xs
xsm
sm
md
lg

"อนุสรณ์" ชี้ราคาน้ำมันกระชาก+การตอบสนองนโยบายที่อ่อนแอ ส่อพา ศก.ไทยสู่ภาวะชะงักงัน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



นายอนุสรณ์ ธรรมใจ สส. กรุงเทพฯ พรรคประชาชน และอดีตประธานกรรมการตรวจสอบ และกรรมการ บมจ.บางจากปิโตรเลียม กล่าวว่า การปรับขึ้นราคาน้ำมันทีเดียว 6 บาทต่อลิตรกลางดึก หลังการประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ตอน 3 ทุ่ม ทำให้เกิดข้อสงสัยว่าจะทำให้ผู้กักตุนน้ำมันและเก็งกำไรที่รู้ข้อมูลวงใน ได้ประโยชน์บนความเดือดร้อนของผู้ใช้น้ำมันหรือไม่? การค่อย ๆลอยตัวราคาน้ำมันตามราคาตลาดโลก หรือการขึ้นราคาแบบขั้นบันไดตามตลาดโลก จะเป็นมาตรการที่เหมาะสมกว่า

พร้อมมองว่า การปรับขึ้นทีเดียว 6 บาท ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาการลักลอบนำน้ำมันไปขายประเทศเพื่อนบ้านได้มากนัก เพราะส่วนต่างราคาน้ำมันในประเทศที่ได้รับการอุดหนุนจากกองทุนน้ำมันฯ กับประเทศเพื่อนบ้านบางประเทศยังสูงมาก พฤติกรรมลักลอบส่งออกน้ำมันไปยังเพื่อนบ้านจะหยุดลง เมื่อราคาในประเทศบวกค่าขนส่งเท่ากับหรือมากกว่าราคาประเทศเพื่อนบ้าน การทำกำไรจากส่วนต่างราคาเชิงพื้นที่ (Spatial Arbitrage) จะยังเกิดขึ้นเรื่อย ๆ ถ้าราคาในประเทศยังต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้านหรือต่ำกว่าราคาในตลาดโลกค่อนข้างมาก การปรับขึ้นราคาน้ำมันทีเดียว 6 บาท จึงยังไม่ได้ช่วยอะไรมากนัก เพราะโอกาสแห่งการเก็งกำไรแบบ Spatial Arbitrage ยังเกิดขึ้นต่อไป

"การตอบสนองทางนโยบายที่อ่อนแอ จะนำไปสู่ภาวะเศรษฐกิจชะงักงัน และอาจเกิดการขาดแคลนสินค้าในไตรมาสสองได้ โดยสินค้าขาดแคลนจะเป็นผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวเนื่องกับปิโตรเลียม เม็ดพลาสติก พลาสติกบรรจุภัณฑ์ ปุ๋ย วัสดุก่อสร้าง ยารักษาโรค เคมีภัณฑ์และสีทาบ้าน เป็นต้น" นายอนุสรณ์ กล่าว
พร้อมระบุว่า ความเสี่ยง Stagflation แบบทศวรรษ 1970 อาจเกิดขึ้น ภาวะเศรษฐกิจถดถอยชะงักงันพร้อมเงินเฟ้อสูงมากจะเกิดขึ้นในประเทศไทย และหลายประเทศในเอเชีย ส่วนสถานการณ์จะรุนแรงและยาวนานเหมือนช่วงทศวรรษ 1970 หรือไม่ ต้องติดตามว่า สหรัฐอเมริกาและอิหร่านจะขยายขอบเขตสงครามไปมากขนาดไหน

นายอนุสรณ์ กล่าวถึงมาตรการลดครองชีพของกระทรวงพาณิชย์ แบบร้านธงฟ้าราคาประหยัด ที่หาสินค้าราคาถูก หรือวัตถุดิบราคาถูกมาจำหน่ายนั้น จะไม่ได้ผล และเป็นเพียงการบรรเทาปัญหาค่าครองชีพ และเงินเฟ้อสูงได้เพียงบางพื้นที่และชั่วคราวเท่านั้น จะได้เพียงภาพลักษณ์และการโฆษณาเท่านั้น เพราะขนาดของโครงการเล็กมากเมื่อเทียบกับตลาดที่ใหญ่

"การหาวัตถุดิบราคาถูกให้ร้านข้าวแกง หรือร้านอาหารตามสั่ง 24 แห่ง ตามนโยบายไทยช่วยไทย ไม่สามารถกดดันราคาตลาดให้ลดลงได้ จะได้เพียงภาพลักษณ์และการโฆษณา เพื่อบอกประชาชนว่ากำลังแก้ปัญหาอยู่ แต่ไม่ได้แก้ปัญหาในเชิงระบบได้อย่างแท้จริง เกิดต้นทุนแฝง และการขนส่ง เพิ่มการใช้พลังงานโดยไม่ก่อให้เกิดประโยชน์เต็มประสิทธิภาพ เท่ากับรัฐไปอุดหนุนค่าขนส่งให้ร้านค้าบางร้านที่อยู่ในโครงการ เป็นการเอาเงินภาษีประชาชนไปอุดหนุนชั่วคราวให้บางร้าน เป็นการบิดเบือนกลไกราคา โดยอาจถูกตั้งคำถามว่า ร้านค้า 24 แห่งที่ถูกเลือก ใช้หลักเกณฑ์อะไรในการคัดเลือก" นายอนุสรณ์ กล่าว
ทั้งนี้ เห็นว่ามาตรการแก้ปัญหาวิกฤติค่าครองชีพและเงินเฟ้อจากต้นทุนพลังงาน ต้องแก้ไปที่ต้นตอของปัญหา ต้องปฏิรูประบบพลังงาน ต้องส่งเสริมให้มีการแข่งขัน ลดอำนาจผูกขาดส่งเสริมการแข่งขัน กระจายแหล่งพลังงานไปยังพลังงานทางเลือกพลังงานหมุนเวียนที่มีราคาถูกกว่าพลังงานฟอสซิล เน้นพลังงานกระจายศูนย์ และกระจายแหล่งพลังงานสู้วิกฤติน้ำมันลากยาว

นายอนุสรณ์ ระบุว่า ระบบพลังงานของประเทศไทยเป็นระบบรวมศูนย์ รวมศูนย์ทั้งการวางยุทธศาสตร์และแผนงาน ทั้งการตัดสินใจและการดำเนินการ รวมทั้งพึ่งพาแหล่งผลิตพลังงานขนาดใหญ่ ขณะนี้ ด้วยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ระบบพลังงานแบบกระจายศูนย์สามารถเกิดขึ้นได้ ทำให้เกิดการกระจายความผิดชอบในระบบพลังงานของประเทศไปยังกลุ่มต่าง ๆ ทำให้การผลิตและการจัดการพลังงานสามารถตอบสนองต่อสถานการณ์วิกฤติพลังงานได้ดีขึ้น มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยลง พึ่งพาตัวเองทางพลังงานได้มากขึ้นโดยเฉพาะจากพลังงานหมุนเวียนอย่างพลังงานจากแสงอาทิตย์

"เรายังลงทุน และมีการใช้พลังงานหมุนเวียนน้อยมาก เมื่อเทียบกับศักยภาพของพลังงานหมุนเวียนในประเทศไทย นโยบายการส่งเสริมการผลิตพลังงานแบบกระจายศูนย์ จำเป็นจะต้องลดการกีดกันทางการตลาดของระบบพลังงานแบบรวมศูนย์ลง ไม่ว่าจะเป็นมิติของการลงทุน โครงสร้างราคา และโครงสร้างพื้นฐานในรองรับพลังงานแบบกระจายศูนย์ เพื่อให้การผลิตพลังงานแบบกระจายศูนย์ มีความเป็นไปได้ทางการเงิน และเศรษฐศาสตร์ ผลิตพลังงานป้อนระบบพลังงานของประเทศได้" นายอนุสรณ์ กล่าว