xs
xsm
sm
md
lg

Krungthai GLOBAL MARKETS เผยค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ที่ระดับ 32.98-ผันผวน-จับตาสถานการณ์ตะวันออกกลางยืดเยื้อ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย มองกรอบค่าเงินบาทสัปดาห์นี้ ที่ระดับ 32.50-33.50 บาท/ดอลลาร์ และกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมงข้างหน้า คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32.80-33.15 บาท/ดอลลาร์ จากระดับเปิดเช้านี้(30 มี.ค.69) ที่ 32.98 บาทต่อดอลลาร์
“อ่อนค่าลง”จากระดับปิดสัปดาห์ก่อนหน้า ณ ระดับ 32.87 บาทต่อดอลลาร์ โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) ทยอยอ่อนค่าลงบ้าง ในลักษณะ Sideways Up โดยมีจังหวะอ่อนค่าเข้าใกล้โซนแนวต้านสำคัญ 33.00 บาทต่อดอลลาร์ ในช่วงเช้าของตลาดการเงินเอเชียสอดคล้องกับการทยอยแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ ที่มาพร้อมกับการทยอยปรับตัวขึ้นต่อเนื่องของราคาน้ำมันดิบ และการย่อตัวลงบ้างของราคาทองคำ (XAUUSD) หลังผู้เล่นในตลาดต่างยังคงกังวลต่อแนวโน้มสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่เสี่ยงทวีความรุนแรงขึ้นในระยะสั้นและอาจยืดเยื้อกว่าคาดได้

สำหรับสัปดาห์นี้รวมถึงในช่วงระยะสั้น เราประเมินว่า ควรจับตาสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง อย่างใกล้ชิด พร้อมรอลุ้น รายงานข้อมูลตลาดแรงงานของสหรัฐฯ โดยเฉพาะยอดการจ้างงานนอกภาคเกษตรกรรม (Nonfarm Payrolls)

สำหรับแนวโน้มเงินบาท เราประเมินว่า โมเมนตัมการอ่อนค่าของเงินบาท (USDTHB) ยังคงมีกำลังอยู่ และหากประเมินจากความผันผวนของเงินบาทที่สูงกว่าช่วงปกติมาก สะท้อนว่า เงินบาทมีโอกาสอ่อนค่าทดสอบโซนแนวต้านสำคัญ 33 บาทต่อดอลลาร์ หรือแม้กระทั่งโซน 34 บาทต่อดอลลาร์ ได้ ภายในช่วง 1 เดือน อย่างไรก็ดี เงินบาทเสี่ยงผันผวนแบบ Two-Way หรือพร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง

และที่สำคัญต้องจับตาโฟลว์ธุรกรรมของผู้เล่นในตลาด อย่างฝั่งผู้ส่งออก ที่อาจรอทยอยขายเงินดอลลาร์แถวโซนแนวต้าน 33.00 บาทต่อดอลลาร์ เช่นเดียวกันกับฝั่งผู้เล่นในตลาดที่มีสถานะ Short THB (มองเงินบาทอ่อนค่า) ซึ่งอาจช่วยชะลอการอ่อนค่าของเงินบาทได้บ้าง ส่วนแรงขายสินทรัพย์ไทยจากบรรดานักลงทุนต่างชาติ ได้เริ่มชะลอลง โดยเฉพาะในฝั่งบอนด์ไทย ที่เริ่มเห็นการทยอยกลับเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวมากขึ้น หลังผู้เล่นในตลาดอาจคาดหวังแนวโน้มการเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยของ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ไปพอสมควร

ทั้งนี้ หากเข้าสู่ช่วงเดือนเมษายนและพฤษภาคม เงินบาทยังเสี่ยงเผชิญแรงกดดันฝั่งอ่อนค่าเพิ่มเติม จากโฟลว์ธุรกรรมจ่ายเงินปันผลให้กับบรรดานักลงทุนต่างชาติ ที่จะสูงเกิน 1 แสนล้านบาท ในปีนี้ ทำให้ เราคงมุมมองเดิมว่า เงินบาทมีความเสี่ยงผันผวนอ่อนค่าลงได้ไม่ยากในช่วงไตรมาสที่ 2 ทว่า ในช่วงระหว่างไตรมาสนั้น เงินบาทอาจมีจังหวะแข็งค่าขึ้นบ้าง ตามการตอบรับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่อาจมีทิศทางคลี่คลายลงได้ เนื่องจากล่าสุด ผู้เล่นในตลาดได้ price-in แนวโน้มสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่เข้าขั้น Worst case scenario ที่เราได้ประเมินไว้ก่อนหน้า ดังจะเห็นได้จากการคาดหวังแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED (ซึ่งเรามองว่า หากตลาดคาดหวัง หรือ price-in การขึ้นดอกเบี้ยของ FED 1-2 ครั้ง ในปีนี้ จะเริ่มสะท้อนถึงจุดพีคของความกังวลและอาจเริ่มเห็นจุดกลับตัวของหลายๆ สินทรัพย์ อย่าง บอนด์ยีลด์ระยะยาวสหรัฐฯ และของไทยได้ )

ในส่วนของเงินดอลลาร์นั้น เรามองว่า เงินดอลลาร์ยังคงเสี่ยงผันผวนแบบ Two-Way Risk ตามการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยนโยบายของ FED ซึ่งจะขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ อย่าง ข้อมูลการจ้างงาน