กลายเป็นความท้าทาย วงการสินทรัพย์ดิจิทัลและหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายทั่วโลก เมื่อสำนักงานตำรวจไอร์แลนด์สร้างปรากฏการณ์ช็อกวงการ ประกาศความสำเร็จในการเจาะรหัสกระเป๋าเงินดิจิทัลที่เคยถูกระบุว่ากุญแจสูญหายถาวร ของอดีตราชายาเสพติด โดยสามารถยึดบิทคอยน์จำนวน 500 เหรียญ มูลค่ากว่า 35 ล้านดอลลาร์สหรัฐ กลับคืนมาได้สำเร็จ ปฏิบัติการระดับโลกครั้งนี้ได้รับความช่วยเหลือด้านเทคโนโลยีถอดรหัสขั้นสูงจากยูโรโพล ทลายความเชื่อเดิมที่ว่าระบบความปลอดภัยของบิทคอยน์นั้นไม่สามารถเข้าถึงได้ สะท้อนให้เห็นถึงความก้าวหน้าทางวิศวกรรมไซเบอร์ของภาครัฐที่กำลังไล่ล่าเม็ดเงินสีเทาในโลกคริปโตอย่างเข้มข้น
ปรากฏการณ์ที่ท้าทายความเชื่อมั่นในสถาปัตยกรรมความปลอดภัยของโลกสินทรัพย์ดิจิทัลได้เกิดขึ้นอีกครั้ง เมื่อกระเป๋าเงินดิจิทัลที่เคยถูกระบุว่ากุญแจสูญหายไปตลอดกาล กลับมีการเคลื่อนไหวครั้งสำคัญ โดยเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา มีการโอนบิทคอยน์ จำนวน 500 เหรียญ ซึ่งเชื่อมโยงกับอดีตนักค้ายาเสพติดรายใหญ่ ตรงเข้าสู่แพลตฟอร์ม คอยน์เบส อย่างน่าประหลาดใจ
โดยกองกำลังตำรวจแห่งชาติไอร์แลนด์ หรือ อัน การ์ดา ซีโอคานา ได้สร้างแรงกระเพื่อมระดับโลกด้วยการประกาศความสำเร็จในการเจาะรหัสเข้าสู่หนึ่งใน 12 กระเป๋าเงินบิทคอยน์ ของนักโทษคดียาเสพติด หลังจากที่ทรัพย์สินเหล่านี้ถูกอายัดมานานหลายปี และบรรดาผู้เชี่ยวชาญต่างลงความเห็นว่ารหัสผ่านการเข้าถึงได้สูญหายไปอย่างถาวรแล้ว
สำนักงานทรัพย์สินทางอาญาแห่งไอร์แลนด์ หรือ ซีเอบี ได้ออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการเมื่อวันอังคาร ยืนยันว่าทางหน่วยงานสามารถเข้าถึงและตรวจยึดกระเป๋าเงิน คริปโต ซึ่งจัดเก็บบิทคอยน์ จำนวน 500 เหรียญ มูลค่าประเมินเบื้องต้นสูงกว่า 35 ล้านดอลลาร์สหรัฐได้สำเร็จปฏิบัติการช็อกโลกครั้งนี้ได้รับความร่วมมือเชิงลึกจากศูนย์อาชญากรรมทางไซเบอร์แห่งยุโรป หรือ ยูโรโพล
แถลงการณ์ของ ซีเอบี ระบุชัดเจนว่า ยูโรโพล ได้เปิดศูนย์บัญชาการที่กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ เพื่อเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมระดับปฏิบัติการ พร้อมทั้งมอบการสนับสนุนขั้นวิกฤตให้แก่ทีมสืบสวนและนักวิเคราะห์ของไอร์แลนด์ โดยเฉพาะการสนับสนุนทรัพยากรด้านการถอดรหัสและความเชี่ยวชาญทางเทคนิคที่มีความซับซ้อนขั้นสูงสุด ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญที่นำไปสู่ชัยชนะในภารกิจนี้
สื่อชั้นนำอย่าง ไอริช ไทม์ส ได้เจาะลึกรายงานเมื่อวันอังคารว่า กระเป๋าเงินที่ถูกเจาะระบบนี้ เป็นเพียงหนึ่งใน 12 กระเป๋าที่เก็บบิทคอยน์รวมกว่า 6,000 เหรียญ ซึ่งเคยอยู่ภายใต้การครอบครองของนาย คลิฟตัน คอลลินส์ พ่อค้ายาเสพติดที่ถูกศาลพิพากษาจำคุก 5 ปีจากข้อหาเพาะปลูกและลักลอบจำหน่ายกัญชา ซึ่งปมปริศนาของทรัพย์สินมหาศาลนี้เริ่มต้นขึ้นเมื่อรหัสผ่านที่ถูกพิมพ์เก็บไว้บนกระดาษก่อนที่จะได้หายไปอย่างปริศนา
ในเชิงเทคนิคแล้วภายใต้ระบบโครงสร้างคริปโทกราฟี แบบกุญแจสาธารณะ การสูญเสียกุญแจส่วนตัวมักหมายถึงการสูญหายที่ไม่มีทางย้อนกลับคืนมาได้ และทรัพย์สินที่ถูกล็อกไว้จะตกอยู่ในสถานะที่ไม่สามารถเข้าถึงได้อย่างถาวร การที่ทางการสามารถเจาะระบบนี้ได้ จึงกลายเป็นกรณีศึกษาที่ สร้างแรงสั่นสะเทือนต่อความเชื่อมั่นในระบบรักษาความปลอดภัยของคริปโตอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ความเคลื่อนไหวทางธุรกรรมถูกจับตาอย่างใกล้ชิดโดย อาร์แคม แพลตฟอร์มวิเคราะห์ข้อมูลบนบล็อกเชนระดับโลกระบุว่า บิทคอยน์ จำนวน 500 เหรียญได้ถูกโอนไปยัง คอยน์เบส ไพรม์ เมื่อวันอังคาร นับเป็นการเคลื่อนย้ายครั้งแรกในรอบกว่าหนึ่งทศวรรษหลังจากที่เหรียญเหล่านี้ถูกฝากเข้ามา ยิ่งไปกว่านั้นฐานข้อมูลของอาร์แคม ยังระบุว่าคอลลินส์ เป็นผู้ควบคุมที่อยู่กระเป๋าเงินถึง 14 แห่ง ซึ่งจัดเก็บบิทคอยน์รวมกันถึง 5,500 เหรียญ คิดเป็นมูลค่าสูงกว่า 391 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ย้อนกลับไปถึงจุดเริ่มต้นของมหากาพย์นี้ถูกนำเสนอโดยสื่อใหญ่อย่าง เดอะ การ์เดียน รายงานว่า คอลลินส์ ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าจับกุมในปีพุทธศักราช 2560 หลังจากการตรวจค้นรถยนต์ส่วนตัวพบของกลางเป็นกัญชาจำนวนมาก
จากการสืบสวนขยายผลตำรวจพบเส้นทางการเงินสำคัญ โดย คอลลินส์ ได้นำเงินที่ได้จากเครือข่ายยาเสพติดไปฟอก ด้วยการกว้านซื้อบิทคอยน์จำนวนมากถึง 6,000 เหรียญ ในช่วงปลายปีพุทธศักราช 2554 ถึงต้นปีพุทธศักราช 2555 ก่อนจะกระจายความเสี่ยงโดยจัดเก็บไว้ในกระเป๋าเงิน 12 ใบ ความประมาทที่นำมาสู่ความสูญเสียคือ เขาเลือกลบข้อมูลดิจิทัลทั้งหมด และจดกุญแจส่วนตัวไว้บนกระดาษเอสี่เพียงแผ่นเดียว ก่อนที่จะนำไปซ่อนไว้ในฝาอะลูมิเนียมของกล่องใส่คันเบ็ดตกปลาที่บ้านเช่าของเขา
โศกนาฏกรรมทางการเงินของพ่อค้ายารายนี้มาถึงจุดพีค เมื่อภายหลังการจับกุมและถูกตัดสินจำคุก เจ้าของบ้านเช่าได้ทำการทำความสะอาดครั้งใหญ่และนำสัมภาระทั้งหมดของ คอลลินส์ไปทิ้งทำลาย ทว่าในมุมของ คอลลินส์ เขายังคงยืนกรานว่ากล่องใส่คันเบ็ดอันล้ำค่านั้นถูกหัวขโมยฉกไปก่อนที่เจ้าของบ้านเช่าจะเข้ามาจัดการพื้นที่เสียอีก
อย่างไรก็ตามบทสรุปของเม็ดเงินคริปโตที่เหลือยังคงเป็นปริศนา แต่สิ่งที่ชัดเจนที่สุดในวันนี้คือเทคโนโลยีของรัฐ เริ่มก้าวล้ำจนสามารถเขย่าความปลอดภัยของบิทคอยน์ได้แล้ว


