ามประเทศและกำแพงภาษีได้อย่างมาก นอกจากนี้ SNNP ยังเป็นหุ้นที่มีอัตราปันผล (Dividend Yield) จูงใจสูงถึง 4.8 - 7% ทำให้เป็นตัวเลือกที่ปลอดภัยสำหรับนักลงทุนที่ต้องการกระแสเงินสดในยามที่ตลาดหุ้นผันผวนจากภาวะเงินเฟ้อ
บริษัทที่สาม คือบริษัท อิชิตัน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)( ICHI) ผู้ผลิตเครื่องดื่มชาเขียว ถือเป็น "ดาวเด่น" ของกลุ่มเครื่องดื่มในปี 2569 ที่นักวิเคราะห์ให้ความสนใจมากที่สุด เพราะดำเนินธุรกิจชาพร้อมดื่มซึ่ง ไม่ได้รับผลกระทบจากสงครามราคา ในกลุ่มเครื่องดื่มชูกำลังที่กำลังดุเดือด ขณะเดียวกันราคาหุ้นมีความยืดหยุ่นสูง อีกทั้งจุดเด่นที่สุดคืออัตราเงินปันผล (Dividend Yield) ที่คาดการณ์ว่าอาจสูงถึง 8.5% ซึ่งถือเป็นเกราะป้องกันความเสี่ยงชั้นยอดในยามเงินเฟ้อพุ่ง
ส่วนบริษัทที่สี่ คือ บริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน)(OSP) ยักษ์ใหญ่ที่มีพอร์ตสินค้าหลากหลายทั้งเครื่องดื่ม (M-150) และของใช้ส่วนตัว (Babi Mild) ซึ่งช่วยกระจายความเสี่ยงได้ดีกว่าบริษัทที่พึ่งพาสินค้าเพียงอย่างเดียว ทั้งนี้ แม้จะเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนบรรจุภัณฑ์แก้วและก๊าซธรรมชาติ แต่ OSP ยังรักษาส่วนแบ่งการตลาดอันดับ 1 ในกลุ่มสบู่เหลวเด็กไว้ได้ที่ 41.8% โดยราคาหุ้นปัจจุบันสะท้อนปัจจัยลบไปพอสมควรแล้ว
สุดท้าย บริษัท คาราบาวกรุ๊ป จำกัด (มหาชน)(CBG) เป็นบริษัทที่มีโครงสร้างการผลิตครบวงจร (Integrated Model) ตั้งแต่โรงงานผลิตขวดแก้ว กระป๋อง ไปจนถึงระบบกระจายสินค้าของตัวเอง ทำให้ควบคุมต้นทุนได้ดีกว่าคู่แข่งในระยะยาว ปัจจุบันราคาหุ้นเคลื่อนไหวแถว 35.25 บาท ถือเป็นจังหวะที่เจ้าของบริษัทอย่างนายเสถียร เสถียรธรรมะ ผู้ถือหุ้นใหญ่ เข้าเก็บหุ้นเพิ่มอย่างต่อเนื่องเพราะเชื่อมั่นในพื้นฐาน เพราะเชื่อมั่นในแผนการรุกตลาดต่างประเทศในตะวันออกกลางอย่างจริงจัง และเริ่มใช้ฐานผลิตเบียร์ร่วมกับพันธมิตรเพื่อสร้างรายได้ใหม่จากการกระจายสินค้าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งจะช่วยให้หน่วยรถขนส่งมีรายได้เพิ่มขึ้นต่อการวิ่งหนึ่งเที่ยว
5หุ้นFMCGกับวิกฤตราคาน้ำมัน เริ่มที่ TFG ผลประกอบการปี 2568 ที่ผ่านมาทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ (All-time High) โดยมีกำไรสุทธิพุ่งสูงถึง 7,440.84 ล้านบาท สาเหตุหลักมาจากราคาสัตว์บกที่เป็นขาขึ้นและการบริหารจัดการต้นทุนวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่ทำได้ดีเยี่ยม รวมถึงการที่บริษัทผันตัวเข้าสู่ธุรกิจค้าปลีกเต็มตัวทำให้ไม่ต้องพึ่งพาราคาขายส่งเพียงอย่างเดียว ปัจจุบันหุ้น TFG มีวอลุ่มการเทรดหนาแน่นมาก โดยเฉพาะในช่วงปลายเดือนมีนาคมที่มีปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันหลักหลายร้อยล้านบาท สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนในกลุ่ม SET100
โดยราคาหุ้นปัจจุบัน (27 มี.ค.) เคลื่อนไหวอยู่ที่ประมาณ 8.70 บาท พุ่งขึ้นจากต้นปีที่อยู่ราว 4.76 บาท คิดเป็นการเพิ่มขึ้นถึง +3.94 บาท หรือ 82.7% ถือเป็นหุ้นที่ร้อนแรงที่สุดตัวหนึ่งในตลาด ด้านมูลค่าทางบัญชีถือว่ายังน่าสนใจด้วย P/E ratio เพียง 6.81 เท่า (ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยกลุ่ม) เป้าหมายรายได้ปี 2569 บริษัทยังคงมั่นใจว่าจะทำสถิติใหม่ต่อเนื่องจากการขยายร้าน Thai Food Fresh Market และการส่งออกที่เติบโต ความน่าสนใจลงทุนอยู่ในระดับสูงมากสำหรับผู้ที่ชอบหุ้นพื้นฐานแกร่งที่มี Growth Story ชัดเจน
ถัดมา SNNP ยังคงรักษาตำแหน่งผู้นำในตลาดขนมขบเคี้ยวและเครื่องดื่ม (เบนโตะ และ เจเล่) ได้อย่างเหนียวแน่น โดยผลประกอบการปี 2568 เติบโตอย่างมั่นคงราว 14% แม้จะเผชิญกับปัจจัยลบด้านต้นทุนพลังงานและค่าขนส่งที่สูงขึ้น แต่บริษัทได้รับอานิสงส์อย่างมากจากการขยายฐานการผลิตในเวียดนามที่เริ่มเดินเครื่องเต็มประสิทธิภาพ ช่วยลดภาระภาษีและค่าขนส่งข้ามพรมแดน ปัจจุบัน SNNP มีวอลุ่มเทรดสม่ำเสมอแม้จะไม่หวือหวาเท่า TFG แต่เป็นหุ้นที่มีเสถียรภาพสูง
โดยราคาหุ้นปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 7.15 บาท ปรับตัวลดลงจากต้นปีที่อยู่ราว 8.65 บาท หรือลดลงประมาณ -1.50 บาท (-17.3%) สาเหตุส่วนหนึ่งมาจากแรงกดดันเรื่องกำลังซื้อในประเทศที่ชะลอตัว อย่างไรก็ตาม ด้วย P/E ratio ที่ 12.15 เท่า และอัตราเงินปันผล (Yield) ที่สูงถึง 8.5% ทำให้ SNNP กลายเป็นหุ้นปันผลที่น่าสนใจมาก ส่วนเป้าหมายรายได้ปี 2569 ตั้งเป้าโตที่ 5-9% (High Single Digit) โดยเน้นสินค้าใหม่ที่มีมาร์จิ้นสูงและการขยายตลาดต่างประเทศเป็นหลัก เหมาะสำหรับการซื้อสะสมเพื่อรับเงินปันผลในยามตลาดผันผวน
ด้าน ICHI ยังคงเป็นหุ้นที่ "กำไรโตสวนกระแส" โดยปี 2568 โชว์กำไรสุทธิ 1,327.6 ล้านบาท เติบโต 1.6% จากปีก่อนหน้า แม้ยอดขายรวมจะลดลงเล็กน้อยแต่บริษัทสามารถบริหารอัตรากำไรขั้นต้น (GP) ได้ดีเยี่ยมจากการรับจ้างผลิต (OEM) ที่โตกว่า 200% และกำไรจากอิชิตัน อินโดนีเซียที่โตถึง 78.5% สภาพคล่องการซื้อขายในตลาดถือว่าดีมาก เป็นหุ้นขวัญใจรายย่อยที่มีวอลุ่มเทรดคึกคักอย่างต่อเนื่อง
โดยราคาหุ้นปัจจุบันเคลื่อนไหวที่ราว 12.20 บาท ลดลงจากช่วงต้นปีที่อยู่ประมาณ 15.70 บาท หรือ 3.50 บาท (-22.3%) ปัจจุบันเทรดที่ P/E ประมาณ 20-25 เท่า แม้ราคาจะย่อตัวลงแต่ความน่าสนใจอยู่ที่เป้าหมายปี 2569 ที่ตั้งเป้ายอดขายนิวไฮโตมากกว่า 15% โดยจะเน้นกลุ่ม Non-Tea และสินค้าที่รองรับสภาพอากาศร้อนจัดในปีนี้ ความน่าสนใจคือเป็นหุ้นที่มีกระแสเงินสดแข็งแกร่งและจ่ายปันผลสม่ำเสมอที่อัตรา 0.60 บาทต่อหุ้น
สำหรับ OSP ผ่านจุดต่ำสุดจากการปรับโครงสร้างธุรกิจในปีที่ผ่านมา โดยปี 2568 รายได้รวมอยู่ที่ 26,101 ล้านบาท ลดลง 5% จากการปรับช่องทางจำหน่าย แต่กำไรสุทธิปกติกลับพุ่งขึ้นถึง 15.3% แตะ 3,503 ล้านบาท จากการบริหารต้นทุนแบบ Operational Excellence ปัจจุบัน OSP มีวอลุ่มเทรดในระดับปานกลางค่อนไปทางสูง เป็นหุ้นที่สถาบันในประเทศมักจะมีติดพอร์ตไว้เสมอ
ส่วนราคาหุ้นปัจจุบันค่อนข้างทรงตัวและเริ่มเห็นสัญญาณการฟื้นตัว โดยนักวิเคราะห์ปรับเป้ากำไรปี 2569 ทะลุ 3,000 ล้านบาท แผนธุรกิจในปีนี้เน้นการลงทุนด้านดิจิทัล 400-500 ล้านบาทเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการกระจายสินค้า ความน่าสนใจคือ OSP เป็นหุ้นที่ทนทานต่อภาวะเศรษฐกิจถดถอยได้ดีเนื่องจากมีแบรนด์ที่แข็งแกร่งมาก (M-150, Babi Mild) ด้าน P/E ปัจจุบันเริ่มอยู่ในระดับที่จูงใจสำหรับการลงทุนระยะยาวเพื่อรอการฟื้นตัวของกำลังซื้อต่างประเทศโดยเฉพาะเมียนมาและลาว
และ CBG ที่ผ่านมาเผชิญความท้าทายในปี 2568 จากรายการขาดทุนด้อยค่าในต่างประเทศ ส่งผลให้กำไรสุทธิลดลง 18.4% มาอยู่ที่ประมาณ 1,900-2,300 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม รายได้รวมยังเติบโตได้ 5% จากส่วนแบ่งการตลาดในประเทศที่เพิ่มขึ้นเป็น 28.2% วอลุ่มการเทรดของ CBG มักจะสูงเป็นลำดับต้นๆ ของกลุ่มเครื่องดื่ม เนื่องจากเป็นหุ้นที่นักลงทุนต่างชาติให้ความสนใจสูง
โดยราคาหุ้นปัจจุบันอยู่ที่ราว 35.25 บาท ลดลงจากต้นปีที่อยู่ประมาณ 43.50 บาท หรือลดลงประมาณ -8.25 บาท (-19%) ปัจจุบันเทรดที่ P/E สูงประมาณ 38-49 เท่า ซึ่งสะท้อนถึงความคาดหวังในการฟื้นตัว เป้าหมายรายได้ปี 2569 ตั้งเป้ากำไรโตแรงถึง 27% แตะระดับ 2.9 พันล้านบาท โดยจะใช้กลยุทธ์ขยายผ่านร้านค้า CJ และเพิ่มส่วนแบ่งตลาดเป็น 32% ความน่าสนใจลงทุนอยู่ที่การลุ้น Rebound ของยอดขายต่างประเทศและรายได้ใหม่จากการจัดจำหน่ายเบียร์ ซึ่งจะเป็นตัวเปลี่ยนเกมสำคัญในปีนี้
มุมมองโบรกเกอร์
ในภาพรวม นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับ "ความสามารถในการบริหารต้นทุน" และ "การส่งผ่านต้นทุนไปยังผู้บริโภค" โดยหุ้นที่โดดเด่นที่สุดในสายตานักวิเคราะห์ตอนนี้คือหุ้นที่ปรับโครงสร้างธุรกิจไปสู่ค้าปลีกหรือมีฐานการผลิตต่างประเทศเพื่อหนีพ้นวงจรน้ำมันแพงในไทย
โดย TFG นักวิเคราะห์หลายแห่งแนะนำ "Strong Buy" (ซื้อเก็งกำไร/พื้นฐานแกร่งสุดในกลุ่ม) ด้วยการปรับเพิ่มราคาเป้าหมายและคำแนะนำ โดยชี้ว่า TFG เป็นหุ้นที่มีพื้นฐานเด่นที่สุดในกลุ่มเกษตรและอาหารตอนนี้ เนื่องจากราคาหุ้นเพิ่งทำ All-time High ที่ 8.60-8.75 บาท สะท้อนผลประกอบการที่นิวไฮต่อเนื่อง
สำหรับเหตุผลสำคัญอยู่ที่ธุรกิจค้าปลีก (Thai Food Fresh Market) ช่วยลดความผันผวนของกำไรได้ดีกว่าคู่แข่ง และราคาเนื้อสัตว์ที่ยังทรงตัวสูงช่วยกลบผลกระทบต้นทุนน้ำมันได้มิด โบรกเกอร์ให้ ราคาเป้าหมายสูงสุดที่ 9.50 บาท โดยมองว่า P/E ที่ระดับ 6.7x ยังถือว่าถูกเมื่อเทียบกับการเติบโต
ถัดมาคือ SNNP แม้ราคาหุ้นจะปรับตัวลดลงจากต้นปีสะท้อนความกังวลกำลังซื้อในไทย แต่โบรกเกอร์ยังคงแนะนำ "ซื้อ" เพราะมองเห็นความแข็งแกร่งของฐานผลิตในเวียดนามที่เป็นตัวขับเคลื่อนกำไรหลักในปีนี้ จุดดึงดูดใจที่สุดคือ Dividend Yield ที่พุ่งสูงถึง 8.5-8.7% (จากราคาปิดแถว 7.20 บาท) นักวิเคราะห์มองว่าราคาหุ้นที่ย่อตัวลงมาเป็นโอกาส "สะสม" เพื่อรับปันผลและรอการฟื้นตัวของตลาด CLMV ในช่วงครึ่งปีหลัง
ส่วน ICHI ถูกยกให้เป็น "Top Pick" (หุ้นเด่นที่สุดในกลุ่มเครื่องดื่ม) เนื่องจากได้รับผลกระทบจากปัจจัยภายนอก (สงครามและน้ำมัน) น้อยกว่าคู่แข่ง เพราะล็อกราคาบรรจุภัณฑ์ไว้แล้วครึ่งปี โดยคาดการณ์กำไรไตรมาส 1 และ 2 จะโตแรงจากสภาพอากาศที่ร้อนจัดกว่าปกติ และธุรกิจ OEM ที่ Margin สูง โดยให้ ราคาเป้าหมายเฉลี่ยที่ 16.00-16.90 บาท พร้อมคาดการณ์ปันผลปี 69 สูงถึง 8.6%
ด้าน OSP ถูกปรับลดคำแนะนำลงเป็น "ถือ" แม้ไตรมาส 2 จะเป็นช่วง High Season แต่มีความเสี่ยงที่ต้นทุนก๊าซธรรมชาติและน้ำมันจะกดดัน Margin ในช่วงครึ่งปีหลัง โดยโบรกเกอร์เริ่มมีความกังวลเรื่องสงครามราคาในกลุ่มเครื่องดื่มชูกำลัง (การตัดราคาของคู่แข่ง) อาจทำให้ OSP เสียส่วนแบ่งการตลาดหากไม่ยอมลดราคาตาม จึงแนะนำให้รอดูความชัดเจนของการบริหารต้นทุนในไตรมาสถัดไป โดยให้ ราคาเป้าหมายที่ 20.00 บาท
และ CBG ถูกปรับลดน้ำหนักการลงทุนลงเป็น "Hold" พร้อมหั่นประมาณการกำไรปี 2569 ลงประมาณ 9-11% เนื่องจากต้นทุนอลูมิเนียมและพลังงานที่พุ่งแรงกว่าคาด หลังประเมินว่าตลาดกัมพูชายังฟื้นตัวช้ากว่าที่คิด และความท้าทายในการผลักดันส่วนแบ่งตลาดเบียร์ท่ามกลางต้นทุนขนส่งที่แพง ทำให้นักวิเคราะห์ปรับลด ราคาเป้าหมายลงเหลือ 43.00 บาท (จากเดิม 50.00 บาท) เพื่อสะท้อนความเสี่ยงด้านมาร์จิ้นที่ถูกบีบตัว
น่าลงทุนแต่ต้องเลือกรายตัว"
ทำให้ สรุปทัศนะการลงทุนใน 5 หุ้นเด่นกลุ่ม FMCG ในสถานการณ์ที่ราคาน้ำมันดีเซลจ่อ 40 บาท ถือว่าหุ้นกลุ่ม FMCG ยังคง "น่าลงทุน" ในฐานะหลุมหลบภัย (Defensive) เพราะสินค้าจำเป็นยังขายได้ แต่ "ความน่าสนใจ" ของแต่ละบริษัทถูกแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มชัดเจนตามความสามารถในการทนทานต่อต้นทุน
กลุ่มที่ 1 "ดาวเด่นที่ต้องมีติดพอร์ต" (High Attractiveness) กลุ่มนี้คือหุ้นที่พิสูจน์แล้วว่า "คุมต้นทุนได้เบ็ดเสร็จ" และมีกำไรเติบโตสวนกระแสน้ำมันแพง ได้แก่ TFG น่าลงทุนที่สุด เพราะการผันตัวสู่ธุรกิจค้าปลีกทำให้มี Margin สูงพอที่จะซับแรงกระแทกจากค่าน้ำมันได้ทั้งหมด ราคาหุ้นที่ทำ New High พร้อม P/E ที่ยังต่ำกว่า 7 เท่า สะท้อนว่าหุ้นตัวนี้ "ถูกและดี" ในยามวิกฤต
ถัดมาคือ ICHI น่าลงทุนเพื่อเก็งกำไรและรับปันผล ด้วยกลยุทธ์ล็อกราคาบรรจุภัณฑ์ล่วงหน้าและสภาพอากาศที่ร้อนจัด เป็นตัวเร่งยอดขายในไตรมาส 2 ให้พุ่งกระฉูด ถือเป็นหุ้นที่ปลอดภัยที่สุดในกลุ่มเครื่องดื่ม ณ ชั่วโมงนี้ และ SNNP น่าลงทุนเพื่อสะสมรับปันผล (Dividend Play) แม้ราคาหุ้นจะซบเซาแต่การให้ปันผลสูงถึง 8.5% คือ "เบาะรองรับ" ที่ดีมากในยามตลาดผันผวน เหมาะสำหรับนักลงทุนระยะยาวที่รอการฟื้นตัวของโรงงานในเวียดนาม
ขณะที่อีกกลุ่มคือ กลุ่มที่ 2 "ต้องรอจังหวะและเฝ้าระวัง" (Watch & Wait) กลุ่มนี้มีความเสี่ยงด้านต้นทุนบรรจุภัณฑ์และพลังงานที่สูงกว่า จึงควรชะลอการลงทุนเพื่อดูการบริหาร Margin ในไตรมาสถัดไป ได้แก่ OSP น่าสนใจปานกลาง แม้แบรนด์จะแข็งแกร่งแต่ต้นทุนก๊าซธรรมชาติที่ใช้หลอมแก้วยังเป็นปัจจัยกดดันหลัก หากราคาน้ำมันโลกยังไม่นิ่ง แนะนำให้รอจนกว่าบริษัทจะโชว์แผนคุมต้นทุนในครึ่งปีหลังที่ชัดเจนกว่านี้
ถัดมาคือ CBG มีความเสี่ยงสูงสุดในกลุ่ม เนื่องจากต้นทุนการผลิตขวดและกระป๋องที่ทำเองนั้นอ่อนไหวต่อราคาพลังงานมากที่สุด แม้จะมี Story เรื่อง "เบียร์" มาช่วย แต่ Margin ที่ถูกบีบตัว (Margin Squeeze) ทำให้ราคาหุ้นยังขาดปัจจัยหนุนที่แข็งแกร่งในระยะสั้น


