xs
xsm
sm
md
lg

Krungthai GLOBAL MARKETS เผยค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ที่ระดับ 32.96-กังวลสงครามตะวันออกกลางยืดเยื้อ-รุนแรงขึ้น

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้(27มี.ค.69)ที่ระดับ 32.96 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลง”จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 32.79 บาทต่อดอลลาร์ และมองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32.75-33.15 บาท/ดอลลาร์ โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) ทยอยอ่อนค่าลงในลักษณะ Sideways Up ทดสอบโซนแนวต้าน 33.00 บาทต่อดอลลาร์ (แกว่งตัวในกรอบ 32.78-33.00 บาทต่อดอลลาร์) สอดคล้องกับการทยอยแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ ที่มาพร้อมกับการปรับตัวสูงขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ และการย่อตัวลงบ้างของราคาทองคำ ตามความกังวลของผู้เล่นในตลาดที่ต่างมองว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางเสี่ยงกลับมาร้อนแรงขึ้นและอาจยืดเยื้อกว่าคาด

สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED ผ่านถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED รวมถึง รายงานข้อมูลเศรษฐกิจ อย่าง ดัชนีภาคธุรกิจจากบรรดา FED สาขาต่างๆ และติดตามพัฒนาการของสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง ที่ยังมีความไม่แน่นอนอยู่สูง

ส่วนแนวโน้มของค่าเงินบาท เรามองว่า ความกังวลต่อแนวโน้มสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่เสี่ยงทวีความรุนแรงมากขึ้นและอาจยืดเยื้อกว่าคาด อาจกดดันให้ เงินบาท (USDTHB) อ่อนค่าลงทดสอบ หรือ ทะลุโซนแนวต้าน 33.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้ ทว่า เราย้ำว่า เงินบาทยังคงเสี่ยงเผชิญการเคลื่อนไหวผันผวนสูง แบบ Two-Way Risk หรือพร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทางอย่างรวดเร็วและรุนแรง ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ซึ่งต้องจับตา แนวโน้มการเจรจาหยุดยิงและยุติความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน รวมถึง ความเสี่ยงที่สหรัฐฯ จะยกระดับการปฏิบัติการทางทหาร เพื่อเพิ่มแรงกดดันให้ฝั่งอิหร่านกลับมาเจรจามากขึ้นได้ โดยเฉพาะหากครบกำหนด 5 วัน ที่ ประธานาธิบดี Donald Trump ได้สั่งให้ กองทัพสหรัฐฯ เลื่อนการโจมตีโรงไฟฟ้าของอิหร่าน

โดยเงินบาทเสี่ยงอ่อนค่าลงต่อเนื่องได้ไม่ยาก หากสถานการณ์ทวีความรุนแรงมากขึ้นและมีแนวโน้มยืดเยื้อ ซึ่งต้องเห็นปฏิบัติการทางทหารจากฝั่งสหรัฐฯ และการตอบโต้กลับจากฝั่งอิหร่านที่หนักหน่วง โดยภาพดังกล่าว อาจเร่งให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้น ทดสอบจุดสูงสุดก่อนหน้าแถวโซน 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และอาจปรับตัวสูงขึ้นต่อได้ ขณะเดียวกัน เงินดอลลาร์อาจแข็งค่าขึ้น สอดคล้องกับการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ เช่นกัน เนื่องจากผู้เล่นในตลาดอาจคาดหวังว่า FED จำเป็นต้องขึ้นดอกเบี้ย 1-2 ครั้ง ในปีนี้ ส่วนราคาทองคำเสี่ยงปรับตัวลงหนักได้ อย่างไรก็ดี ในกรณีนี้ นั้น เรามองว่า อาจต้องจับตา ท่าทีของทางการญี่ปุ่นและทางการสหรัฐฯ ในกรณีที่ เงินเยนญี่ปุ่น (JPY) อ่อนค่าลงหนัก เนื่องจากหากตลาดกังวลต่อแนวโน้มการเข้าแทรกแซงค่าเงินเยนญี่ปุ่น อาจช่วยจำกัดการอ่อนค่าของเงินเยนญี่ปุ่น และอาจพอชะลอการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ได้บ้าง

ในทางกลับกัน หากสถานการณ์มีแนวโน้มคลี่คลายลงได้ การเคลื่อนไหวของตลาดการเงินจะคล้ายกับในช่วงหลังรับรู้ ข้อความของประธานาธิบดี Donald Trump บน Truth Social ที่ให้ความคาดหวังต่อการเจรจาหยุดยิงและยุติความขัดแย้งในช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยราคาน้ำมันดิบอาจปรับตัวลดลงอย่างรวดเร็ว เช่นเดียวกับ การอ่อนค่าลงของเงินดอลลาร์ หนุนให้ ราคาทองคำมีโอกาสปรับตัวสูงขึ้น ส่วนเงินบาทอาจสามารถแข็งค่าขึ้นทดสอบโซนแนวรับ 32.50 บาทต่อดอลลาร์ (แนวรับถัดไป 32.30 บาทต่อดอลลาร์ และ 32.00 บาทต่อดอลลาร์)